นอกจากที่ครอบครัวของเหอชุนฮวาต้องจ่ายค่าโอสถแล้ว พวกนางยังต้องมอบเงินชดเชยให้ชาวบ้านที่เคราะห์ร้ายอีกคนละหนึ่งพวงเงิน นี่ทำให้เหอชุนฮวาเสียดายเงินแทบตาย
กระทั่งค่าใช้จ่ายที่พวกนางทั้งครอบครัวใช้กันตลอดปียังไม่มากขนาดนี้ เงินที่ได้จากการทำน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดก่อนหน้านี้เรียกได้ว่าสูญเปล่าทั้งหมด ซ้ำร้ายยังต้องเสียเพิ่มอีกเยอะมาก
แม้นางจะเสียดายเงิน แต่หลี่จั่งกลับพูดว่า “ใช้เงินเพื่อจบเื่นี้ก็ยังดีกว่าเ้าต้องติดคุก ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก”
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดเื่วุ่นวายนี้ก็เป็อันจบลง
หลี่จั่งพาเหอชุนฮวากลับบ้าน ส่วนหลี่อันหรานลอบดื่มด่ำกับความสุขในใจ ก่อนที่นางจะขอแยกตัวกลับบ้านโดยไม่พูดอะไรกับถิงจั่งอีก
ระหว่างทางที่หลี่จั่งกลับบ้าน เขาเดินไปด้วยครุ่นคิดไปด้วยว่าเื่ราวเป็อย่างไรกันแน่ กระทั่งเมื่อเดินใกล้ถึงบ้าน ในที่สุดก็เขาเข้าใจขึ้นมา เขาขมวดคิ้วหันไปมองยังทิศที่บ้านของหลี่อันหรานตั้งอยู่ทันที
ตามด้วยส่ายหน้ายิ้มๆ กับตัวเอง “เด็กคนนี้เ้าแผนการไม่เบา”
แต่ไม่ว่าอย่างไรเื่นี้ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ฝ่ายถิงจั่งเองก็ไม่อยากนำกลับมาพูดอีกเช่นกัน
หลังจากที่เหอชุนฮวาต้องเสียเงินจำนวนมากเพราะเื่นี้ นางเสียดายเงินจนไม่ออกจากบ้านเป็ครึ่งเดือน บวกกับเื่ที่นางขโมยสูตรจากบ้านหลี่อันหรานมาทำตามแต่กลับล้มเหลวก็ถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะเช่นกัน
นางไม่มีหน้าออกจากบ้านแล้ว
ต้องเก็บตัวอยู่บ้านอย่างอุดอู้ คิดไม่ตกว่าเื่นี้เป็อย่างไรกันแน่
เหตุใดชาวบ้านพวกนั้นจึงอาการดีขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่ได้รับคำตอบ
ส่วนทางด้านของหลี่อันหราน นางกลับบ้านไปแล้วเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้เสิ่นอิ๋นหวนฟังอย่างง่ายๆ
ทว่านางไม่ได้เล่าถึงข้อตกลงระหว่างตัวเองกับถิงจั่งแม้แต่คำเดียว นางพูดเพียงว่า “ทีนี้ป้าสะใภ้รองน่าจะเลิกก่อกวนสักพักหนึ่ง”
ครานี้เสิ่นอิ๋นหวนไม่เข้าข้างเหอชุนฮวาอีกแล้ว นางเอ่ยอย่างดีใจว่า “ต่อไปจะได้ไม่มีคนคิดเลียนแบบน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของเราตามใจชอบอีก นี่ไม่ใช่เื่เลวร้ายเสียทีเดียว”
เื่นี้ค่อยๆ ผ่านพ้นไป หลี่อันหรานจึงกลับไปจดจ่อกับการขายน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดอีกครั้ง
เจียงเฉิงยังคงทำตัวลึกลับเช่นเคย ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกันแน่ แต่มีอยู่วันหนึ่งนางเห็นเขาอุ้มโถเต้าเจี้ยวเผ็ดออกจากบ้านไป
แม้หลี่อันหรานจะงุนงงเล็กน้อย แต่นางก็เร่งฝีเท้าไล่ตามไป “ท่านจะไปที่ใดหรือ? เหตุใดต้องนำเต้าเจี้ยวเผ็ดของบ้านข้าไปด้วย?”
เจียงเฉิงชะงักไปนิด “ข้าบอกกล่าวกับท่านป้าไว้แล้ว นอกจากนี้ก็จ่ายค่าเต้าเจี้ยวเผ็ดให้นางแล้วเช่นกัน”
หลี่อันหรานส่ายมือขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ต่อให้ท่านไม่จ่ายเงินข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าเพียงแต่ถามว่าท่านจะเอามันไปทำอะไร หรือว่าท่านจะค้าขายเช่นกัน?”
เจียงเฉิงรีบอธิบายให้นางเข้าใจทันที “ไม่ใช่ มีคนรู้จักของข้าคนหนึ่งเคยกินเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้าแล้วอยากกินอีก ข้าจึงจะนำไปฝาก ข้าจะกล้านำของของเ้าไปขายได้อย่างไร”
หลี่อันหรานพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นท่านรอข้าประเดี๋ยว”
นางวิ่งเข้าห้องทำงานไปอุ้มน้ำพริกมาอีกโถ “เอานี่ไปด้วย ถือเสียว่าข้ามอบให้สหายของท่าน ให้เขาชิมดูว่ารสชาติเป็อย่างไร หากรสชาติถูกปากก็มาเอาเพิ่มอีกได้”
เจียงเฉิงขมวดคิ้วนิดๆ แต่ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของหลี่อันหราน ก่อนที่เขาจะอุ้มโถทั้งสองใบจากไป
หลายวันนี้มานี้ไม่ได้มีอะไรเป็พิเศษ ระหว่างที่หลี่อันหรานกำลังทำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ด นางก็ได้ยินคนในหมู่บ้านคุยกันถึงเื่เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง
ครั้งก่อนนางถูกจับเข้าคุกเพราะพระสนมถูกลอบปลงพระชนม์ แม้จะถูกปล่อยออกมาภายในเวลาไม่นาน แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงตามจับคนร้ายไม่ได้ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าพระสนมจะมาถูกลอบปลงพระชนม์ที่นี่ เคราะห์ดีที่พระนางปลอดภัยดี เพราะไม่เช่นนั้นจะมีผู้เดือดร้อนมากเพียงใดก็ไม่อาจทราบได้
เื่นี้จึงกลายเป็หัวข้อสนทนายามว่างของคนในหมู่บ้านไปโดยปริยาย
และก็ด้วยเหตุนี้เช่นนั้น ตอนนี้พระสนมจึงพำนักอยู่ที่วัดเทียนหยวนมาระยะหนึ่งแล้ว ราวกับจะยอมกลับก็ต่อเมื่อจับคนร้ายได้แล้ว
ในวันนี้ ขณะที่หลี่อันหรานกำลังกำชับเหล่าคนงานว่าต้องทำงานอย่างไรอยู่ภายในลานบ้าน เจียงเฉิงก็กลับมาจากข้างนอกพอดี นางหันไปมองเขาเพียงแวบหนึ่งแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร จากนั้นรอจนตัวเองมอบหมายงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยเดินไปหา
นั่นเพราะดูเหมือนว่าเขากำลังรอให้นางเดินไป
นางยกยิ้มพร้อมกับว่า “เป็อะไรไป มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ?”
เจียงเฉิงพานางถอยห่างออกมาด้านข้างก่อนจะกระซิบเสียงเบา “ข้ามีเื่จะคุยกับเ้า ทว่าเื่นี้อาจทำให้เ้าลำบากใจได้”
หลี่อันหรานแปลกใจไม่น้อย “ลำบากใจอะไรกัน มีอะไรก็ว่ามาเถิด ข้ายังไม่ทันรู้เลยว่าเป็เื่อะไร”
เจียงเฉิงยังคงมีท่าทีลังเลอย่างหนัก
หลี่อันหรานพลันมุ่นคิ้วลง “รีบว่ามาเถิด มีอะไรก็ช่วยกันแก้ปัญหา ท่านประสบปัญหาอะไรใช่หรือไม่?”
แต่เจียงเฉิงกลับส่ายหน้า “เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง้าพบเ้า”
หลี่อันหรานถึงกับนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ท่านล้อข้าเล่นกระมัง เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงจะอยากพบข้าได้อย่างไร? ข้าไม่เคยเจอเหนียงเหนี่ยงหรือทำอะไรมาก่อน เหนียงเหนี่ยงจะอยากพบชาวบ้านตาสีตาสาแบบข้าได้อย่างไรกัน?”
ทว่าสีหน้าอันเคร่งขรึมจริงจังของเจียงเฉิงกลับเป็เครื่องยืนยันว่าเขาพูดความจริง
หลี่อันหรานขมวดคิ้วอีกครั้ง “เหตุใดเหนียงเหนี่ยงจึง้าพบข้า? หรือจะเพราะเื่ที่เหนียงเหนี่ยงถูกลอบปลงพระชนม์? แต่เื่นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้าจริงๆ นะ ข้าไม่รู้เื่จริงๆ”
เจียงเฉิงเห็นดังนี้จึงรีบอธิบาย “ไม่ใช่เพราะเื่นั้น แต่เพราะเื่ที่เ้าทำน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดต่างหาก”
หลี่อันหรานพลันงุนงงเป็ไก่ตาแตก ลูกตานางขยับไปมาอย่างตั้งตัวไม่ทัน “เพราะน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ด? เหนียงเหนี่ยงจะมาเสวยของพวกนี้ได้อย่างไรกัน? เหนียงเหนี่ยงต้องเสวยอาหารชั้นหนึ่งสิ”
เจียงเฉิงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วว่า “ข้าเป็คนนำของพวกนี้ไปให้เหนียงเหนี่ยงเอง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เหนียงเหนี่ยงเห็นข้ากินสิ่งนี้อยู่พอดี นอกจากนี้ยังเคยได้ยินนางกำนัลพูดถึงว่าพระที่วัดเทียนหยวนกินน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดเช่นกันจึงเกิดความสนใจ หลังจากพอเหนียงเหนี่ยงได้ลองเสวยแล้วรู้สึกว่ารสชาติไม่เลว ยังจำเื่ที่วันก่อนข้านำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดไปสองโถได้หรือไม่? ความจริงแล้วคือนำไปให้เสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง เหนียงเหนี่ยงทราบว่าเ้าเป็ผู้คิดค้นออกมาจึงอยากพบเ้า”
หลี่อันหรานอ้าปากค้าง นางไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดีในยามนี้
หากเป็ในยุคปัจจุบัน คนระดับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงแทบจะมีตำแหน่งเทียบเท่าผู้นำของสภาแห่งรัฐ สำหรับหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว การที่พระนาง้าพบหลี่อันหรานเรียกได้ว่าเป็เกียรติยศอันสูงสุด
แต่ในใจหลี่อันหรานกลับสงสัยเื่อื่นมากกว่า
“ท่านรู้จักกับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยงได้อย่างไร นอกจากนี้ยังเรียกพบข้าผ่านทางท่าน นี่หมายความว่าท่านได้พบเหนียงเหนี่ยงเป็ประจำและได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด ฐานะของท่านคือผู้ใดกันแน่?”
ทว่าเจียงเฉิงกลับยกมือปิดปากนางพร้อมกับส่ายหน้า “ข้าจะอธิบายเื่นี้ให้ฟังวันหลัง”
