จริงดังที่จงหลิงว่า แม้มีเพียงศิษย์พลังระดับสร้างรากฐาน่ปลายกับขีดสุดระดับสร้างรากฐานที่มีสิทธิเข้าร่วมแข่งขัน แต่จำนวนผู้เข้าร่วมของวิทยาลัยกระบี่ยังมีมากถึงหกสิบแปดคน
รอบที่หนึ่ง ผู้เข้าแข่งขันทั้งหกสิบแปดคนถูกแบ่งไปตามสิบเวทีประลอง เริ่มต่อสู้กันกลุ่มละเจ็ดคน จนกระทั่งบนแต่ละเวทีประลองได้ผู้ชนะเพียงหนึ่งคน
รอบที่สอง ผู้ชนะสิบคนจับฉลาก ให้ทั้งสองคนจับคู่เพื่อต่อสู้กัน
รอบที่สาม ห้าคนที่ชนะสู้รวมกันบนเวทีประลองเดียว เหลือเพียงสองอันดับแรก
ั้แ่เริ่มการแข่งขัน สายตาของหลิ่วเทียนฉีไล่ตามพระเอกอยู่ตลอด พูดได้ว่าในฐานะพระเอกของนิยายเล่มนี้กับในฐานะผู้ฝึกกระบี่ พลังของหลันอวี่ิไม่เลวอย่างยิ่ง กระบี่อยู่ในมือเขาราวกับมีิญญา ทุกกระบวนท่าและการเคลื่อนไหวล้วนทำให้ผู้คนจิ๊ปาก ได้แต่ชมว่ายอดเยี่ยมนัก
“ดูท่าว่า ที่หนึ่งคราวนี้คงเป็ของศิษย์พี่หลันนะ!” ต่งเฟิงดูหลันอวี่ิปราบราบทั่วทิศบนเวทีประลอง รอบแรก เล่นงานคู่ต่อสู้ทั้งหกให้ลงจากเวทีได้ จึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้านับถือ
“เฮอะ!” เฉียวรุ่ยเห็นร่างของหลันอวี่ิก็แค่นเสียงอย่างดูแคลน
“วิชากระบี่ของศิษย์พี่หลันไม่เลวอย่างแท้จริง!” วิชากระบี่ของพระเอกยอดเยี่ยมเหลือเกิน ไม่แปลกที่สตรีทั้งหลายต่างดาหน้า เรียงรายมาตกหลุมรักเขา!
“ศิษย์พี่หลันเป็อันดับหนึ่งของวิทยาลัยกระบี่ เื่ชิงสองอันดับแรกคงง่ายดุจยกฝ่ามือ!” เมิ่งเฟยเคยได้ยินข่าวบุคคลในตำนานของวิทยาลัยกระบี่มาบ้าง
“แต่ข้าว่าที่สองของวิทยาลัยกระบี่ เหมือนจะเลือกไม่ง่ายนะ!“ จงหลิงพูดพลางมองในสนาม
เวลานี้ เข้ามาถึงรอบที่สาม ในสนามเหลือเพียงสามคน ได้แก่ หลันอวี่ิ อวี๋ชิงโยวและเฝิงตี๋
“ใช่ สามคนนี้สู้กันมาครึ่งชั่วยามแล้ว” เมิ่งเฟยมองเวทีประลอง คิดว่าการตัดสินรอบนี้ใช้เวลานานนัก
“ข้าได้ยินว่าหนึ่งปีก่อน ศิษย์พี่หลันกับศิษย์พี่อวี๋ไปเขาแสงงามเพื่อค้นหาสมบัติ สุดท้ายทั้งสองคนกลับตกหลุมพราง ถูกผู้ใช้ค่ายกลที่ร้ายกาจขังไว้ในค่ายกลสังหาร พวกเขาใช้เวลาครึ่งปีถึงก้าวออกจากค่ายกลสังหารได้ เห็นว่าหลังออกมาาเ็หนักทั้งคู่ ศิษย์พี่หลันรักษาตัวอยู่สองสามเดือน ส่วนศิษย์พี่อวี๋รักษาตัวอยู่ครึ่งค่อนปี เพิ่งดีขึ้นไม่นานมานี้เอง!” ต่งเฟิงเล่าเื่ที่เคยได้ยินมา
“ใช่ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ดูท่าที่ศิษย์พี่ทั้งสองาเ็ คงส่งผลกับการแข่งขันวันนี้อยู่ไม่มากก็น้อยล่ะนะ!” เมิ่งเฟยพยักหน้า รู้สึกว่าในวันนี้ อวี๋ชิงโยวใช้กำลังไม่ได้ดังใจ ต้องเกี่ยวเนื่องจากการาเ็ครั้งก่อนแน่
“อ้อ? มีเื่นี้ด้วยหรือ?” หลิ่วเทียนฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย ตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เ้ากับศิษย์น้องเฉียวเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ย่อมไม่รู้!” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีทีหนึ่ง บอกอย่างมีเหตุผล
ได้ยินอย่างนั้น เฉียวรุ่ยลูบจมูกพลางคิด ‘จะไม่รู้ได้อย่างไรเล่า ก็ค่ายกลสังหารนั่นพวกเขาวางเองนี่!’
แม้สู้อย่างลำบากลำบน แต่ท้ายที่สุด อันดับหนึ่งกับอันดับสองของวิทยาลัยกระบี่ก็เป็หลันอวี่ิกับอวี๋ชิงโยว เรียกได้ว่าเหมือนที่วางไว้ในนิยายต้นฉบับทุกประการ!
เมื่อการแข่งขันวิชากระบี่อันน่าตื่นตาจบลง ทุกคนจึงพากันเดินกลับ
“เฉียวรุ่ย วันพรุ่งนี้เป็การแข่งขันของวิทยาลัยยุทธ์ ข้าจะพาศิษย์พี่ศิษย์น้องจากวิทยาลัยโอสถไปดูการแข่งของเ้า สู้เข้านะ!” ก่อนไป ต่งเฟิงส่งยิ้มให้กำลังใจเฉียวรุ่ย
“ถูกต้อง พวกเราก็จะไปดูการแข่งของศิษย์น้องเฉียวเหมือนกัน!” เมิ่งเฟยกับจงหลิงมองเฉียวรุ่ยแล้วยิ้ม พลางบอก
“อืม ข้า ข้าจะพยายามเต็มที่!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
“อย่ากดดันมากไปสิ พยายามให้ถึงที่สุดก็พอ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักอย่างละมุนละไม ระบายยิ้มอ่อนโยน
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเบาๆ แอบหวังอย่างยิ่งว่าตนจะคว้าอันดับสอง คว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นมาได้
.........
วันที่สอง การแข่งขันของวิทยาลัยยุทธ์
เช้าตรู่ หลิ่วเทียนฉีพาเฉียวรุ่ยมาวิทยาลัยยุทธ์ รอสมัครเข้าร่วมและรับป้ายหมายเลข
วิทยาลัยยุทธ์มีเงื่อนไขใกล้เคียงกับวิทยาลัยกระบี่ กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน่ปลายหรือขีดสุดระดับสร้างรากฐานเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมได้ เพราะวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีจำนวนคนมากมาย ถึงกับมีผู้เข้าแข่งแปดสิบเก้าคน
รอบที่หนึ่ง ต่อสู้กันกลุ่มละเก้าคนบนสิบเวทีประลองให้ได้ผู้ชนะคนหนึ่ง ขั้นตอนเหมือนวิทยาลัยกระบี่
เมื่อผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมประลองขึ้นเวที สองตาของหลิ่วเทียนฉีจับจ้องไปที่เสี่ยวรุ่ยเขม็ง
เฉียวรุ่ยจับฉลากได้หมายเลขแปด จึงอยู่บนเวทีประลองหมายเลขแปด ซึ่งนอกจากเขา ผู้ฝึกยุทธ์อีกแปดคนล้วนเป็ศิษย์เก่าในวิทยาลัยยุทธ์ มีผู้ฝึกตนสองคนอยู่ในวิทยาลัยยุทธ์มากว่าสามสิบปี
“ศิษย์ใหม่ ถึงกับกล้าสมัครด้วยหรือ?” ศิษย์เก่าคนหนึ่งเห็นเฉียวรุ่ย อดเบะปากไม่ได้
“ศิษย์พี่หวัง ท่านอย่าดูถูกศิษย์น้องเฉียวเชียว ศิษย์น้องเฉียวเป็ดาวรุ่งของวิทยาลัยยุทธ์เชียวนะ!”คนพูดไม่ใช่ใครอื่น กู่เถิงที่เคยประมือกับเฉียวรุ่ยมาก่อนนั่นเอง
“อ้อ? งั้นหรือ?” หวังเยว่ได้ฟังก็มองขึ้นมองลง ประเมินเฉียวรุ่ยอยู่พักหนึ่ง
“อีกประเดี๋ยว ขอศิษย์พี่ทั้งสองโปรดชี้แนะด้วย!” เฉียวรุ่ยก้มศีรษะเอ่ยอย่างมีมารยาท
“พูดได้ดี!” หวังเยว่ยกมุมปากเ็า บอกอย่างอารมณ์ดี ‘วางใจเถอะ ข้าจะส่งเ้าลงจากเวทีประลองเป็คนแรกเอง’
“ฉ่าง...” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนตีฆ้องทองแดงเสียงยาวทีหนึ่ง “เริ่มการแข่งขัน”
ได้ยินเสียงะโบอก คนบนเวทีประลองระมัดระวังคู่ต่อสู้ที่อยู่ข้างกายในทันที
เฉียวรุ่ยตั้งท่าป้องกัน ยังไม่ทันเลือกเป้าหมายโจมตี กำปั้นของหวังเยว่กลับโจมตีเข้ามา
“ศิษย์น้องเฉียว ให้ข้าส่งเ้าลงเวทีเถอะ!”
“เอาสิ ถ้าเช่นนั้น ขอให้ข้าได้รับคำสั่งสอนวิชาหมัดของศิษย์พี่หวังสักหน่อยล่ะกัน!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเบี่ยงศีรษะหลบหมัดแรกของอีกฝ่าย สะบัดมือสวนหมัดหนึ่งกลับไป
“ดีนี่เ้าหนู!” เมื่อหวังเยว่หลบหมัดของเฉียวรุ่ยพ้น จึงนับว่าเป็การเริ่มต่อสู้กับเฉียวรุ่ยอย่างเป็ทางการ
เพราะอีกฝ่ายเป็ศิษย์เก่าที่อยู่ในวิทยาลัยเซิ่งตูมาหลายปี มีพลังระดับเดียวกับตน พอต้องมาพบคู่ต่อสู้เช่นนี้ เขาตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง คิดว่าการต่อสู้คงสูสีทัดเทียม สู้กันดีๆ ได้ยกหนึ่ง
หวังเยว่เหวี่ยงหมัดอย่างต่อเนื่อง แต่หลายหมัดล้วนพลาดเป้า ไม่โดนเฉียวรุ่ยสักนิด เฉียวรุ่ยที่ถูกอีกฝ่ายจุดไฟสู้ขึ้นมาประหนึ่งพยัคฆ์ร้าย โจมตีหมัดแล้วหมัดเล่าเข้าใส่หวังเยว่ ใช้กระบวนท่าฉับไวและรุนแรงยิ่ง
หลิ่วเทียนฉียืนอยู่ด้านล่างเวที จ้องสถานการณ์ของเฉียวรุ่ยอยู่ตลอด
“คนที่สู้กับศิษย์น้องเฉียวชื่อหวังเยว่ เป็ศิษย์เก่าของวิทยาลัยยุทธ์ อยู่ที่วิทยาลัยยุทธ์มาสามสิบปี พลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย นับว่าต่อสู้ได้ทัดเทียมกับศิษย์น้องเฉียวเลยนะ!” เมิ่งเฟยมองหลิ่วเทียนฉีที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกายเล็กน้อย พร้อมแนะนำเสียงเบา
“ข้าว่าศิษย์พี่หวังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์น้องเฉียวหรอก!” แม้ทั้งสองคนเพิ่งสู้กันไม่กี่กระบวนท่า แต่จงหลิงมองออกว่าหวังเยว่สู้เฉียวรุ่ยไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
“ใช่แล้ว ข้าก็คิดว่าเฉียวรุ่ยร้ายกาจอยู่มาก!” ต่งเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
หลิ่วเทียนฉีหรี่ตา มองการแข่งขันของทั้งสองคนพลางขมวดคิ้ว “ข้าว่าหวังเยว่ไม่ใช่คนดีอะไร!”
ที่เขากังวล ไม่ใช่เพราะกลัวเฉียวรุ่ยสู้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่เขากลัวอีกฝ่ายลงมือในที่ลับกับเสี่ยวรุ่ยมากกว่า
“ศิษย์น้องหลิ่วกลัวอีกฝ่ายเล่นสกปรกหรือ?” ท่าทางระแวงของหลิ่วเทียนฉี ทำให้เมิ่งเฟยระแวงตามไปด้วย
“หวังว่าจะไม่!” หากกล้าทำร้ายเสี่ยวรุ่ย สาบานว่าเขาจะฉีกศพนั่นให้เป็หมื่นชิ้น
“ถุย!” หวังเยว่เบี่ยงศีรษะ ถ่มน้ำลายผสมเืออกมาคำหนึ่งก่อนมองไปทางคู่ต่อสู้
“ศิษย์พี่หวัง ท่านลงจากเวทีไปเสียเถอะ!” เฉียวรุ่ยมองคนที่ถูกตนทำร้ายจนาเ็ก็ส่งสัญญาณให้อีกฝ่าย
“ฝันไปเถอะ!” หวังเยว่พูดพลางโจมตีใส่เฉียวรุ่ยอีกครั้ง
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยตวาดเสียงดังคำหนึ่ง เหวี่ยงหมัดปะทะหมัดของอีกฝ่าย
หวังเยว่พลิกข้อมือทีหนึ่ง ฉับพลัน เข็มพิษเล่มหนึ่งถูกยิงออกมาใส่หน้าเฉียวรุ่ย!
“อ๊ะ...” เฉียวรุ่ยร้องใ เขาหลบหลีกไม่ทัน แต่เข็มพิษนั่นกลับหยุดลงตรงหน้าเขา
มองเห็นฝ่ามือข้างนั้นจับเข็มพิษไว้ เฉียวรุ่ยหันไปช้าๆ มองตามมือไปพบกับคนรักที่มายืนอยู่ข้างกาย
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยโล่งอกที่เห็นเขา
“หยุด!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนตวาดลั่น การแข่งขันบนเวทีประลองทั้งสิบหยุดลงโดยพลัน
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยยุทธ์บอกให้หยุดกะทันหันเล่า?”
“ใช่แล้ว เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?”
“ใครจะรู้เล่า?”
ทันใดนั้น ด้านล่างของเวทีเกิดเสียงถกเถียงของผู้ฝึกตนทั้งหลาย
“หลิ่วเทียนฉี ใครให้เ้าขึ้นมา?” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนทะยานร่างมาเวทีประลองที่แปด
“อาจารย์ลุง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะคำนับ ส่งเข็มพิษในมือไปให้
อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนรับเข็มพิษไปด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ หันหน้าไปมองหวังเยว่
“อาจารย์ใหญ่ ข้า ข้าแค่ป้องกันตัวเท่านั้น ศิษย์น้องเฉียวลงมือโเี้เกินไป ข้าจึงอับจนหนทาง!” หวังเยว่รีบร้อนแก้ตัว
“เ้า อย่ามาพูดเหลวไหลแบบนี้นะ! ข้าไม่ได้ใช้แรงเต็มที่สักนิด จะลงมือโเี้ได้อย่างไรเล่า?” เฉียวรุ่ยถลึงตาใส่อีกฝ่าย โต้แย้งออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว
“สู้ไม่ได้ กลัวตายก็ยอมแพ้ ลงจากเวทีเองได้นี่ เอาของพรรค์นี้มาลอบเล่นงานศิษย์ร่วมสำนัก ขายหน้าวิทยาลัยยุทธ์ของข้าโดยแท้ ลงจากเวทีไปเสีย ริบสิทธิ์แข่งขันของเ้า!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนเอ่ยปากเสียงเ็า ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายลงจากเวทีทันที
“ขอรับ!” หวังเยว่ตวัดตามองเฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีอย่างเคียดแค้น เดินลงจากเวทีประลองไปอย่างขุ่นเคือง
“ขอบคุณอาจารย์ลุงขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ
“เอาล่ะ นี่เป็การแข่งประลองฝีมือ เ้าเองก็ลงไปเถอะ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนมองหลิ่วเทียนฉีทีหนึ่ง พูดขึ้นอย่างจนปัญญา
“ขอรับ อาจารย์ลุง!” หลิ่วเทียนฉีรับคำ ทะยานร่างร่อนลงจากเวทีประลอง
“ต่อ!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนะโบอก ก่อนลงจากเวทีไปด้วย
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียวไม่เป็ไรนะ?” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีกลับมา เอ่ยถามอย่างเป็กังวล
“เสี่ยวรุ่ยไม่เป็ไรหรอก!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะตอบ
“โชคดีที่ศิษย์น้องหลิ่วมีปฏิกิริยาตอบสนองไว ไม่เช่นนั้นเ้าหนูเฉียวรุ่ยต้องโดนเล่นงานแน่!” พูดถึงตรงนี้ เมิ่งเฟยยังผวาอยู่เลย!
“เทียนฉี เ้านี่ร้ายกาจเสียจริง ที่ร่างแปะยันต์วายุเตรียมพร้อมไว้ทุกเมื่อเลยหรือ เ้าคิดจะไปเวทีประลองเพื่อช่วยเฉียวรุ่ยอยู่ตลอดใช่ไหม?” ต่งเฟิงมองหลิ่วเทียนฉีเล็กน้อยก่อนยิ้มแซว
“ข้าแค่เห็นว่าหวังเยว่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ถึงได้ระวังเพิ่มขึ้นสักหน่อยน่ะ” วิทยาลัยยุทธ์มีผู้เล่นสกปรกลอบโจมตี ในนิยายต้นฉบับมีเขียนไว้บรรทัดหนึ่ง เขาถึงต้องระวังอยู่เสมอ
พอหวังเยว่ลงไป บนเวทีประลองของเฉียวรุ่ยจึงเหลือแปดคน คู่ต่อสู้ในคราวนี้กลายเป็กู่เถิง
กู่เถิงสู้กับเฉียวรุ่ยยี่สิบกว่ากระบวนท่า เขาอดเลิกคิ้วไม่ได้ “ใช้ได้นี่ศิษย์น้องเฉียว หนึ่งปีที่ไม่ได้ประมือกับเ้า วิชาต่อสู้มือเปล่ากับกระบวนท่าดูก้าวหน้าไปไม่น้อยนะ!”
“หมัดของศิษย์พี่กู่ก็แข็งขึ้นมากเช่นกัน!”
“ฮ่าๆๆ ดี ได้สู้กับเ้าครั้งหนึ่งเป็เื่ที่ดีเชียว ทำให้ข้าเบิกบานใจได้จริง!” กู่เถิงพยักหน้าก่อนปรับกระบวนท่า เป็ฝ่ายโจมตีอีกครั้ง
“กู่เถิงร้ายกาจกว่าหวังเยว่ไม่น้อยเลยนะ ดูท่าครั้งนี้ ศิษย์น้องเฉียวพบคู่ต่อสู้ที่รับมือยากเสียแล้ว!”
“ใช่แล้ว กู่เถิงคนนี้ดูท่าทางร้ายกาจนัก!”
“ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์น้องเฉียวหรอก!” จงหลิงมองออกว่ากู่เฉิงใช้กำลังทั้งหมดแล้ว แต่เฉียวรุ่ยยังออมมืออยู่
หลังเวลาดื่มชาหนึ่งถ้วย บนเวทีประลองหมายเลขแปดอีกคู่ มีคนหนึ่งถูกอัดลงจากเวทีประลองไป ดังนั้น การต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งของเฉียวรุ่ยกับกู่เถิง จึงกลายเป็การต่อสู้ที่มีกันสามคนอย่างรวดเร็ว
เฉียวรุ่ย กู่เถิงและหลิ่วเหมยเริ่มการแข่งขัน่ท้ายสุด อย่าเห็นว่าหลิ่วเหมยเป็ผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งเชียว กระบวนท่ากับวิชาต่อสู้มือเปล่าของนางไม่อ่อนแอเลย พลังไม่ด้อยกว่ากู่เถิงสักนิด
เพราะการเข้ามาของหลิ่วเหมย เฉียวรุ่ยจึงต้องทุ่มเต็มกำลังเพื่อรับมือ แม้แรงกดดันจะเพิ่มขึ้นเท่าทวี มีหลายครั้งที่ถูกหมัดของศิษย์พี่ชายหญิงต่อยจนาเ็ แต่เฉียวรุ่ยกลับไม่คิดไม่ถอยร่นสักนิด
