เล่มที่ 4 บทที่ 110 ความรักต้องห้าม
อย่างไรก็ตามต่อให้อาวุธคู่กายเสียหายหนักแค่ไหน หากยังมีจิติญญาหยวนหลิงเหลืออยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ยังถือว่าผูกติดกับจิติญญาของผู้เป็เ้าของแล้ว เพราะฉะนั้นเพียงแค่ชั่วขณะจิตเดียว ก็สามารถกลับไปอยู่ข้างกายผู้เป็เ้าของได้แล้ว จึงไม่มีทางสูญหายได้ง่ายๆ
นอกเสียจากว่าศาสตราวุธนั้นไม่อยากกลับไปเองเสียมากกว่า…
‘แต่ที่น่าแปลกก็คือเ้ากระบี่นั่นไม่ยอมกลับไป ทั้งที่ตัวเองเสียหายหนักขนาดนี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่ อยากตายอย่างนั้นหรือ?’
“ตอนนั้นอ๋องอย่างข้าเพิ่งเบิกปัญญาไม่นาน และเพิ่งจะย้ายมาอยู่ที่หน้าผา มีอยู่วันหนึ่งตอนที่ออกมาหาอาหาร ได้เจอแม่นางชุดขาวกำลังนั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ ตอนแรกอ๋องอย่างข้าก็คิดจะจับนางกิน แต่คิดไม่ถึงว่าจะถูกแม่นางนั่นจับได้เสียก่อนอย่างง่ายดาย ตอนนั้นคิดว่าจะต้องตายแน่ๆแล้ว ทว่าแม่นางคนนั้นกลับไม่ทำอะไรเลย นางเพียงแค่จับข้าขังเอาไว้ที่ริมทะเลสาบ ก่อนจะพึมพำบางอย่างออกมา…”
“นางพูดว่าอะไร?”
“นางพูดว่ากลับไปไม่ได้ หากเป็แบบนั้นใครไม่รู้จะต้องตาย เพราะนางทำให้เขาติดอยู่ขั้นฟ่าเซี่ยงมาหลายร้อยปีแล้ว ไม่อยากเป็ตัวถ่วงอีก แล้วยังพูดอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ แต่มันนานจนข้าจำไม่ได้แล้ว สุดท้ายแม่นางนั่นก็นั่งอยู่ใต้แสงจันทร์ ราวกับหลับใหล ไม่นานก็สลายเป็แสงจันทร์แล้วค่อยๆจางหายไป เหลือเพียงตัวกระบี่ที่วางอยู่ริมน้ำ…”
“พูดจาเลอะเทอะจริงๆ” หลังจากฟังจบ หลินเฟยก็อดบ่นออกมาไม่ได้ ปล่อยให้เ้าปีศาจกระบี่พูดจาเพ้อเจ้ออยู่ได้ตั้งนาน ใจความสำคัญก็แค่หยวนหลิงแปลงกายเป็แม่นางชุดขาวนั่งอยู่ริมน้ำ สุดท้ายก็สลายไป
ส่วนตัวถ่วงอะไรนั่นล้วนเป็คำพูดเลอะเทอะทั้งนั้น…
“ตอนแรกข้าก็ไม่เข้าใจ หลังจากแม่นางคนนั้นสลายไป ข้าก็ไม่กล้าแตะกระบี่นั่นอีก ทว่ามีอยู่วันหนึ่งข้าถูกพลังแร่จิงซ่าทำให้กายเนื้อแตกสลาย เหลือเพียงจิติญญาล่องลอยไปมา ตอนนั้นข้าจึงได้ลอยมาถึงริมน้ำ พอเห็นกระบี่ที่วางอยู่ก็ไม่ได้เอะใจ รีบสิงสู่เข้าไปทันที แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถ่ชิงจนได้กายเนื้อมาจริงๆ ไม่เพียงเท่านี้ ข้ายังได้เรียนรู้เคล็ดวิชาที่หลงเหลืออยู่อีกด้วย กระทั่งสุดท้ายก็ฝึกฝนจนมีพลังอย่างทุกวันนี้…”
พอพูดถึงตรงนี้ ปีศาจกระบี่ก็เอ่ยเสริมขึ้นด้วยความเสียดาย
“หากรู้ว่ามีเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูละก็ ให้ตายยังไง ข้าก็ไม่ไปเข้าสิงกระบี่นั่นหรอก…”
“ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้เื่นี้ ไม่ใช่แค่เ้าคนเดียวหรอก…” หลินเฟยเบ้ปากออก ขณะที่กำลังจะถามว่าที่ทะเลสาบเกิดอะไรขึ้น ทว่าเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พอดี…
‘คนที่แม่นางชุดขาวพูดถึง...คงไม่ใช่อาจารย์ปู่หรอกมั้ง?’
หลินเฟยกระตุกใกับความคิดนี้ทันที
‘ไม่หรอกมั้ง ไม่ใช่หรอก…’
แต่ก็มีความเป็ไปได้สูง เพราะการต่อสู้อันดุเดือดนั้น คาดว่าอาจารย์ปู่เองก็น่าจะาเ็สาหัสใช่ย่อย หากกลับไปฝืนใช้พลังช่วยอาวุธคู่กายอีกละก็ อาจจะตายขึ้นมาได้จริงๆ…
‘ว่าแต่เื่ที่จิติญญาอาวุธเกิดไปหลงรักผู้เป็นายขึ้นมานี่ มันหมายความว่าอย่างไรกัน?’
‘หรืออาจารย์ปู่เองก็ชอบหยวนหลิงกระบี่เหมือนกัน?’
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็ไปได้
‘ไม่อย่างนั้นหยวนหลิงจะแปลงกายเป็แม่นางชุดขาวเพื่ออะไรล่ะ?’
‘ทำไมถึงไม่แปลงกายเป็ชายหนุ่มชุดขาวแทน?’
‘บ้าไปแล้ว อาจารย์ปู่ข้าช่างร้ายกาจไม่เบาเลยแฮะ…’
‘ตำนานรักมากมายเช่นนางพญางูขาว หรือหนิงไฉ่เฉินหลงรักปีศาจล้วนเทียบไม่ติดเลยทีเดียว เพราะอาจารย์ปู่ดันมีความรักกับกระบี่น่ะสิ!’
‘นี่มันฟ้าผ่ากลางวันแสกๆชัดๆ’
หลินเฟยนิ่งอึ้งไปถึงหนึ่งเค่อเต็มๆ
“อ้อ จริงสิ…” เป็นานกว่าเขาจะได้สติกลับมา พอย้อนกลับมามองปีศาจกระบี่อีกครั้ง หลินเฟยก็รู้สึกแปลกๆ เพราะนี่คือกายเนื้อคนรักของผู้เป็อาจารย์ปู่…
“มองอ๋องอย่างข้าด้วยสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” อาจเป็เพราะถูกสายตาของเฟยจ้องมองไม่วางตาจนรู้สึกขนลุกขนพอง น้ำเสียงที่พูดจึงสั่นเครือออกมาเล็กน้อย…
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากรู้ว่าเ้าถูกขังที่ริมน้ำนานเท่าไร?”
“ั้แ่อ๋องอย่างข้าเบิกปัญญาก็อาศัยอยู่ที่ริมทะเลสาบนี้มาตลอด ทั่วทั้งหุบเขากระบี่แห่งนี้ ไม่มีมารปีศาจตนไหนกล้าเข้ามาในถิ่นของข้าหรอก…” ปีศาจกระบี่ตอบด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
“…” เมื่ออดีตตอนที่ผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงทั้งสี่จัดการกับเหล่ามารปีศาจได้นั้น เรียกได้ว่าแทบจะสังหารไปหมดทั้งเขาเลยจะดีกว่า แถมบางส่วนยังถูกเหล่ามารปีศาจที่บุกเข้ามาจับกินไปอีก ดังนั้นมารปีศาจที่เหลืออยู่จึงเป็เพียงลูกกระจ๊อกเท่านั้น แล้วใครจะกล้ามาแย่งถิ่นฐานกับเ้า…
“อ๋องอย่างข้าเก่งใช่ไหมล่ะ!”
“หุบปากไปเลย ข้าไม่ได้ถามเื่นี้…” หลินเฟยทนฟังต่อไม่ไหว จึงรีบปรามปีศาจกระบี่ที่กำลังโม้น้ำลายแตกฟองให้เงียบปากลง
“เ้าอยู่ที่นี่มานาน แล้วรู้หรือไม่ว่าที่นี่เคยมีาาปีศาจอาศัย?”
“าาปีศาจ?”
“ใช่ ถ้าเทียบกับขั้นบำเพ็ญมนุษย์ ก็ประมาณขั้นฟ่าเซี่ยง…”
“พูดเป็เล่นไป ถ้ามีาาปีศาจจริง ข้าจะเหลือรอดมาให้เ้าจับหรือ?”
“ก็จริง…” หลินเฟยเองก็คิดเช่นนั้น หากมีาาปีศาจจริง เกรงว่าแค่ขยับนิดเดียว ปีศาจกระบี่ก็คงตายไปแล้ว…
แต่เ้าปีศาจกระบี่บอกว่าตัวเองเบิกปัญญาได้ หลังจากที่ผู้บำเพ็ญฟ่าเซี่ยงทั้งสี่ขับไล่มารปีศาจไปแล้ว บัดนี้ก็ผ่านมาประมาณสามพันปีแล้ว หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เ้าปีศาจกระบี่นี่มีอายุสามพันปีแล้วงั้นหรือ?
‘ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด…’
“แล้วไอปีศาจ…”
“ฮ่าๆ หมายถึงไอปีศาจรุนแรงนั่นน่ะหรือ?” หลินเฟยไม่ทันจะพูดจบประโยค ปีศาจกระบี่ก็หัวเราะแทรกออกมาเสียก่อน
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ถามถูกคนแล้วล่ะ ทั่วทั้งหุบเขากระบี่ เกรงว่าคงมีอ๋องอย่างข้าเท่านั้นที่รู้ว่าไอปีศาจนั้นมันมาได้อย่างไร…”
“หื้อ?”
“เห็นทะเลสาบนั่นไหมล่ะ?”
“ทะเลสาบนั่นมีอะไร?”
“ไอปีศาจมาจากทะเลสาบนั่นแหละ…” ตอนแรกปีศาจกระบี่ยังคิดจะลีลา ไม่ยอมเล่าออกมาง่ายๆ แต่พอเห็นหลินเฟยเริ่มโคจรเคล็ดวิชาจูเทียนฝูถูอีกครั้ง ก็ตื่นตระหนกขึ้นทันที
“เดี๋ยวสิๆ นี่ไง ข้าพูดแล้วๆ… ในอดีตมีดาวตกพุ่งลงมาที่ทะเลสาบ มันกระแทกแรงมาก จนถึงกับทำให้พิภพน้อยอย่างหุบเขากระบี่แตกจนเกิดเป็ช่องโหว่ และไอปีศาจก็แทรกซึมออกมาจากช่องโหว่นั้นนั่นแหละ แต่อาจเป็เพราะถูกดาวตกนี้ปิดทับอยู่ จึงไม่มีตัวอะไรหลุดรอดออกมาได้…”
“ดาวตก?” เมื่อหลินเฟยได้ยินเช่นนั้น แววตาทั้งสองก็เกิดเป็ประกายทันที
“เ้าเคยเห็นดาวตกนั่นไหมล่ะ?”
“ของมันแน่นอนอยู่แล้ว ข้าหลับข้างดาวตกนั่นมาสองพันกว่าปีเชียว…”
“รีบนำทางข้าไปเดี๋ยวนี้เลย!”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
