โม่เสวี่ยิ่นวดศีรษะ ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ชั่วขณะนั้นไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ใด ดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงคนร้องเอะอะโวยวายข้างหู ความรู้สึกถึงอันตรายทำให้นางได้สติในฉับพลัน หันศีรษะกลับมาด้วยสัญชาตญาณ จึงเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยหลับอยู่ข้างตัว
เหลียวมองตนเองก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเช่นเดียวกัน
นางรู้สึกตะลึงพรึงเพริด คล้ายมีเสียงะเิดังสนั่นอยู่สมอง คืนสติในชั่วพริบตา ยันกายลุกขึ้นนั่ง นางจำได้แล้ว เมื่อครู่ตนเองกำลังพาโม่ซิ่วมาที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ เพื่อให้เร็วขึ้นจึงใช้ทางลัดที่เป็ถนนแคบซึ่งค่อนข้างมืด เจตนาเดิมคือเมื่อใกล้ถึงศาลาฉิงฟางเก๋อแล้วค่อยเปลี่ยนไปเดินบนถนนใหญ่
ยามนั้นแสงโคมสว่างไสว คุณหนูคุณชายล้วนเดินชมโคมไฟ ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นนาง
ในจดหมายของโหยวเยวี่ยเฉิงกล่าวไว้ชัดเจนว่าศาลาฉิงฟางเก๋อแห่งนั้นใช้เป็สถานที่สำหรับให้คนเข้าไปพักผ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนวันฉูซี[1]เช่นวันนี้ อีกสักครู่แม้แต่องค์จักรพรรดิก็จะเสด็จมาชมงาน หากองค์เหนือหัวเสด็จมาฮองเฮาและเหล่าพระสนมที่เป็ที่โปรดปรานย่อมตามมาด้วย มีผู้สูงศักดิ์มากมายร่วมอยู่เฝ้าปี[2] ดังนั้นจึงต้องมีการจัดสถานที่ไว้สำหรับพักผ่อนชั่วคราว
ทางวังหลวงได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับให้คนเข้าไปพักผ่อนเช่นเดียวกับศาลาฉิงฟางเก๋อเป็จำนวนมาก แต่ละแห่งล้วนมีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน แต่ทุกที่ล้วนอยู่ติดกับถนนใหญ่ เมื่อยืนอยู่ในศาลาชมโคมไฟก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง บางศาลาก็สงวนไว้สำหรับองค์จักรพรรดิและเหล่าพระสนมทั้งหลาย
แต่เนื่องจากองค์จักรพรรดิตรัสว่าจะเสด็จมา ซึ่งคาดว่าคงอีกไม่นาน ดังนั้นสถานที่พักผ่อนมากมายเ่าั้จึงไม่จำเป็นัก
แผนการของโม่เสวี่ยิ่แท้จริงแล้วเรียบง่ายยิ่ง
เมื่อครู่มีงานเลี้ยงรับประทานอาหารกันบนเกาะ เนื่องจากมีฮองเฮาทรงประทับอยู่ด้วย ย่อมไม่อาจกินดื่มอย่างสนุกสนานเต็มที่ได้ ยามนี้บรรยากาศผ่อนคลาย คุณหนูที่สุขภาพอ่อนแอก็จะหาที่พักผ่อน ตำแหน่งของศาลาฉิงฟางเก๋ออยู่กลางๆ ไม่หน้าหรือหลังจนเกินไป ยามที่เดินกันจนเหนื่อยล้า หากมีใครสักคนเอ่ยขึ้นว่าจะเข้าไปพักผ่อน ย่อมมีคุณหนูติดตามไปด้วย
ข้างกายพวกนางล้วนมีพี่ชายน้องชายติดตามกันไปเป็กลุ่ม หากเข้าไปพบเห็นโม่เสวี่ยถงนอนอยู่กับบุรุษในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยจะต้องใกรีดร้องเป็แน่ ถึงเวลานั้นโม่เสวี่ยถงยังจะเหลือศักดิ์ศรีมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหรือ ในค่ำคืนที่องค์จักรพรรดิทรงร่วมเกษมสำราญไปพร้อมกับประชาชน หากเกิดเื่งามหน้าขึ้นในวัง ไม่เพียงแต่จะเสียหน้า ยังเป็การลบหลู่เบื้องสูงอีกด้วย
แม้โม่เสวี่ยถงจะไม่้า ย่อมต้องได้รับพระราชทานแพรขาวสามฉื่อประทานโทษตายอยู่ดี และถึงฝ่าาจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณละเว้นชีวิตเพื่อเห็นแก่บิดา โม่เสวี่ยถงก็ต้องกลายเป็อนุภรรยาของบุรุษผู้นั้น นางให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นหาชายเ้าชู้เสเพลที่มีภรรยาแล้ว โม่เสวี่ยถงเป็ธิดาภรรยาเอกของขุนนางขั้นสามหากแต่งไปเป็อนุภรรยา ผู้เสียหน้ามิได้มีแต่สกุลโม่ แต่ยังเสื่อมเสียไปถึงจวนฝู่กั๋วกงด้วย
ต่อไปหากจวนโม่ยกฟางอี๋เหนียงขึ้นเป็ภรรยาเอก จวนฝู่กั๋วกงไหนเลยจะมีหน้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ ในเมื่อหลานนอกของตนเองกลายเป็อนุภรรยาของสกุลอื่นไปแล้ว
ถูกชายเสเพลข่มเหงโม่เสวี่ยถงก็เหมือนตายทั้งเป็ เมื่อสามารถกำจัดแต่ละคนไปได้หมดแล้วหนทางการขึ้นเป็ภรรยาเอกของฟางอี๋เหนียงย่อมไม่มีผู้ใดขัดขวาง นี่คือแผนการทั้งหมดของโม่เสวี่ยิ่ ทุกก้าวย่างล้วนวางแผนมาอย่างแเี มีคนคอยช่วยเหลือทั้งที่ลับและที่แจ้ง ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้โดยสะดวก
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ขณะที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางลัดก็รู้สึกวิงเวียน เบื้องหน้าสายตากลายเป็ความมืดและหมดสติไปในชั่วพริบตา จนกระทั่งฟื้นขึ้นมา จึงพบกับเหตุการณ์ะเืขวัญที่เห็นอยู่ตอนนี้ โม่เสวี่ยิ่ผู้คิดแต่แผนการร้ายรับรู้ได้ทันทีว่าต้องถูกซ้อนแผนเป็แน่
ด้านนอกมีเสียงคนลอยเข้ามา หน้าต่างอยู่สูง รอบด้านก็ไม่มีที่ให้หลบซ่อน หากคิดจะหนีย่อมเป็ไปไม่ได้ โม่เสวี่ยิ่มองไปรอบๆ อย่างร้อนใจ แล้วผลักบุรุษผู้นั้นออกไป ก่อนจะหันมาจัดการกับเสื้อผ้าที่หลุดรุ่ยของตนเองให้รัดกุม ทันใดนั้นหางตาเหลือบไปเห็นถ้วยน้ำชาบนโต๊ะใบหนึ่ง สมองพลันสว่างวาบ ลุกไปหยิบมาแล้วเทใส่บุรุษที่ยังหลับไม่ได้สติ
น้ำชาตั้งอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่ อากาศหนาวเยี่ยงนี้เพียงไม่นานก็เย็นเฉียบ ถูกน้ำเย็นราดลงมากะทันหันเช่นนี้ ขอแค่ไม่ใช่คนตายย่อมรู้สึกตัว ดูจากใบหน้าทั้งบวมอืดและแดงก่ำชวนให้รู้สึกขัดตาของบุรุษผู้นั้น อีกทั้งกลิ่นสุราคละคลุ้งอวลตลบอยู่รอบกายก็รู้ได้ว่าต้องดื่มมาเยอะ ยามนี้กำลังนอนหลับเป็ตายอยู่ที่นั่น
น้ำชาเย็นเฉียบที่ราดใบหน้าของชายผู้นั้น ดั่งคมมีดดีๆ บาดลงผิวหน้าและลำคอ
บุรุษผู้นั้นตะกายลุกขึ้นมาในฉับพลัน ดวงตายังปิดสนิท ยกแขนเสื้อหลวมกว้างปาดน้ำออก ปากก็ด่าทอเสียงดังลั่น “บ่าวที่ไหนช่างไม่มีตา อากาศหนาวแบบนี้กล้าเอาน้ำเย็นมาสาดใส่นายท่านอย่างข้าได้ เดี๋ยวเหอะ บิดาจะจับถลกหนังเสีย”
ยังไม่ทันดูว่าคือผู้ใดก็ลั่นวาจาด่าคนแล้ว ที่แท้ก็พวกโง่ดีๆ
ครานี้โม่เสวี่ยิ่ไม่ลังเลอีกต่อไป หมุนตัวกลับไปหยิบแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวทรงสูงใบหนึ่ง แล้วส่งด้านที่เป็คอขวดแคบใส่เข้าไปในมือเขา บุรุษผู้นั้นกำลังใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าเช็ดตาตนเองอยู่ ปากก็ด่าไม่หยุด มีแต่น้ำเต็มหน้า มิได้มองให้ชัดว่าเป็ผู้ใด รู้สึกเพียงว่ามีคนยัดสิ่งของเข้ามาในมือตน ขนาดกำลังเหมาะจึงรับมาด้วยจิตใต้สำนึก
เสียงหัวเราะของคุณหนูสองสามคนลอยมาจากนอกห้อง ทั้งยังมีเสียงพูดคุยอย่างสุภาพเรียบร้อยของบุรุษ ใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา... ในที่สุดก็มาถึงแล้ว หากยังไม่ลงมืออีกก็จะสายเกินไป
ดวงตาของโม่เสวี่ยิ่ฉายแววเหี้ยมโหด อุ้งมือกุมแจกันไว้แน่น กัดฟันยกมือสูงแล้วฟาดลงมาทันที
คุณหนูสองสามคนเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู สาวใช้ในชุดสีเหลืองคนหนึ่งเดินนำเข้ามาเป็คนแรก ขณะเอื้อมมือไปหมายจะผลักประตู เพื่อให้เหล่าคุณหนูคุณชายเข้าไปด้วยกันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากด้านใน
มือพลันชะงัก ก้าวถอยออกมาด้วยสัญชาตญาณ ขณะที่ยังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด ประตูที่ปิดสนิทก็เปิดผลัวะออกมาจากด้านใน พร้อมกับร่างโชกเืของคนผู้หนึ่งที่วิ่งผลุนผลันออกมา สาวใช้ผู้นั้นถูกชนเข้าอย่างจัง เป็เหตุให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปที่พื้นด้วยกัน
คุณหนูสองสามคนกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก คุณชายผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีชมพูเข้ามาขวางไว้ด้านหน้า ก่อนร้องถามผู้ที่วิ่งชนออกมาด้วยความใ “เ้าเป็ใคร?”
“ช่วยด้วยๆ มีคน้าสังหารข้า...” น้ำเสียงสั่นพร่าและอ่อนแรง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องบุคคลที่วิ่งมาชน ยามนี้พวกเขาเห็นชัดแล้วว่าเป็สตรีท่าทางลนลาน อาภรณ์ย้อมไปด้วยสีแดงก่ำโลหิต ศีรษะแตกเืไหลอาบลงมาบนใบหน้าจนมองไม่รู้ว่าคือผู้ใด
อาภรณ์ที่สวมใส่งดงามหรูหรา แต่สภาพที่ล้มกลิ้งไปพร้อมกับสาวใช้ ซ้ำร้ายใบหน้ายังเต็มไปด้วยเื ชวนให้รู้สึกอเนจอนาถนัก
“เป็คุณหนูใหญ่สกุลโม่” คุณหนูผู้หนึ่งตาไว จำได้ว่าเป็โม่เสวี่ยิ่ หากเป็ยามปรกติ ย่อมไม่มีผู้ใดจำนางได้ว่องไวเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและใบหน้ายังเต็มไปด้วยคราบเื แต่เนื่องจากมีเหตุพิพาทกันเื่บทกลอนในงานเลี้ยงเมื่อครู่ แม้ว่าโม่เสวี่ยิ่คิดอยากจะให้เื่เงียบก็คงเป็ไปไม่ได้
“คุณหนูใหญ่โม่ เกิดอะไรขึ้น” มีคนร้องถามด้วยความใ
“ข้างใน... มีคน… จะสังหารข้า ข้าเห็น... ข้าเห็น...” โม่เสวี่ยิ่กดหน้าอกของตนเองด้วยท่าทางลนลานหวาดกลัวก่อนล้มลงหมดสติไป สาวใช้ที่ถูกนางชนลุกขึ้นมาแล้ว แม้จะรู้สึกโมโหโม่เสวี่ยิ่ที่ทำให้ตนเองเสียหน้าต่อหน้าเหล่าคุณชายมากมาย แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ยามนี้ก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว รีบเข้ามาประคองโม่เสวี่ยิ่
คุณหนูใหญ่สกุลโม่ต้องไปเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเป็แน่ จึงถูกตามสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนคาดเดาไปในแนวทางนี้ทั้งสิ้น
คุณชายผู้กล้าหาญสองคนบุกเข้าไปข้างในทันที จึงเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเตียง เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่เรียบร้อย ในมือถือแจกันทรงสูงที่ยังมีคราบเืหยดอยู่
ที่แท้นี่คือคนร้าย!
แล้วจะเกรงใจอันใดอีก ผู้ที่เข้ามาทั้งสองล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ จึงช่วยกันจับตัวคนร้ายคนละด้านแล้วกดลงไปบนเตียง แจกันเปื้อนโลหิตหลุดจากมือ ตกลงพื้นแตกละเอียด
“ที่แท้ก็เขานี่เอง”
“เป็เขาไปได้อย่างไร”
“คืนนี้เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไหนบอกว่าเมื่อสองวันก่อนเพิ่งได้ตัวสาวงามมาจากหอฉิงเซียงโหลว กำลังหลงใหลอย่างหนักจนไม่ยอมออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียวมิใช่หรือ
“ข่าวนั้นล้าสมัยไปแล้ว เมื่อคืนคนผู้นี้ยังไปแย่งชิงนางเอกงิ้วกับบุตรชายของท่านเสนาบดีหลี่อยู่เลย ท้ายที่สุดพอท่านเสนาบดีรู้ว่าบุตรชายแอบหนีออกมา จึงให้คนมาจับตัวกลับไป นางเอกงิ้วเลยถูกทิ้งไว้ที่นั่น...”
…
มีคนสองสามคนจำบุรุษผู้นั้นได้ จึงมองหน้ากันแล้วเริ่มซุบซิบนินทา สายตาดูิ่เหยียดหยามจ้องไปที่ร่างของคนที่ถูกจับกดบนเตียง
“ปล่อยข้า พวกเ้าคิดจะทำสิ่งใด มาจับข้าไว้ทำไม” ผู้ที่อยู่บนพื้นสะบัดศีรษะ ดิ้นรนขัดขืนสุดแรง ถูกคนจับตัวไว้เช่นนี้ จากที่รู้สึกวิงเวียนอย่างหนักก็ค่อยๆ ได้สติคืนมา
“อวี้ิหย่ง เ้ามาทำอะไรที่นี่ ทั้งยังเอาแจกันฟาดศีรษะคุณหนูใหญ่โม่อีก นี่เ้ากลายเป็คนไม่รักหยกถนอมบุปผาั้แ่เมื่อไรกัน” น้ำเสียงระรื่นฉายแววเยาะหยันลอยเข้ามา แค่ได้ยินเสียงของผู้มาก็รู้แล้วว่าต้องมีเื่สนุกให้ชมอย่างแน่นอน
ผู้คนต่างเปิดทางให้ ชายหนุ่มซึ่งก้าวเข้ามาสวมอาภรณ์ตัวยาวแขนสอบสีแดงปักดิ้นทอง หากมิใช่ว่ารอยยิ้มบนหน้าดูเหมือนนักเลงหัวไม้ก็นับว่าเป็บุรุษรูปงามองอาจผู้หนึ่ง อากาศยามปลายเหมันต์เย็นจัดเยี่ยงนี้ยังโบกพัดในมืออยู่ได้ ช่างไม่กลัวว่าผู้ที่อยู่ด้านข้างจะหนาวบ้างเลย
เพียงเห็นบุรุษผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น โม่เสวี่ยิ่ก็ร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว!
หลี่โย่วโม่...
นางย่อมจำเขาได้แม่นยำ นึกถึงยามที่หลี่โย่วโม่ตบหน้าตนเองถึงสองฉาดอย่างไม่ปรานี โม่เสวี่ยิ่มิได้เพียงรู้สึกเจ็บที่มือหรือใบหน้า ยังรู้สึกอกสั่นขวัญผวาอีกด้วย ไม่คิดว่าหลี่โย่วโม่จะมาปรากฏตัวที่นี่ เขากับนางมีเื่บาดหมางกันอยู่ เมื่อมาพบกันในสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าหลี่โย่วโม่จะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูล ไม่เอ่ยพาดพิงถึงเื่ราวในตอนนั้น
แต่ตอนนี้นางขึ้นมาขี่หลังเสือแล้ว จะลงคงไม่ง่าย จึงได้แต่แสร้งเป็ลม แล้วคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อยู่เงียบๆ
“หลี่โย่วโม่ เป็เ้าอีกแล้วหรือ เมื่อคืนชิงแม่นางเสี่ยวเถาหงไปจากข้าไม่ได้ วันนี้ยังส่งหญิงแพศยาผู้นี้มาทำร้ายข้าอีก ชั่วร้ายนักนะ ต่อหน้าลงมือไม่ได้ จึงต้องเล่นเล่ห์อุบายลับหลัง เ้าเปลี่ยนเป็คนต่ำช้าไร้ยางอายเยี่ยงนี้ั้แ่เมื่อใด”
แน่นอนว่าทันทีที่บุรุษสองคนซึ่งอยู่ด้านข้างจำได้ว่าคืออวี้ิหย่งก็ปล่อยตัวไป
ใครบ้างที่ไม่รู้จักบุรุษเสเพลที่ขึ้นชื่อในเมืองหลวงผู้นี้ หากหลี่โย่วโม่นับเป็อันดับหนึ่ง ผู้ที่ตีคู่กันมาย่อมเป็ชายผู้นี้ ทั้งสองต่างเป็บุรุษประเภทเดียวกัน แต่อวี้ิหย่งมีพี่สาวซึ่งเป็พระสนมที่ได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่งในวังหลวง นามว่าพระสนมอวี้เฟยผู้ครองตำหนักไฉ่เวย คอยหนุนหลังอยู่
…………………………………………………………………………………………………………..
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] คืนวันฉูซี หมายถึงคืนก่อนวันตรุษจีน
[2] การอยู่เฝ้าปี คือประเพณีที่ชาวจีนจะไม่นอนหลับในคืนก่อนวันตรุษจีน เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
