ติงเหว่ยรีบตีเหล็กในขณะที่ยังร้อนอยู่ นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าแค่ลองคิดออกมาก็เท่านั้น ท่านผู้าุโมีความเชี่ยวชาญในสาขานี้ หากท่านมีเวลาว่างใน่นี้มิสู้จะลองคิดดูสักหน่อย ข้ายังเคยได้ยินมาว่าคนที่มีภาวะลำไส้ผิดปกติ ผ่าหน้าท้องออกแล้วตัดเอาลำไส้ส่วนที่เสียทิ้งไป จากนั้นก็เย็บหน้าท้องปิดให้ดีก็สามารถใช้ชีวิตต่อได้อย่างมีความสุข”
“เ้าพูดจริงหรือ” ผู้าุโเหว่ยคว้าแขนของติงเหว่ยเอาไว้ทันที กล้ามเนื้อบนหลังมือของเขานูนขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นมากขนาดไหน
ติงเหว่ยร้องออกมาด้วยความเ็ป ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปาก กงจื้อิที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือออกมากดจุดที่หัวไหล่ผู้าุโหนึ่งที ทันทีที่ข้อศอกของผู้าุโเหว่ยชาเขาก็ปล่อยมือออก
กงจื้อิถือโอกาสนั้นกุมมือของติงเหว่ยเอาไว้ รอจนนางพับแขนเสื้อขึ้นมาดูปรากฏว่าแขนของนางมีรอยช้ำสีเขียวเป็รูปนิ้วมือสี่นิ้ว
ใบหน้าของกงจื้อิมืดคล้ำลงทันที ดวงตาของเขาดุดันราวกับลูกธนูพุ่งไปที่ผู้าุโเหว่ย แต่น่าเสียดายที่ผู้าุโเหว่ยนั้นไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สีหน้าของเขาเดี๋ยวเ็ปเดี๋ยวมีความสุข เห็นได้ชัดว่าเขาตกอยู่ในภวังค์ของตนเองเสียแล้ว
ติงเหว่ยเกรงว่ากงจื้อิจะทำให้ท่านลุงเหว่ยขุ่นเคือง และทำให้การแก้พิษของเขาล่าช้าออกไป ดังนั้นนางจึงอดทนต่อความเ็ป และพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า “นายน้อย ท่านลุงเหว่ยแค่ตื่นเต้นมากเกินไปก็เท่านั้น อีกเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”
หลังจากพูดจบ นางก็รีบะโเรียกเฟิงจิ่วที่ยืนอยู่ไม่ไกล “รีบไปต้มน้ำเถอะ อีกเดี๋ยวนายน้อยจะอาบน้ำ อย่าลืมเพิ่มอ่างอาบน้ำสักใบด้วย อันเกอเอ๋อร์ของข้าเองก็ถือโอกาสพึ่งใบบุญของนายน้อยและอาบไปพร้อมกันด้วย”
กงจื้อิพิจารณาสีหน้าของนางอย่างละเอียดรอบคอบและดูเหมือนว่านางจะไม่ได้เ็ปมากเท่าไรจริงๆ เขาจึงคลายสีหน้าลง และพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “เฟิงจิ่วไปหยิบยาขวดสีเขียวขวดนั้นมา!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเฟิงจิ่วก็รีบกลับเข้าไปในห้องผ่านไปไม่ทันไรก็หยิบยารักษาาแออกมา จากนั้นกงจื้อิทายาลงที่แขนของติงเหว่ยด้วยตนเอง
เฟิงจิ่วที่เห็นแล้วก็ยืนแยกเขี้ยวอยู่ข้างๆ ถึงคนอื่นจะไม่รู้แต่ตัวเขาเองนั้นรู้ดีที่สุด ในตอนแรกที่ข่าวเื่นายน้อยถูกพิษแพร่กระจายออกไป ทุกคนต่างก็วิตกกังวลเป็อย่างมาก ฝ่ายคลังใช้เงินไปมากมายเพื่อจะรวบรวมยาแต่ละชนิดรวมถึงยาแก้พิษ โดยหวังเพียงจะช่วยบรรเทาอาการติดพิษของนายน้อย และขวดสีเขียวขวดนั้นก็เป็หนึ่งในยาที่แพงที่สุดชนิดหนึ่ง ต่อให้าแจะรุนแรงแค่ไหนเพียงทาลงไปก็จะหายขาด ปกติแล้วไม่เคยหยิบยกออกมาใช้ ทว่าวันนี้แค่เพียงรอยฟกช้ำไม่กี่รอยก็ใช้ไปกึ่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าหากหัวหน้าฝ่ายคลังเห็นเข้า เขาจะมีสีหน้าที่น่าดูสักแค่ไหน?
ติงเหว่ยไม่รู้ว่ายาชนิดนี้ล้ำค่าขนาดไหน แต่ทันทีที่ถูกทาลงไปบนแขนนางก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาในทันทีและนางก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา กงจื้อิมีทีท่าว่าจะทาเพิ่มเติมอีกนางจึงห้ามปรามเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำและบอกว่า “พอแล้ว ข้าไม่เจ็บแล้ว”
และตอนนั้นเองผู้าุโเหว่ยก็กลับมามีสติอีกครั้ง เขาทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นแล้วก็อุทานออกมาว่า “ไอ๊หยา เ้าเด็กจอมล้างผลาญคนนี้นี่ นี่คือยาทาบำรุงกล้ามเนื้อและฟื้นฟูกระดูกที่เพียงหนึ่งหยดก็มูลค่ามากกว่าทองคำหนึ่งพันชั่ง แล้วเ้าเอามาถูรอยช้ำเช่นนี้...”
พูดไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ารอยแผลบนแขนของติงเหว่ยดูเหมือนว่าจะเกิดจากฝีมือของเขาเอง ดังนั้นเขาจึงกลืนคำพูดของตนเองลงไปด้วยความอับอาย และพูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ว่า “เอ่อ ข้าพลั้งมือไปชั่วขณะ”
ก่อนที่ติงเหว่ยจะพูดอะไร ท่านลุงอวิ๋นก็ะโอย่างไม่อ้อมค้อมขึ้นมาว่า “เ้าแก่กะโหลกกะลา เพิ่งจะกินอาหารของแม่นางติงเหว่ยไปแท้ๆ แล้วกลับตอบแทนด้วยการทำให้นางาเ็งั้นหรือ ไหนว่ามีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแผ่นดินว่ามีคุณธรรมและจิตใจเมตตาสูงส่งไง!”
“นี่มัน นี่มัน...” ผู้าุโเหว่ยโดนด่าจนรู้สึกโกรธ แต่เมื่อหันหน้ามาเห็นรอยช้ำสีเขียวบนแขนของติงเหว่ยก็พยายามระงับความโกรธ “ข้าก็แค่นึกเื่บางอย่างขึ้นมาได้จึงไม่ได้กะกำลังมือให้ดีทำให้พลั้งมือไปชั่วขณะ…”
“ท่านลุงเหว่ย ข้าไม่เป็ไร ไม่เจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว” ติงเหว่ยไม่อยากให้ผู้าุโทั้งสองคนทะเลาะกันขึ้นมาอีก นางจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาสงบศึกโดยเร็ว “ท่านลุงอวิ๋นก็เป็ห่วงข้าจึงโกรธชั่ววูบขึ้นมา อันที่จริงข้าผิวบางอยู่แล้ว คนที่เห็นเข้าก็เลยรู้สึกน่ากลัวไม่น้อย ทั้งที่จริงไม่ได้เจ็บเลย หากว่าไม่เชื่อ พวกท่านลองดูนี่สิ!”
หลังจากพูดอย่างนั้น นางก็โบกแขนสองสามครั้งให้ดูเพื่อแสดงว่านางสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างที่้า
และก็เป็อย่างที่คาดไว้ ทุกคนมีสีหน้าดีขึ้นมาก ท่านลุงอวิ๋นเองก็ส่งเสียงหึออกมาอย่างเ็าครั้งหนึ่ง ท่านลุงเหว่ยเอามือลูบจมูกและหัวเราะแหะๆ ออกมา แต่แล้วเขาก็เดินไปข้างหน้าและถามติงเหว่ยอย่างจริงจังว่า “แม่นางน้อย เ้าไปได้ยินวิธีการเย็บและการตัดลำไส้ที่เ้าพูดถึงเมื่อครู่มาจากที่ไหนกัน รีบพูดให้ข้าฟังอย่างละเอียดเลยเร็วเข้า”
เดิมทีติงเหว่ยเองก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งผู้าุโเอาไว้ มาวันนี้เมื่อได้ยินว่าเขาสนใจเกี่ยวกับแพทย์แผนตะวันตก นางจึงบอกทุกอย่างที่นางรู้อย่างหมดเปลือก
เป็ผลให้สัตว์ตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าข้างจวนสกุลอวิ๋นต่างก็ต้องพบกับความยากลำบากเสียแล้ว วันนี้มีกระต่ายสองตัว พรุ่งนี้มีหมูป่าอีกหนึ่งตัว วันต่อมาก็มีกวางป่าอีกหนึ่งตัว ทั้งหมดล้วนถูกนำจับกลับมาเพื่อทำเป็สัตว์ทดลอง
ติงเหว่ยถูกท่านลุงเหว่ยลากออกไปที่ด้านนอกจวนอีกครั้ง แต่ต่อให้หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรนางก็ไม่ยอมบอกเขาอย่างเด็ดขาดว่าลิงต่างหากที่เป็สัตว์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด
ผู้าุโเหว่ยเป็เหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ ในแต่ละวันนอกจากกินข้าวแล้วเขาก็ใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่นอกจวน ในมือของเขาถือมีดคมกริบเล่มเล็กทำให้คนที่พบเห็นต่างก็ใและพากันเดินหนีไปอีกทาง
แต่ละวันของจวนสกุลอวิ๋นก็ผ่านไปอย่างวุ่นวายอลหม่านและรวดเร็วเช่นนี้
……
วันนี้ในขณะที่อันเกอเอ๋อร์และลูกคนเล็กกำลังอาบแดดอยู่นั้น หลังจากฝึกฝนมาเป็เวลานานทารกทั้งสองก็คลานได้คล่องแคล่วและเชี่ยวชาญอย่างมาก และลูกคนเล็กก็อยากจะลุกขึ้นมาเดิน
อันเกอเอ๋อร์เองก็ชอบซุกซนเวลามีแขกมา อย่างไรก็ไม่ยอมให้ตนเองตามหลังคนอื่น เขากระดกก้นอ้วนๆ ขึ้นมาและดันตัวขึ้นอย่างสุดแรง ทำตนเองจนเหมือนสะพานโค้ง
ติงเหว่ยเป็แม่ที่ใจร้าย เมื่อเห็นใบหน้าและลำคอของลูกชายบวมแดงก็ไม่ยอมเข้าไปช่วย อันเกอเอ๋อร์โกรธจนล้มลงอย่างหมดแรงและร้องไห้ออกมายกใหญ่
อวิ๋นอิ่งมองอย่างสงสัยและขบขัน นางกอดอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ เช็ดน้ำตาให้เขาไปพลางและบ่นไปพลางว่า “แม่นาง รอให้อันเกอเอ๋อร์โตอีกสักหน่อย ท่านค่อยแกล้งเขาเล่นก็ได้นี่นา เด็กอายุน้อยขนาดนี้ ท่านยังทำได้ลงคอ!”
“ฮิฮิ” ติงเหว่ยหัวเราะออกมาซื่อๆ นางเองก็รู้สึกว่าตนเองทำเกินไปหน่อย นางจึงเดินไปข้างหน้าเพื่อรับอันเกอเอ๋อร์มาหอมแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า บางทีอันเกอเอ๋อร์อาจโกรธจริงๆ ขึ้นมา เขายื่นมือเล็กๆ ออกไปตีที่ใบหน้าของท่านแม่ และคงไม่ต้องบอกว่านิ้วมือเล็กๆ เ่าั้ก็ถูกงับเอาไว้หมดแล้ว ทำให้เ้าเด็กอ้วนโกรธจนร้องไห้ออกมาหนักมากกว่าเดิม
กงจื้อิเดิมทีกำลังยุ่งอยู่ เมื่อเขาได้ยินเสียงจึงเปิดหน้าต่างออกมาดู จากนั้นเขาก็ส่ายหัวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
ท่านลุงอวิ๋นที่กำหลังยืดหัวออกไปชิดกับขอบหน้าต่างเพื่อมองดูเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ใช้ข้ออ้างว่าจะไปชงชา ปรากฏว่าเขากลับไปพยุงอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังฝึกเดินอยู่บนพรมขึ้นมา อันเกอเอ๋อร์ถึงแม้จะยังเด็กแต่ก็ฉลาดเฉลียวไม่น้อย และเขาก็พ่นน้ำลายใส่เต็มหน้าท่านลุงอวิ๋น ทำให้อันเกอเอ๋อร์ดีใจจนดวงตาหยีเล็กลงเป็รอยกรีดเส้นหนึ่ง
ท่านลุงเหว่ยเพิ่งกลับมาจากด้านนอก และเมื่อเห็นภาพนี้เขาก็เข้ามาแย่งจะเอาใจอันเกอเอ๋อร์ไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ตัวของเขายังมีกลิ่นคาวคละคลุ้งไปด้วยเื ทำให้อันเกอเอ๋อร์เข้าไปหลบในอ้อมกอดของท่านลุงอวิ๋นเพื่อปลอบประโลมเขา
ท่านลุงอวิ๋นรู้สึกพอใจเป็อย่างมาก เขากอดเด็กไว้ในอ้อมแขนของไปด้วยและหัวเราะเยาะเย้ย “เ้าแก่กะโหลกกะลา เ้าทำร้ายกระต่ายและไก่ป่าไปตั้งกี่ตัวแล้ว? และยังไม่รู้จักล้างเืก่อนเข้ามาอีก! อันเกอเอ๋อร์ของพวกเราเป็เด็กดีและไม่ควรจะต้องมาเห็นฆาตกรที่มือเปื้อนเืเช่นนี้”
“เ้านั่นแหละฆาตกร ข้าเป็หมอวิเศษหัตถ์เทวดา มีทักษะการรักษาที่ยอดเยี่ยม บนโลกนี้มีคนตั้งมากมายที่อ้อนวอนแทบเป็แทบตายเพื่อให้ข้าช่วยตรวจโรคให้เขาสักหน่อย แล้วเ้ายังกล้ามาดูถูกข้าอีกอย่างนั้นหรือ!” ผู้าุโเหว่ยโกรธจนกระทืบเท้า และการทะเลาะวิวาทของผู้าุโทั้งสองก็เริ่มต้นอีกครั้ง
ตอนแรกเริ่มทุกคนก็พากันเกลี้ยกล่อม แต่ถึงตอนนี้ก็กลายเป็ความเคยชินไปเสียแล้ว ใครที่ต้องสอนลูกเดินก็สอนไป ใครที่ต้องเย็บผ้าก็เย็บไป ใครที่ต้องเก็บผักก็เก็บไป เรือนเล็กเงียบสงัดไปชั่วขณะ แม้แต่นกกระจอกทั้งสองตัวที่อยู่บนต้นไม้ต่างก็ขยับปีกและหัวไปมาจากทางซ้ายไปทางขวา และร้องออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ในทางกลับกันอันเกอเอ๋อร์กำลังกะพริบดวงตากลมโตของเขาและถูกจับอยู่ระหว่างผู้าุโทั้งสองคนโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
ผู้าุโเหว่ยมองแล้วก็ยิ่งรู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้น เขาลูบมือไปมาอยากจะกอดเ้าเด็กอ้วนและพูดออกมาอย่างรีบร้อนว่า “ข้ามีตำรายาที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จะช่วยเสริมพลังให้กล้ามเนื้อ ทำให้กระดูกแข็งแรง และวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้แช่น้ำอาบั้แ่เด็ก พรุ่งนี้ข้าจะเตรียมสมุนไพรสำหรับอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ให้ พอเขาโตขึ้นแล้วจะต้องมีกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์แน่นอน แล้วก็มีประโยชน์อย่างมากในการฝึกวรยุทธ์”
“จริงหรือ?” ท่านลุงอวิ๋นได้ฟังแล้วก็ดีใจขึ้นมา ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าคุณชายน้อยของเราจะได้นั่งบัลลังก์หรือเปล่า แต่รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม เรียนทักษะเพื่อเอาตัวรอดสักหน่อยก็ไม่ได้เสียหายอะไร
“แน่นอน คนอย่างข้าพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว?” ในที่สุดผู้าุโเหว่ยก็ยืดหลังขึ้นตรง และยื่นมือออกไปรับอันเกอเอ๋อร์ ใบหน้าของผู้าุโเบ่งบานด้วยความดีใจ
“รีบบอกข้ามาเร็วเข้าว่าต้องใช้สมุนไพรอะไรบ้าง ข้าจะให้คนไปเตรียมมาให้ อีกอย่างเ้าห้ามทำให้อันเกอเอ๋อร์เจ็บอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นต่อให้จะมีประโยชน์เลิศเลอขนาดไหนพวกเราก็ไม่้า!”
ท่านลุงอวิ๋นพยายามจะแย่งอันเกอเอ๋อร์กลับมาอีกครั้ง แต่ท่านผู้าุโเหว่ยก็ไม่ยอมคืนให้ ชายชราทั้งสองจึงเริ่มทะเลาะกันอีกครั้ง
ติงเหว่ยถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี ท่านผู้าุโทั้งสองคนแย่งชิงกันอย่างดุเดือด จนลืมไปว่านางต่างหากที่เป็แม่ที่แท้จริงของอันเกอเอ๋อร์ ในฐานะพ่อแม่นางเพียงหวังว่าลูกจะเติบโตไปมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัย สำหรับเื่การเรียนรู้และทักษะต่อสู้ต่างก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่นางที่ยังไม่ทันได้แต่งงานแล้วมีอันเกอเอ๋อร์เสียก่อน โชคชะตาคงกำหนดไว้แล้วว่าเด็กคนนี้จะต้องเติบโตท่ามกลางสายตาดูแคลนและคำพูดเหยียดหยามของคนอื่น บางทีเรียนศิลปะการต่อสู้ไว้ติดตัวบ้างอย่างน้อยจะได้ไม่มีอะไรมากวนใจ…
แต่มันยังเร็วไปหรือไม่ที่เด็กเล็กแบบนี้จะเริ่มทรมานเช่นนี้?
ในขณะที่ติงเหว่ยกำลังเลอยู่นั้น เสี่ยวฝูจื่อก็โผล่หน้าเข้ามาในประตู อวิ๋นอิ่งสายตาว่องไวจึงรีบเดินเข้าไปถามดู ปรากฏว่าเมื่อนางกลับมาก็มีสีหน้าไม่ค่อยดี ติงเหว่ยหัวใจสั่นไหวขึ้นมาและถามด้วยเสียงดังว่า “หรือว่าครอบครัวข้าเกิดเื่ขึ้นอย่างนั้นหรือ”
อวิ๋นอิ่งพยักหน้าและตอบว่า “เมื่อครู่พี่ใหญ่สกุลติงมาที่หน้าจวนและบอกว่า ท่านผู้าุโติงเป็หวัด ไข้ขึ้นมาสองวันแล้วยังไม่ลดลงเลย อยากให้แม่นางกลับไปที่บ้านเพื่อไปดูสักหน่อย”
ติงเหว่ยได้ยินว่าผู้าุโไข้ขึ้นสูงจึงรีบลุกขึ้นมาทันที ในตอนนี้ไม่เหมือนกับชาติก่อนที่นางเคยอยู่ ที่ยาเพียงเม็ดเดียวก็สามารถแก้ปัญหาได้ มีข่าวลือมากมายว่าไข้ขึ้นสูงจนทำให้คนตายได้ เื่นี้ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป
นาง้าเชิญให้ซานอีไปตรวจให้สักหน่อย แต่ทันใดนั้นก็จำได้ว่าเขาเดินทางไปทางใต้เพื่อตามหาหญ้านิรันดร์อยู่ ดังนั้นนางจึงวิตกกังวลขึ้นมาและดวงตาของนางก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
ผู้าุโเหว่ยถึงแม้จะไม่ได้มีวรยุทธสูงส่งมากนัก แต่เขาก็เป็คนหูไวและได้ยินบทสนทนานั้นตั้งนานแล้ว เมื่อเห็นว่าตอนนี้ติงเหว่ยกำลังร้อนใจมาก เขาจึงเอ่ยปากออกมาว่า “แม่นางน้อย ข้าจะไปกับเ้าเอง”
“จริงหรือ?” ติงเหว่ยดีใจมาก นางก้าวไปข้างหน้าและคว้าแขนของผู้าุโไว้อย่างรวดเร็ว หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าได้ดื่มน้ำเย็นใน่วันครีษมายันได้ดื่มโจ๊กอุ่นหนึ่งชามในฤดูหนาว [1] งั้นหรือ? ผู้าุโยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ช่างเป็เื่น่ายินดีและซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“ขอบคุณท่านลุงเหว่ย ขอบคุณท่านลุงเหว่ย ขอบคุณท่านลุงเหว่ย!” ติงเหว่ยพูดขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา นึกไม่ถึงว่ากงจื้อิกลับใช้ไม้ค้ำยันเดินออกมาและสั่งท่านลุงอวิ๋นว่า “เตรียมของบำรุงร่างกายไปให้เยอะหน่อย รวมถึงพวกยาสมุนไพรที่ต้องใช้ และให้อวิ๋นอิ่งตามไปส่งที่บ้านสกุลติงด้วย”
จากนั้นกงจื้อิก็หันไปทางติงเหว่ย สีหน้าของเขายิ้มบางๆ อย่างปลอบใจ “อย่าได้กังวลไป ไม่ช้าก็ดีขึ้นแล้ว”
“ขอบคุณนายน้อย” ติงเหว่ยแค่พูดขอบคุณหนึ่งประโยค ลำคอของนางก็สะอึกสะอื้นเล็กน้อย
ท่านลุงอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าและตบบ่าของนางเบาๆ จากนั้นเขาก็รีบไปเตรียมยาสมุนไพรและของบำรุงร่างกาย ติงเหว่ยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า นางสั่งเฉิงเหนียงจื่อกับอวิ๋นอิ่งไม่กี่ประโยค จากนั้นก็คำนับกงจื้อิ “นายน้อย ข้าคงต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน”
กงจื้อิพยักหน้า “หาก้าสิ่งใดเพิ่ม แค่ใช้ให้ใครสักคนกลับมาเอาได้เลย”
ในบ้านหลังใหญ่ของสกุลติง ตอนนี้บรรยากาศช่างมืดหม่นและหดหู่ พี่ใหญ่สกุลติงและภรรยาต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับร้านอาหาร ส่วนพี่รองสกุลติงและภรรยาก็ยุ่งอยู่ที่ร้านเครื่องไม้ในเมือง เวลาที่เก็บพืชผลต่างก็ไม่มีใครกลับมาช่วยได้
-----------------------------------------
[1] ได้ดื่มน้ำเย็นใน่วันครีษมายัน ได้ดื่มโจ๊กอุ่นหนึ่งชามในฤดูหนาว 三伏天喝凉水,寒冬一碗暖粥 หมายถึง มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเวลาที่ยากลำบากที่สุด