ั้แ่ยังหนุ่ม จิงเซียวมักออกเดินทางและหายไปหลายอาทิตย์ บางครั้งเขาเดินทางไปรักษาชาวบ้านตามที่ห่างไกล บางครั้งก็ไปเก็บสมุนไพรตามป่าเขาลำเนาไพร และได้รับเชิญจากผู้นำระดับประเทศ รวมไปถึงผู้มีชื่อเสียงและอำนาจขอให้ไปช่วยรักษาโรค
เมื่ออายุมากขึ้น เขาจะเลือกรักษาเฉพาะคนที่เขารู้สึกถูกใจเท่านั้น ถึงแม้บางคนจะใช้ทั้งเงินและอำนาจมาข่มขู่ ชายชราก็ไม่เคยหวั่นไหว เพราะเขามีลูกศิษย์และคนไข้ที่มีชื่อเสียงคอยปกป้องอยู่เสมอ
นี่จึงเป็อีกสาเหตุหนึ่ง ที่จิงเซียวไม่เคยเปิดคลินิกรักษาที่หมู่บ้านเจียวจู เพราะเขาไม่ค่อยจะอยู่บ้านนั่นเอง
ในระหว่างที่สองตาหลานง่วนอยู่กับการทำงานของตัวเอง จิงเซียวก็บอกกับจิงซิงอี้ว่า
“เสี่ยวอี้ อีกสองวันตาจะไปปักกิ่งนะ มีนัดรักษาคนไข้”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ชายชราก็พูดต่อว่า “เสี่ยวเยี่ยน ศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าจะมารับตาไป”
เสี่ยวเยี่ยน หรือลั่วเยี่ยน อายุ 48 ปี เป็ศิษย์คนแรกของจิงเซียว เขาเป็เ้าของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนในปักกิ่ง ตัวเขาจบแพทย์แผนปัจจุบันมา เมื่อมาเป็ลูกศิษย์ของจิงเซียว เขาได้เรียนรู้แพทย์แผนจีน และบูรณาการสองศาสตร์ในการรักษาเข้าด้วยกัน
ในขณะที่ภรรยาของเขาเป็แพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งคู่มีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน ลูกสาวคนโตกำลังเรียนในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่อเมริกา ในขณะที่ลูกชายคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย
ลั่วเยี่ยนมีพ่อตาเป็อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ และสมาชิกในตระกูลของภรรยายังเป็นักการเมืองหลายคน
การที่ลั่วเยี่ยนเป็ฝ่ายเดินทางมารับอาจารย์ด้วยตัวเอง แสดงว่าจิงเซียวคงจะมีนัดไปรักษานักการเมืองสักคน เวลาที่จิงเซียวไปรักษาใคร เขามักจะไม่เปิดเผยชื่อคนไข้ และเป็ธรรมเนียมที่สองตาหลานปฏิบัติกันมานาน เพราะผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ ไม่้าให้ความลับของตนรั่วไหล เพราะจะส่งผลต่อการอยู่ในอำนาจและตำแหน่ง และยังอาจถูกลอบทำร้ายได้ด้วย
ใน่ที่จิงซิงอี้ยังเด็ก เขาจะคอยฟังจิงเซียวเล่าถึงวิธีการรักษาโรคต่างๆ แต่เมื่อเขาโตขึ้น มีความสามารถมากขึ้น บางครั้งจิงเซียวก็จะปรึกษาเขา และบางครั้งจะให้จิงซิงอี้และลูกศิษย์คนอื่นรักษาคนไข้ในบางเคสด้วย
ในระหว่างที่เขากำลังค้นหาข้อมูลอยู่นั้น จิงซิงอี้นึกถึงครั้งแรกที่เขาพบกับลั่วเยี่ยน ตอนนั้นเขายังเป็เด็กน้อยอายุ 5 ขวบ และลั่วเยี่ยนมีอายุประมาณ 26-27 ปี เขาเริ่มต้นการทำงานเป็แพทย์อยู่ในโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กแห่งหนึ่ง และต่อสู้กับชีวิตและหน้าที่การงานแบบที่หมอจบใหม่ส่วนใหญ่มักเจอ
วันหนึ่ง เฉินเหลา ผู้ว่าราชการระดับมณฑล ซึ่งเดินทางมาเพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานของข้าราชการท้องถิ่น เกิดอาการแน่นหน้าอกและหมดสติระหว่างพักอยู่ที่โรงแรม รถพยาบาลส่งเขามารักษาตัวที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด
ในเวลานั้น ลั่วเยี่ยนกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน เขาเดินออกมาที่ประตูหน้าโรงพยาบาล เพื่อจะเดินไปที่ลานจอดรถ
รถพยาบาลที่วิ่งเปิดไซเรนมาก็จอดที่หน้าห้องฉุกเฉิน เ้าหน้าที่รีบพาคนไข้ลงมา จากนั้นก็รีบเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน ลั่วเยี่ยนยืนมองสักพัก และคิดว่าคงจะมีแพทย์เวรดูแลแล้ว เขาจึงเดินไปที่รถ แต่แล้วก็ต้องหยุด เมื่อได้ยินเสียงนางพยาบาลวิ่งกระหืดกระหอบตามเขามา
“คุณหมอลั่วเยี่ยน! อย่าเพิ่งไปค่ะ ช่วยกลับไปดูคนไข้ฉุกเฉินก่อนค่ะ!”
“เกิดอะไรขึ้นครับ” ลั่วเยี่ยนถามด้วยความสงสัย
ในขณะที่พวกเขากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน นางพยาบาลก็อธิบายว่าหมอที่อยู่เวรวันนี้เป็หมอฝึกหัดปีแรก เขาตื่นเต้นมากและ้าคนช่วย
ปรากฏว่าคนไข้คนนั้น คือ เฉินเหลา ในขณะที่นางพยาบาลก็โทรตามผู้อำนวยการโรงพยาบาล และหมอที่เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจมาที่ห้องฉุกเฉินโดยด่วน
พวกเขาช่วยกันรักษา และอาการของเฉินเหลาก็คงที่ แต่ยังคงอยู่ในอันตราย พวกเขาย้ายคนไข้ไปที่ห้องICU และประชุมกันอย่างเคร่งเครียดในคืนนั้นเพื่อตกลงว่าจะทำอย่างไรต่อ
ลูกน้องและข้าราชการท้องถิ่นที่รู้ข่าว ต่างพากันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลและทีมรักษาอย่างมาก
พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะผ่าตัดหัวใจในตอนนี้ หรือจะส่งคนไข้ไปโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองที่มีความทันสมัยมากกว่า แต่ก็อาจจะมีผลกระทบจากการเดินทาง และเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วนั้น การใช้เฮลิคอปเตอร์ขนย้ายยังไม่ได้รับความนิยม พวกเขาจึงต้องรอให้ครอบครัวของเฉินเหลาเดินทางมาและตัดสินใจ
เช้าตรู่ของวันนั้น ลั่วเยี่ยนปลีกตัวออกมาข้างนอกโรงพยาบาลอย่างเหนื่อยล้า เขา้ากินอาหารเช้ารองท้อง และหยุดพักจากความวุ่นวายั้แ่เที่ยงคืนที่ผ่านมา
เขาเดินมาที่ร้านขายอาหารเช้าเล็กๆ หน้าโรงพยาบาล ซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ จากนั้นก็นั่งกินที่ม้านั่งยาวข้างรั้วโรงพยาบาล
ในระหว่างที่เขากินซาลาเปาอย่างหิวโหย เด็กชายหน้าตาน่ารักอายุ 5-6 ขวบคนหนึ่ง ก็หยุดยืนมองลั่วเยี่ยนที่กำลังกินอยู่เงียบๆ ด้วยดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มสดใส เด็กน้อยแต่งกายด้วยกางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน เสื้อสเวตเตอร์แขนยาวสีขาว และรองเท้าผ้าใบสีขาว ซึ่งทำให้ผิวของเขายิ่งขาวใสมากยิ่งขึ้น
นี่คือครั้งแรกที่ลั่วเยี่ยนพบกับจิงซิงอี้ เขาบอกกับจิงเซียวในภายหลังว่า เป็ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาเห็นเด็กอายุ 5-6 ขวบ ที่มีแววตาเฉลียวฉลาดและมีบุคลิกนิ่งสงบกว่าผู้ใหญ่หลายคน จิงเซียวฟังแล้วก็หัวเราะหึหึในลำคอ
ลั่วเยี่ยนคิดว่า การอยู่กับจิงเซียวที่มีอายุห่างจากเขาหลายสิบปี ทำให้เด็กน้อยเป็ผู้ใหญ่แตกต่างจากเด็กทั่วไป และจิงเซียวยังเป็คนพูดน้อย จึงทำให้จิงซิงอี้พูดน้อยตามไปด้วยเช่นกัน
ลั่วเยี่ยนหยุดกิน มองซ้ายมองขวา เพื่อดูว่าพ่อแม่ของเด็กอยู่ไหน แต่ก็ไม่พบใคร เขาจึงถามเด็กน้อยด้วยความลังเลว่า
“เอ่อ..มีอะไรเหรอหนู พ่อแม่ไปไหนล่ะ”
จิงซิงอี้เอียงคอมองเขา และส่ายหน้าเล็กน้อย ลั่วเยี่ยนเริ่มใ
“แย่แล้ว! นายหลงทางมาเหรอนี่!”
เขาพยายามสอบถามข้อมูล แต่เด็กชายจิงซิงอี้กลับไม่ตอบคำถามใดๆ
ในที่สุด ลั่วเยี่ยนจึงยื่นซาลาเปาอีกลูกในถุงให้ เด็กชายยื่นมือเล็กๆ มารับ และกินซาลาเปาอย่างมีมารยาท ลั่วเยี่ยนหัวเราะ เขาพึมพำว่า
“กินมีมารยาทกว่าเราอีก พ่อแม่สอนมาดีจริงๆ”
เด็กชายจิงซิงอี้ใช้ปากน้อยๆกัดกินซาลาเปาจนหมด เขามองไปที่น้ำเต้าหู้ในมือของลั่วเยี่ยน ชายหนุ่มรู้ว่าเด็กน้อยคงหิวน้ำ เขาจึงอุ้มเด็กน้อยมานั่งบนที่ม้านั่ง และรีบเดินไปซื้อน้ำเต้าหู้ใส่แก้วมาให้
เมื่อได้มาแล้ว เขายกแก้วขึ้นมาเป่าคลายร้อน และบอกให้เด็กชายค่อยๆ ดื่มทีละนิดอย่างระมัดระวัง
ลั่วเยี่ยนใช้ทิชชู่ที่ติดมาในกระเป๋ากางเกงเช็ดปากให้เด็กน้อย และถามเขาว่าจะดื่มน้ำชาไหม เด็กชายขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
ลั่วเยี่ยนรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้อย่างประหลาด ไม่เพียงแต่เขาจะมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แต่ยังมีบุคลิกบางอย่างที่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป
ลั่วเยี่ยนไม่ใช่คนรักเด็กแต่ก็ไม่ได้เกลียดเด็ก เขาจึงไม่ชอบเด็กแสบที่ชอบส่งเสียงดัง เล่นซนไม่รู้จักกาลเทศะ เมื่อพบจิงซิงอี้ที่ชอบทำสีหน้าเคร่งเครียดแบบคนแก่ในร่างเด็ก จึงทำให้เขารู้สึกเอ็นดู และเด็กน้อยยังแต่งตัวสะอาดสะอ้าน มีมารยาทดี น่าจะมาจากครอบครัวที่ดีด้วย
ลั่วเยี่ยนพยายามจะถามเพิ่มเติม แต่เด็กชายจิงซิงอี้ก็ยังไม่ยอมตอบ เขาทำหน้าไม่เข้าใจคำถามและบางครั้งก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ลั่วเยี่ยนรู้ว่าเด็กน้อยเข้าใจ เพราะเขาเห็นสายตาซุกซนของจิงซิงอี้ที่รู้สึกสนุกจากการได้แกล้งหมอหนุ่มคนนี้
เมื่อเด็กชายไม่ยอมร่วมมือ และลั่วเยี่ยนต้องกลับไปตรวจคนไข้ เขาจึงพาเด็กน้อยเดินกลับไปที่โรงพยาบาล เพื่อให้เ้าหน้าที่ช่วยหาว่า เด็กชายเป็ญาติของคนไข้ในโรงพยาบาล หรือหลงทางมาจากที่ไหนกันแน่
