กลุ่มแรกที่มาถึงก็คือ 'เคราแดง' กราเนโร
การปรากฏตัวของผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดเป็ลำดับที่สองใต้สังกัดขององค์ชายรองโดมิงเกวซ ได้ดึงดูดทุกสายตาของคนในค่ายทหารอาณาจักรบริวารทันที ทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรจำนวนยี่สิบกว่าคนคอยคุ้มกันรถม้าหกคันและเดินตามหลังกราเนโร ตลอดทางพวกเขาทำตัวเอิกเกริกมาก แม้แต่คนที่ไม่รู้จักกราเนโรก็เริ่มหันมาสนใจพวกเขา แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้เห็นรถม้าทั้งหกคันมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนไป
“นี่เป็สมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่องค์ชายรองสั่งให้พวกข้านำมามอบให้กับฝ่าาขอรับ”
ปกติแล้ว 'เคราแดง' กราเนโรจะเป็คนที่เงียบขรึมและพูดน้อย แต่มาวันนี้เขากลับยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับซุนเฟยด้วยท่าทางสุภาพ “ตอนแรกท่านแพรีสอยากมาส่งของด้วยตัวเอง แต่ก็มีเื่เร่งด่วนให้นางต้องรีบไปจัดการเสียก่อน ดังนั้นท่านแพรีสจึงได้มอบหมายให้ข้านำของพวกนี้มาส่งแทน และยังฝากคำขอโทษมาให้องค์าาอเล็กซานเดอร์ด้วยขอรับ!”
“เกรงใจกันเกินไปแล้วท่านกราเนโร!” ซุนเฟยโบกมือเรียกเทศกิจออกมารับรถม้าทั้งหกคัน
ในวันที่กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตถูกกวาดล้าง องค์ชายรองโดมิงเกวซได้กล่าวไว้ว่า เขาจะยกส่วนแบ่งของตัวเองทั้งหมดให้แก่เมืองแซมบอร์ด และยังได้เปิดเผย ‘ความแข็งแกร่ง’ ของตัวเองเล็กน้อย วันนี้องค์ชายรองได้ทำตามสัญญาโดยการนำสมบัติทั้งหมดใส่ในรถม้าแล้วสั่งให้คนนำมามอบให้ถึงที่
ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะไม่ได้ใส่ใจกับสมบัติพวกนี้ แต่เขาก็ยินดีที่จะรับมันไว้ อย่างไรเสีย มีเงินเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยก็ถือว่าไม่น่าเกลียดหรอก นอกจากนี้การออกมารับสมบัติพวกนี้ด้วยตัวเองก็ถือเป็การให้เกียรติอีกฝ่าย ในเมื่อยอมรับแล้ว ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีความสุข แล้วจะปฏิเสธให้เกิดความหมางใจทำไมกันเล่า
“ฝ่าาทรงทราบเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้แล้ว จึงมีรับสั่งให้นำความมาบอกท่านว่า ไม่ต้องกังวลเื่การแก้แค้นของทางวิหารอัศวิน เื่ราวทั้งหมดได้จบลงแล้ว” 'เคราแดง' กราเนโรไม่ได้รั้งอยู่ที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดนาน หลังจากสนทนาไม่กี่คำเขาก็ขอตัวลากลับ
ซุนเฟยพยักหน้า
ถึงแม้ว่าเื่นี้จะอยู่ในการคาดการณ์ของเขา แต่การที่องค์ชายรองยอมใช้อำนาจของตัวเองกดดันทางวิหารอัศวินที่มีอำนาจและอิทธิพลในเมืองหลวงเพื่อาาอาณาจักรบริวารเล็กๆ คนหนึ่งใน่เวลาสำคัญสำหรับการแย่งชิงราชบัลลังก์ ทำให้ซุนเฟยรู้สึกดีกับองค์ชายรองคนนี้มาก สหายแบบนี้สิถึงคู่ควรจะให้ซุนเฟยได้ทุ่มเท
อีกทั้งการเลือกส่งสมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมาให้เขาในเวลานี้ก็เป็การช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้กับซุนเฟย
ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ซุนเฟยมีข้ออ้างในการอธิบายกับคนอื่นๆ ว่า ทำไมถึงมีสมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตอยู่ในแหวนเก็บของของตัวเอง ซุนเฟยพูดได้ว่า ทั้งหมดมันมาจากองค์ชายรอง และเขาเชื่อว่า นี่ก็เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้องค์ชายรองโดมิงเกวซเลือกจะส่งของขวัญมาให้เขาในเวลานี้
ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้ซุนเฟยมีคำอธิบายได้ว่าทำไมตัวเขาที่เป็แค่าาอาณาจักรบริวารระดับหกถึงได้มีเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกสายสืบที่คิดจะสืบหาแหล่งที่มาของ‘สมบัติมหาศาล’ ของซุนเฟยได้หายข้องใจ นอกจากจะสามารถปกปิดเื่ 'ลูกบาศก์ฮอราดริก' ได้แล้ว ยังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบเมื่อวานนี้อีก
“ฝากขอบพระทัยองค์ชายโดมิงเกวซแทนข้าด้วย!” ซุนเฟยตบบ่ากราเนโร ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะร่ำลากัน ซุนเฟยยังให้ยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดอีกสองสามนายตามไปส่งทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักรถึงหน้าค่ายทหารอาณาจักรบริวารอีกด้วย
ฉากนี้อาณาจักรบริวารที่อยู่รอบๆ ต่างก็เห็นกันหมด
“ดูเหมือนว่าองค์ชายรองกับาาแซมบอร์ดน่าจะบรรลุข้อตกลงบางอย่างที่ได้ทำร่วมกันนะ!”
“ั้แ่าาแห่งแซมบอร์ดเปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาออกมา เขาก็มีคุณสมบัติที่จะก้าวเข้าสู่าการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์แล้ว”
“ถ้า 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' เข้าสนับสนุนองค์ชายรองขึ้นมาจริงๆ าแย่งชิงราชบัลลังก์อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้!”
“น่าแปลก...ทำไมาาแซมบอร์ดถึงเลือกอยู่ฝั่งองค์ชายโดมิงเกวซกันนะ?”
มีการพูดคุยถกเถียงกันในค่ายทหารอาณาจักรบริวาร อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งทั้งสิบอาณาจักรที่สงวนท่าทีมาโดยตลอดก็ยังรู้สึกตกตะลึงกับข่าวลือใหม่นี้ ตอนนี้ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดได้กลายเป็จุดสนใจของทุกคนภายในค่าย ทุกกองกำลังในเมืองหลวงและทุกอาณาจักรบริวารต่างพากันจับจ้องทุกคำพูดทุกการกระทำของชาวแซมบอร์ด หลังจากที่ 'เคราแดง' กราเนโรได้จากไป แต่ละคนก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
แต่ใครจะรู้ว่า เื่ไม่คาดฝันยังไม่จบลงเพียงแค่นี้
หลังจากส่ง 'เคราแดง' กราเนโรแขกกลุ่มแรกกลับไปแล้ว ซุนเฟยที่ยังไม่ทันจะได้เดินกลับเข้าไปในค่ายก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมองเห็นขบวนรถม้าที่โดดเด่นอีกหนึ่งขบวนกำลังเดินทางมา จุดสังเกตที่เด่นชัดมาแต่ไกลก็คือสาวน้อยในชุดม่วง ยอดฝีมือคนสนิทข้างกายขององค์หญิงนาตาชา
ด้านหลังจื่อเยี่ยนมีรถม้าหกคันเช่นเดียวกัน ตัวรถม้าถูกคลุมด้วยผ้าสีเขียว ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าด้านในใส่อะไรไว้ แต่ดูจากรอยล้อรถที่กดทับบนพื้นดินแล้ว ทำให้ผู้คนเชื่อมโยงไปว่า ในนั้นอาจเป็เงินหรือไม่ก็ก้อนหินเวทมนตร์ที่ถูกใส่ไว้จนเต็มคันรถ
ยกเว้นสายสืบที่มีข้อมูลจำนวนมากแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่สวมชุดสีม่วงคนนี้เป็ใคร
สาวงามนางนี้ให้ความรู้สึกเ็าและบริสุทธิ์ ชุดสีม่วงและชุดเกราะหนังได้ขับเน้นรูปร่างที่สะโอดสะองของนางให้โดดเด่น ทำให้นางได้รับความสนใจจากบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายในขณะที่นางเดินผ่าน
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุยกับนาง แม้แต่เหล่าองค์ชายจากอาณาจักรบริวารคนอื่นๆ ที่ปกติชอบทำตัวใหญ่คับฟ้าก็ยังสงบปากสงบคำอย่างผิดปกติ ไม่ใช่แค่ว่า ด้านหลังของสาวงามชุดม่วงมีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่แผ่รังสีฆ่าฟันออกมา แต่ยังเป็เพราะว่า บนร่างของนางเต็มไปด้วยจิตสังหารและกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งของนางทำให้ใครหลายๆ คนต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“ฝ่าา! สมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเหล่านี้ เป็สิ่งองค์ชายใหญ่มอบหมายให้องค์หญิงนาตาชาเป็ผู้ดำเนินการจัดส่งมาให้ บางทีพวกมันอาจจะเป็ประโยชน์กับฝ่าา” นี่เป็ครั้งแรกที่จื่อเยี่ยนพูดกับผู้ชายเกินสิบคำ!
ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ “ถ้าให้ข้าเดา คนที่สั่งให้นำสมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมามอบให้ข้าน่าจะเป็องค์หญิงมากกว่า ส่วนองค์ชายใหญ่คงไม่แสดงความคิดเห็นอะไรออกมาใช่ไหม?”
จื่อเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมามองซุนเฟยด้วยท่าทางใ นางอ้าปากค้างไปชั่วขณะราวกับจะถามซุนเฟยว่า “ท่านรู้ได้อย่างไร?” แต่สุดท้ายสาวงามนางนี้ก็อดทนไม่เอ่ยถามออกไป แต่ท่าทางกลับสวนกับความคิด การแสดงออกของนางเหมือนจะบอกซุนเฟยอย่างโจ่งแจ้งว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ซุนเฟยส่ายหัวเบาๆ
อันที่จริงแล้ว ซุนเฟยััได้ถึงความเป็ปรปักษ์จางๆ ที่องค์ชายอาร์ชาวินมีให้ต่อตัวเอง แต่เนื่องจากมีองค์หญิงนาตาชาเป็คนกลางที่คอยพยายามเชื่อมความสัมพันธ์อันรุ่งริ่งนี้ ทำให้ความเป็ปรปักษ์ยังไม่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็ศัตรู แต่อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยไม่ได้เก็บเื่พวกนี้มาใส่ใจ ตราบใดที่องค์ชายอาร์ชาวินยังไม่ได้เป็จักรพรรดิ เขาก็ไม่ถือว่าเป็ภัยคุกคามต่อซุนเฟย และถึงแม้ว่าองค์ชายอาร์ชาวินจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ขึ้นมาจริงๆ เมื่อถึงเวลานั้น ซุนเฟยก็มีกำลังมากพอที่จะงัดค้านกับราชอาณาจักรเซนิทไปแล้ว
เจตนาที่องค์หญิงนาตาชามอบสมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมาให้ซุนเฟยในเวลานี้ก็เป็เจตนาเดียวกันกับที่แพรีสทำ พวกนางแค่อยากหาข้ออ้างให้ซุนเฟยได้สมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตอย่างเป็ทางการ
รถม้าทั้งหกถูกลากเข้าไปในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดท่ามกลางสายตาของฝูงชนจำนวนมาก ทหารของค่ายวีรบุรุษเหล็กตัดเชือกที่ผูกผ้าสีเขียวออก และเผยให้เห็นหีบเหล็กสีดำขนาดใหญ่ หลังจากนั้นเปิดหีบก็มีแสงสว่างสีทองเปล่งประกายออกมา นอกจากนี้ยังมีความผันผวนของเวทมนตร์ที่แผ่ออกมาจากก้อนหินเวทมนตร์อย่างต่อเนื่อง แสงสว่างหลากหลายสีสันที่แข่งกันทอประกายขึ้นมา แม้แต่คนที่ยืนห่างจากค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดนับร้อยๆ เมตรก็ยังเดาออกว่าของที่อยู่ภายในหีบเหล็กสีดำนั่นคืออะไร
ความอิจฉาริษยาปรากฏขึ้นมาในสายตาของทุกคน
สมบัติทั้งหมดในรถม้าหกคันนี้ เทียบเท่ารายได้ตลอดสามปีของอาณาจักรบริวารระดับสี่ด้วยสมบัติทั้งหมดนี้ อาจทำให้าาแซมบอร์ดได้กลายเป็ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดาอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยกว่าอาณาจักรก็ได้
เมื่อก่อนอาจจะพูดได้ว่าาาแห่งแซมบอร์ดมีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่น่าตกตะลึง แต่ตอนนี้ฐานะทางการเงินของเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน
จื่อเยี่ยนไม่ใช่คนชอบพูด หลังจากที่นางได้มอบสมบัติให้แล้วนางก็กล่าวลาทันที “ฝ่าา องค์หญิงได้ฝากข้ามาบอกท่านว่าเื่วิหารอัศวิน ฝ่าาไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ เื่นี้ได้สิ้นสุดแล้ว!”
ซุนเฟยหัวเราะ “ฝากขอบพระทัยองค์หญิงแทนข้าด้วย”
ที่แท้องค์ชายใหญ่เองก็ช่วยกดดันทางวิหารอัศวินด้วยเช่นกัน ซุนเฟยรู้สึกพอใจขึ้นมาเล็กๆ พูดแบบนี้ก็หมายความว่า สถานะของบิดาได้เพิ่มขึ้นแล้วงั้นสิ? การที่สององค์ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดเลือกที่จะกดดันทางวิหารอัศวินเพื่อเขา นี่หมายความว่าตัวเขามีค่ามากกว่าวิหารอัศวินหรือ?
“ฝ่าา...รักษาตัวด้วย!” สาวน้อยในชุดสีม่วงบอกกับซุนเฟยเบาๆ ก่อนที่หมุนตัวเดินจากไป
ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่า ประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งที่องค์หญิงนาตาชาสั่งให้จื่อเยี่ยนพูดแน่ๆ น่าจะเป็คำพูดของนางเอง
ซุนเฟยอยากจะกล่าวคำว่า ‘ขอบคุณ!’ แต่สาวน้อยในชุดม่วงได้กลายเป็ลำแสงเล็กๆ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว ไม่ช้าร่างของนางก็หายไปในคลองจักษุ
“ทำไมองค์ชายใหญ่ถึงส่งคนมามอบของขวัญที่ล้ำค่าพวกนี้ให้แก่าาแซมบอร์ด?” ผู้สังเกตการณ์บางคนก็เริ่มรู้สึกสับสนขึ้นมา
ที่พวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้เป็ใครก็เพราะว่าบนหมวกเกราะที่เหล่าทหารเกราะดำสวมใส่ได้แกะสลักคำว่า ‘วีรบุรุษเหล็ก’ เอาไว้ พวกเขาทั้งหมดเป็ยอดฝีมือของ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' และเป็เหมือนตัวแทนขององค์ชายอาร์ชาวิน เื่ราวที่เกิดขึ้นทำให้ฝูงชนรู้สึกสับสนมากยิ่งขึ้น
“หรือว่าาาแซมบอร์ดยังไม่ได้เลือกข้าง?”
“าาแซมบอร์ด ช่างดีจริงๆ! ดีจริงๆ! นอกจากจะใจกล้าแล้วยังเป็พวกตะกละอีกด้วย!” บางคนแสยะยิ้มดูถูกออกมา ในระหว่างการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ หากใครใช้วิธีนี้เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ไม่ว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้เป็จักรพรรดิองค์ต่อไป แต่ที่แน่ๆ เขาจะต้องรังเกียจาาแซมบอร์ดผู้แสนทะเยอทะยานคนนี้แน่ๆ ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่สุดท้ายก็เป็ได้แค่พวกบ้านนอก าาแซมบอร์ดช่างสายตาสั้นนัก ถึงได้ทำข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ขึ้นมา
......
ซุนเฟยไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร
หลังจากที่ได้รับของขวัญจากสององค์ชายแล้ว ซุนเฟยก็ตัดสินใจแบ่งอาวุธ ชุดเกราะและสมบัติส่วนหนึ่งไปให้าาแห่งไบแซนไทน์ จากนั้นก็มอบรางวัลให้แก่หน่วยเทศกิจและเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ ส่วนที่เหลือเก็บเข้าท้องพระคลัง
ในคืนนั้น ซุนเฟยได้เปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' และลอบผ่านจุดตรวจหลายด่านเพื่อมุ่งหน้าไปยังเทือกเขามอร์โร
วงเวทจำนวนนับไม่ถ้วนยังคงปกป้องหลุมั์เช่นเคย และในอากาศก็ยังคงเต็มไปด้วยรอยประทับจิติญญาที่น่ากลัว ในหลุมั์มีชายร่างผอมที่สวมชุดคลุมสีน้ำตาลยืนเอามือไพล่หลังอยู่ ร่างกายของเขาเหยียดตรงประหนึ่งูเาที่มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด เขายืนนิ่งอย่างสงบราวกับเป็ศูนย์กลางของจักรวาล
---------------------------
