บทสนทนาที่เสแสร้งทำให้เซี่ยชิงหลิวเข้าใจในทันที ว่าการ "เลี้ยงต้อนรับขับไล่" อะไรนั่น เป็แค่งานเลี้ยงหงเหมินชัดๆ คงจะมีเื่อะไรให้เขาช่วยอีกแล้วสินะ… เขาจึงเหลือบมองเซี่ยชิงซีอย่างเ็า ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ยกแก้วเหล้าขึ้นมา เมื่อพี่ชายวางสายจากโทรศัพท์แล้ว เขาก็เอ่ยออกมาอย่างเย็นเยียบ "ว่ามา มีอะไรให้ผมทำอีก"
เมื่อเห็นว่าน้องชายรู้ทัน เซี่ยชิงซีก็เลิกแสดงละคร ส่งสัญญาณให้หญิงสาวในชุดเดรสสีดำคนหนึ่ง หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินออกจากห้องไป ไม่นานนักก็พาชายในชุดสูทผูกไทด์เข้ามา คนผู้นั้นคือน้าชายของเขา 'เค่ออิ่งชวน'
คุณน้าอายุเลยหกสิบไปแล้ว ยืนตัวตรง รูปร่างยังคงดูดี แม้แต่ผมที่เริ่มหงอกขาวก็ยังจัดแต่งอย่างประณีตบรรจง ยังคงเป็ชายวัยกลางคนที่ดูดีและมีเสน่ห์
"ชิงหลิว ไม่ได้เจอกันนาน โตขึ้นเยอะเลยนะ" เค่ออิ่งชวนเอ่ยเสียงเบาแล้วนั่งลงข้างกายเขา
เซี่ยชิงหลิวไม่เงยหน้าขึ้น มองอย่างเฉยเมย "คุณน้าพูดเกินไปแล้ว ผมแก่ขึ้นมากกว่า"
ความเ็าของเขาอยู่ในความคาดหมายของเค่ออิ่งชวนอยู่แล้ว เขาเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รับแก้วเหล้าจากหญิงงามที่ยื่นให้
'ไอ้แก่นี่ทำไมยังไม่ตายอีก…' เซี่ยชิงหลิวไม่อยากคิดอะไรที่ร้ายกาจขนาดนั้น แต่ความคิดร้ายๆ ก็ห้ามไม่ได้
เซี่ยชิงหลิวจำได้ว่าก่อนที่เขาจะเข้าเรียนชั้นประถม พ่อแม่ของเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนัก เซี่ยชิงซีพี่ชายของเขาเป็ลูกติดของพ่อที่เกิดจากภรรยาคนก่อน พี่ยังจำแม่แท้ๆ ของตัวเองได้ จึงรังเกียจแม่เลี้ยงเป็พิเศษ และพาลเกลียดเซี่ยชิงหลิวไปด้วย ทำให้แม่ของเขาตัดสินใจพาลูกชายตัวน้อยย้ายกลับไปอยู่บ้านสกุลเค่อ
เขาเคยได้ยินมาว่าเพราะคุณยายที่เข้มแข็งไม่ยอมให้ลูกนอกสมรสเข้าบ้าน คุณน้าเสี่ยวอิ่งจึงได้กลับมาใช้นามสกุลเค่อเมื่ออายุยี่สิบปี แม่ของเขาที่เคยเป็ลูกสาวคนเดียวมานานกว่ายี่สิบปีก็ไม่ได้รังเกียจน้องชายที่โผล่มากลางคันคนนี้เลย ทั้งสองรักกันมาก จนพ่อของเขายังรู้สึกหึงหวง
แม้จะมีเสียงซุบซิบนินทามากมาย แต่แม่และน้าเสี่ยวอิ่งก็ไม่ได้ใส่ใจ เซี่ยชิงหลิวในวัยเด็กก็เช่นกัน น้าเสี่ยวอิ่งที่หล่อเหลาและร่าเริงดูแลเขาเหมือนลูกแท้ๆ ช่วยเขาปกป้องเขาจากการถูกแม่ลงโทษเมื่อเขาซุกซน และเมื่อเขามีคนที่ชอบในโรงเรียนอนุบาล น้าก็ยังทำหน้าที่เป็กูรูด้านความรัก สอนให้เขาส่งดอกไม้และลูกอม…
รอยยิ้มที่สวยงามของแม่เมื่ออยู่กับน้าเสี่ยวอิ่ง ทำให้เขาในวัยก่อนเข้าเรียนเคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่า ถ้าน้าเสี่ยวอิ่งเป็พ่อแท้ๆ ของเขาก็คงจะดี แม่และเขาจะได้ไม่ต้องกลับไปอยู่บ้านสกุลเซี่ย แม่จะได้ยิ้มแย้มทุกวัน มันคงจะดีมาก
วันที่เขาต้องจากบ้านสกุลเค่อมา เขากอดน้าเสี่ยวอิ่งร้องไห้ราวกับจะขาดใจ แม้แต่พี่เลี้ยงหลายคนก็ยังดึงเขาไปไม่ได้
"น้าเสี่ยวอิ่ง ผมไม่อยากกลับไป ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมอยากเป็ลูกของน้า!" เขาโอบกอดขากางเกงของคุณน้าแน่น ป้ายน้ำตาและน้ำมูกลงไปจนเปรอะ
"เสี่ยวชิงเด็กดี กลับบ้านเถอะลูก" คุณน้าหัวเราะอย่างขมขื่น แล้วย่อตัวลงกระซิบข้างหูเขา "อย่าร้องไห้เลยนะ ไม่ว่าหนูอยู่ที่ไหน หนูก็จะเป็ลูกของน้าเสมอ"
คำพูดเ่าั้ทำให้เขาในวัยเจ็ดขวบสับสน แต่คุณน้าก็รีบลุกขึ้น เอานิ้วแตะริมฝีปาก ทำท่าให้เงียบ
นี่คือความลับเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเขากับคุณน้าสินะ เขาคิดอย่างนั้น ความรู้สึกของการเป็ผู้รักษาความลับพลันเกิดขึ้น แม้จะต่อต้านมากเพียงใด แต่เด็กชายวัยเพียงเจ็ดขวบก็ดิ้นไม่หลุด สุดท้ายก็ถูกพี่เลี้ยงของบ้านสกุลเซี่ยอุ้มขึ้นรถไปพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา
หลายปีต่อมา เซี่ยชิงหลิวจึงเข้าใจว่าทำไมความสัมพันธ์ของพ่อแม่ถึงเลวร้ายเช่นนี้ และในขณะเดียวกันก็เกลียดผู้ชายคนนี้เข้ากระดูกดำ
เค่ออิ่งชวนสังเกตเห็นความรังเกียจที่เขาไม่ได้แสดงออก แต่ก็ไม่ได้ล่าถอย เข้าเื่อย่างตรงไปตรงมา "ชิงหลิว น้าจะพูดตรงๆ นะ วันนี้ที่น้ามา ก็เพื่อจะคุยเื่โรงแรมม่านโยวกับนาย"
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ แต่ก็ไม่ได้ห้าม เค่ออิ่งชวนจึงพูดต่อ "โรงแรมใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าพวกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาจากไหนกัน พวกเขาประท้วงอยู่ทุกวี่วัน ทีมงานของเราพยายามไล่พวกเขาไป พวกเขายังมีการไลฟ์สดอีกด้วย อะไรที่มันฟังดูแย่พวกเขาพูดออกไปทั้งหมด น้าพยายามใช้เส้นสายที่มีอยู่ปิดข่าวแล้ว แต่ทางฝ่ายก่อสร้างท่าทางไม่ค่อยดี เริ่มส่งคนมาตรวจสอบแล้ว…"
ชายสูงวัยพูดเพียงแค่นั้น เซี่ยชิงหลิวก็เข้าใจแล้ว ้าให้เขาไปวิ่งเต้นให้สินะ เขาจึงวางแก้วเหล้าลง ใช้นิ้ววนรอบขอบแก้วอย่างไม่ออกความเห็น
โรงแรมม่านโยวที่คุณน้าพูดถึงคือโรงแรมรีสอร์ทน้ำพุร้อนที่สกุลเซี่ยกำลังเร่งก่อสร้างอยู่ มีนักการเมืองและสมาชิกพรรคอีกหลายคนที่เข้าร่วมลงทุน เป็โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เป็ที่จับตามองระดับประเทศ หลายคนมองว่าโรงแรมจะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจเมื่อสร้างเสร็จ ราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียงก็ถูกปั่นขึ้นสูงลิ่ว บ้านที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อน ก็ขายดีเป็เทน้ำเทท่า เซี่ยชิงหลิวรู้ดีว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมายขนาดไหน ในตอนนั้นเขาไม่อยากให้คนอื่นมาครหา จึงไม่ได้เข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้น รวมไปถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลที่ได้ก็คือเกิดปัญหาตามมาทีหลัง
เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่พูด เซี่ยชิงซีจึงกล่าวด้วยท่าทีประจบประแจง "น้องรอง พี่ไปสืบมาแล้ว ผู้อำนวยการฝ่ายการก่อสร้างมีพ่อตาเป็ผู้บริหารระดับสูงในพรรคของเรา และน้องก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็ประธานสภาคนต่อไป เสียงตอบรับก็ดีมาก ขอเพียงน้องยื่นมือเข้าช่วย เื่นี้ก็จะคลี่คลายในเร็ววัน"
เซี่ยชิงหลิวก็ยังคงนิ่งเงียบ ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ไม่ได้ส่งเสียงอะไร แต่กลับแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
เซี่ยชิงซีเริ่มรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องฝืนยิ้มต่อไป "น้องรอง ถ้าโครงการก่อสร้างล่าช้าออกไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพูดถึงเื่เงินทุนที่ต้องเสียไป ถ้าข่าวนี้แพร่งพรายออกไป… น้องก็รู้ว่าพวกนักข่าวเป็ยังไง อะไรที่มันแย่ พวกเขาต้องเอาไปเขียนข่าวแน่ๆ น้องก็รู้ว่ามันอาจส่งผลเสียต่อการเลือกตั้งของน้อง"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยชิงหลิวก็หัวเราะ "หึหึ... คิดมาดีแล้วนี่ ไม่เสียแรงที่เป็พี่ชายที่ดีของผม"
คำพูดประชดประชันของเซี่ยชิงหลิวทำให้เซี่ยชิงซีพูดไม่ออก แต่เมื่อมีเื่ให้ขอความช่วยเหลือก็ไม่สามารถโกรธได้ ทำได้เพียงแค่ปรับท่าทีให้อ่อนลงกว่าเดิม "น้องรอง โครงการก่อสร้างโรงแรมนี้ ไม่ใช่แค่พี่ที่ลงทุน แต่ยังมีผู้ใหญ่หลายท่านที่ลงทุนด้วย หากโครงการต้องหยุดชะงักไป ไม่ใช่แค่การเสียเงินเท่านั้น น้องก็รู้ดี"
จะไม่รู้ได้อย่างไร? เซี่ยชิงหลิวรู้ดีกว่าใคร โรงแรมใกล้จะสร้างเสร็จแล้วแต่กลับเกิดเื่แบบนี้ขึ้น คงหนีไม่พ้นข่าวลือในเชิงลบเกี่ยวกับการสมคบคิดระหว่างข้าราชการและนักธุรกิจ และหลังจากปีใหม่ก็จะมีการแข่งขันเพื่อดำรงตำแหน่งต่อ คู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาในตอนนี้คือแพทย์หญิงที่เคลื่อนไหวในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งได้แบ่งคะแนนเสียงพื้นฐานของเขาไปแล้ว หากเื่นี้ถึงโรงถึงศาลจริงๆ ก็จะเป็ปัญหาใหญ่… เขาครุ่นคิดว่าจะรับมือกับเื่นี้อย่างไร คุณน้าเห็นว่าแก้วเหล้าของเขาว่างเปล่า จึงรับขวดเหล้ามาจากหญิงงามในชุดกี่เพ้าแล้วรินเหล้าให้เขา
"ชิงหลิว สกุลเซี่ยและสกุลเค่อวางเงินลงทุนไปมากแล้ว ทั้งยังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่ร่วมพัฒนาที่ดินบริเวณโรงแรม เห็นแก่แม่ของลูก ครั้งนี้ช่วยน้าด้วยเถอะนะ"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มของเค่ออิ่งชวน ทำให้เซี่ยชิงหลิวรู้สึกหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น
'ไอ้จิ้งจอกเฒ่า ใช้ความสัมพันธ์ทางสายเืมาบีบบังคับเขาสินะ' เซี่ยชิงหลิวคิดอย่างหงุดหงิด แต่แม่คือจุดอ่อนของเขา ถ้าตระกูลทางแม่มีเื่ขึ้นมา อาการไอเรื้อรังของแม่คงจะแย่ลง…
ในใจของเขาว้าวุ่น ในที่สุดก็เอื้อมมือไปหยิบแก้วเหล้าขึ้นมา จิบไปเล็กน้อย
คนที่โลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจมานานปีอย่างพวกเขา รู้ได้ทันทีว่าเขาตกลงแล้ว จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ปล่อยวางหินก้อนใหญ่ในใจลง เซี่ยชิงซีจึงมีอารมณ์สังสรรค์กับหญิงงามข้างกาย โอบเอวหญิงสาวในชุดเดรสสีดำ บอกเธอปอกกุ้งให้ เริ่มต้นการดื่มกินกันรอบใหม่
เซี่ยชิงหลิวไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแต่ดื่มซุปอย่างเงียบๆ ในขณะที่ทุกคนกำลังดื่มกินกันอย่างครึกครื้น มือของหญิงงามในชุดกี่เพ้าก็แตะลงบนไหล่ของเขา เอ่ยเสียงเบา "ท่านสมาชิกสภา ไม่ชอบเหมาไถเหรอคะ?"
เซี่ยชิงหลิวเหลือบมองเธออย่างเฉยเมย ยกมุมปากขึ้น "ผมมีทางเลือกอื่นด้วยเหรอ?"
เขาไม่ได้ลดเสียงลง คำพูดที่แฝงความหมายนั้นจึงลอยเข้าหูของทุกคนบนโต๊ะ พี่ชายและคุณน้าชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ทำเป็ไม่ได้ยิน ดื่มและหยอกล้อกับหญิงงามข้างกายต่อไป
หญิงในชุดกี่เพ้าก็ไม่ได้แสดงอาการใอะไร ดวงตาหงส์ที่สวยงามเปล่งประกายเสน่ห์ ไม่ได้คะยั้นคะยอให้เขาดื่มเหล้าต่อ แต่กลับรินชาให้เขาแทน มือเรียวสวยยกขึ้น "ถ้าไม่ชอบเหมาไถ แล้วชานางงามตะวันออกล่ะคะ?"
ในขณะที่หญิงสาวพูด ขาของเธอก็ไขว้กัน ต้นขาขาวผ่องราวหยกเผยออกมาจากรอยผ่าสูงของชุดกี่เพ้า สื่อความหมายอย่างชัดเจน
กลิ่นหอมหวานอบอวลลอยวนเวียนอยู่รอบจมูก กลิ่นที่ทำให้ผู้ชายมากมายหลงใหล ในตอนนี้กลับทำให้เซี่ยชิงหลิวรู้สึกรำคาญอย่างมาก เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ แต่ก็ไม่ได้หลีกเลี่ยงปลายเท้าของหญิงสาวที่จงใจััโดนเขา
ในเวลานั้นเองที่เขาได้ยินเสียงดนตรีจากพิณผีผา เสียงต่ำๆ ที่เศร้าสร้อย กลับดึงอารมณ์ของเขาให้หดหู่ลง
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่งที่เลือนรางอยู่หลังกระจกฝ้า รูปร่างสูงสง่าที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง นั่นคือชิวฮว๋ายจุนอย่างแน่นอน
'…เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ยืนตรงขนาดนั้น…' เขาเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัวเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แค่ฟังเื่ไร้สาระพวกนี้ก็เหนื่อยจะแย่ ชิวฮว๋ายจุนที่ต้องยืนโง่ๆ อยู่ข้างนอก คงจะเหนื่อยและน่าเบื่อมากกว่าเขาแน่ๆ… เมื่อคิดได้ดังนั้น ความรู้สึกขมปร่าก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ เขายังไม่ทันได้รู้ตัวว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ร่างกายก็กลับขยับเขยื้อนไปก่อนแล้ว ผลักร่างกายที่แนบชิดของหญิงสาวออกไปพร้อมกับลุกขึ้นยืน
