“งั้นเ้าก็ต้องระวังตัวหน่อย หากเกิดปัญหาอันใดขึ้นให้รีบแจ้งท่านยายทันที อย่าใจอ่อนจนถูกคนรังแกอีก” ลั่วิจูทราบว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ด้วยความโมโห กอปรกับอยากให้คนสกุลโม่ได้เห็นฤทธิ์เดชของตระกูลตนเองบ้าง จึงกล่าวกับโม่เสวี่ยถงไปเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายปฏิเสธ ก็ไม่คิดดึงดันต่อไป
ครั้นแล้วรถม้าของสกุลลั่วก็มาถึงเบื้องหน้า โม่เสวี่ยถงยิ้มรับคำแล้วผลักลั่วิจูขึ้นรถ ลั่วเหวินโย่วซึ่งขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังอาชาเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้บังคับม้าให้ไปทันที กลับหันมามองโม่เสวี่ยถงและกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยน “หากจวนโม่เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอันใดก็กลับมา จวนลั่วจะเป็ครอบครัวของเ้าตลอดไป”
ปกติลั่วเหวินโย่วไม่ค่อยมากวาจา เป็คนนิ่งๆ มีเพียงคราที่โม่เสวี่ยถงป่วยหนัก จึงได้เห็นเขาร้อนใจวุ่นวายไปตามไป๋อี้เฮ่ามาตรวจอาการให้นาง คำพูดนี้แม้จะกล่าวอย่างเรียบง่ายและแ่เบานัก แต่โม่เสวี่ยถงฟังแล้วกลับอุ่นซ่านในหัวใจ 'ครอบครัว' สิ่งที่นางปรารถนาเป็ที่สุดคือครอบครัวที่อบอุ่น ไม่มีการวางแผน ไม่มีการใส่ร้ายซึ่งกันและกัน
แต่ชาติก่อน นางกลับบ้านแตกสาแหรกขาด
ความเ็ปเอ่อล้นขึ้นในหัวใจ นางขบริมฝีปากข่มความขมขื่นในดวงตา ขนตายาวเป็แพกะพริบปริบๆ แหงนศีรษะขึ้นยิ้มให้ลั่วเหวินโย่ว “ญาติผู้พี่วางใจเถิด ถงเอ๋อร์เป็คนขี้กลัว หากมีเื่อันใดต้องร้องไห้วิ่งไปฟ้องท่านยายก่อนเป็คนแรก”
“เช่นนั้นก็ดี อีกสองวันอย่าลืมไปคารวะท่านย่าอวยพรปีใหม่ด้วยเล่า”
“เ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงตอบรับพลางรวบแขนเสื้อยอบกายคำนับ ขณะนั้นมีรถม้าอีกคันมาถึงหน้าประตูวัง รถม้าจวนลั่วจึงต้องเคลื่อนออกไป ยามนี้คนส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือรถม้าอยู่เพียงไม่กี่คัน โม่อวี้เขย่งเท้าชะเง้อมอง เมื่อไม่พบว่ามีรถม้าของจวนตนก็อดรู้สึกร้อนใจไม่ได้
“อุ๊ย... บ่าวนึกได้แล้ว ตอนมาพวกเรานั่งรถม้าของคุณหนูใหญ่ เมื่อครู่คุณหนูใหญ่ออกจากวังจะต้องนั่งรถกลับไปแล้วเป็แน่ หรือว่าคุณหนูใหญ่มิได้ให้ผู้ใดมารับคุณหนู?”
รถม้าที่ใช้มางานเลี้ยงคือรถของโม่เสวี่ยิ่ แต่ไม่ว่านางกลับไปจะพูดว่าอย่างไร ในจวนก็ต้องส่งรถม้ามารับ จักรพรรดิทรงแยกย้ายกับเหล่าขุนนางนานแล้ว บิดาย่อมทราบเื่ที่เกิดขึ้นในวัง แล้วจะไม่ส่งรถม้ามาได้อย่างไร
“คุณหนู รีบขึ้นรถมาเถิดขอรับ นายท่านให้บ่าวมารับกลับจวน” ขณะที่กำลังคิดอยู่ ก็มีรถม้าที่ดูไม่สะดุดตาคันหนึ่งมาจอดอยู่เบื้องหน้าของโม่เสวี่ยถง ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งบังคับม้า โม่เสวี่ยมถงรู้สึกคุ้นตาอยู่ ดูเหมือนจะเป็บ่าวในจวน ั้แ่นางเข้ามาเมืองหลวงก็ไม่ค่อยออกไปข้างนอก บ่าวไพร่ในจวนก็ยังจำได้ไม่หมด
โม่ฮว่าเหวินเตรียมรถม้าให้นางเป็พิเศษ คนบังคับรถนางย่อมรู้จัก แต่รถม้าคันนั้นถูกชนพังเสียหายไปแล้ว เกรงว่าคงใช้ไม่ได้อีกระยะหนึ่ง บิดาจึงให้คนนำรถม้าคันเล็กมารับแทน เมื่อมองพิจารณา รถม้าคันนี้ดูธรรมดาสามัญ หาได้มีสัญลักษณ์จวนโม่ หากไม่ใช่เพราะคนบังคับรถดูคุ้นหน้า นางคงไม่รู้ว่าเป็รถที่ออกมาจากจวน
“ในจวนมีรถม้าแย่ขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกันเนี่ย” โม่อวี้เลิกม่านด้านหนึ่ง แล้วประคองโม่เสวี่ยถงขึ้นรถ พลางบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
“แค่รถม้าคันเดียวเท่านั้นเอง ไยต้องบ่นอันใดมากมายนักเล่า ปากของเ้านี่ล่ะน้า... ไม่ละเว้นผู้อื่นเขาบ้างเลย” เนื่องจากอยู่หน้าวังหลวง โม่เสวี่ยถงจึงไม่ได้ระแวดระวัง ทันใดนั้นก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาคว้าข้อมือของโม่เสวี่ยถงไว้แล้วดึงเข้าไปด้านใน
โม่เสวี่ยถงหน้าคะมำ ตัวปลิวเข้าไปตามแรงกระชากจนล้มทับคนผู้หนึ่งอย่างแรง นางยกมือขึ้นผลักฝ่ายตรงข้ามโดยสัญชาตญาณ กลิ่นกายเข้มข้นโชยมาปะทะจมูก จึงรู้ว่าตนเองอยู่ในอ้อมอกของชายผู้หนึ่ง ข้อมือก็ถูกยึดไว้แน่น นางมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็บุรุษแน่นอน แต่ใครกันเล่าที่้าตัวนาง
“คุณหนู!” โม่อวี้สังเกตถึงความผิดปรกติ ร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก
“โม่อวี้ ไม่เป็ไร เ้ารอโม่เยี่ยอยู่ที่นี่ ข้าไปก่อนล่ะ” น้ำเสียงของโม่เสวี่ยถงสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วในใจกำลังว้าวุ่นอย่างหนัก ภายในรถมืดมากจึงไม่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามคือผู้ใด รู้สึกเพียงว่าต้องมีเจตนาไม่ดี ลักพาตัวคนกลางดึกหน้าประตูวังหลวง ตนเองตกอยู่ในมือของบุรุษผู้นี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรชื่อเสียงก็เสียหาย นางพยายามข่มความลนลานหวาดกลัว ครั้นรถม้าเคลื่อนที่ออกไปแล้ว หากทิ้งโม่อวี้ไว้โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ จะต้องมีคนจับสังเกตได้
แต่ยามนี้ไม่อาจร้องให้ใครช่วยเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากมีคนมาพบว่านางถูกบุรุษลักพาตัว แม้จะได้รับการช่วยเหลือ แต่ชื่อเสียงก็ย่อมถูกทำลาย
ยามที่รถม้าห้อตะบึงออกไป ได้ยินเสียงอุทานเบาๆ ของโม่อวี้ ยังดีที่ไม่ได้ร้องอย่างตื่นตระหนกจนทำให้คนรอบข้างใ โม่เยี่ยคงไปไม่ไกลนัก มีเสียงเตือนอยู่ในใจว่าอย่าลนลาน ขอเพียงโม่อวี้แจ้งให้โม่เยี่ยรู้ นางย่อมคิดหาวิธีได้ นอกจากนี้ยังมีอิ่งจิ่ว[1] ตามอยู่อีกคน จะต้องไม่เกิดเื่อันใดแน่นอน
แต่แม้ว่าจะเป็เช่นนี้ โม่เสวี่ยถงก็ยังตึงเครียดจนเหงื่อไหลท่วมตัว
ดีที่บุรุษในเงามืดผู้นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวขั้นต่อไป มือหนาและแข็งแกร่งกอบกุมข้อมือเล็กจ้อยของนางไว้แ่า ไม่มีทีท่าจะปล่อยแม้แต่น้อย โม่เสวี่ยถงนั่งนิ่ง รู้สึกแต่ตัวกระแทกถูกผนังรถ และปวดหัวตุบๆ สมองของนางแล่นฉิวนึกถึงทุกคนที่เป็ไปได้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่มากนัก
นางเป็เพียงเด็กสาวที่ถูกทอดทิ้งไว้ในเมืองเล็กๆ แม้ว่าบัดนี้ท่านพ่อจะได้เลื่อนตำแหน่งแต่ก็ไม่นับว่าเป็คนใหญ่คนโตอันใด คนผู้นี้ไม่พูด ไม่ขยับ หากมิใช่ว่าได้ยินเสียงลมหายใจถี่ๆ และเจ็บที่ข้อมือ นางคงไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าที่นี่มีคนอยู่
นางเพิ่งเข้ามาเมืองหลวง นอกจากสองแม่ลูกคู่นั้นก็ไม่มีศัตรูคู่แค้นอื่นใด ใครกันที่มีความแค้นยิ่งใหญ่ต่อนางถึงขั้นต้องทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามนี้โม่เสวี่ยิ่ยังเอาตัวเองไม่รอด ไม่อาจใช้ใครออกมาแน่ แม้ว่าจะคิด แต่ไม่อาจเป็ไปได้ เื่ในวังหลวงเกิดขึ้นกะทันหัน โม่เสวี่ยิ่ย่อมไม่ได้คาดคะเนไว้และคงเตรียมรับมือไม่ทัน
ไม่น่าจะส่งรถม้ามาลักพาตัวนางถึงหน้าวังหลวงได้
แล้วคนผู้นั้นคือใคร? คิดทำลายชื่อเสียงของตนเอง ดูท่าน่าจะเป็คนที่คุ้นเคยกันอย่างดี จึงไม่เอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว คงเกรงว่าผู้อื่นจะจำได้ โม่เสวี่ยถงพยายามนึกถึงคนที่น่าจะเป็ไปได้ทั้งหมดอีกรอบ จึงพบว่ามีเพียงซือหม่าหลิงอวิ๋นเท่านั้นที่สามารถทำเื่เช่นนี้ เขาไม่ได้รับตำแหน่งเจิ้นกั๋วโหว ยังเป็เพียงทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์เช่นเดิม ทั้งหมดก็เพราะเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้
เมื่อครู่ขณะที่อยู่ในวัง โม่เสวี่ยถงได้ยินคุณหนูหลายคนคุยกันอย่างชัดเจน
เมื่อชาติก่อน เพราะซือหม่าหลิงอวิ๋นแต่งงานกับนางจึงได้สูงส่งมีเกียรติขึ้นมาหลังจากนั้น
แล้วชาตินี้เล่า? ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยิ่ร่วมมือกันทำร้ายตนเองมากี่ครั้งแล้ว
แต่จากเื่นี้ก็มองออกว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นมีใจคิดจะแต่งนางมาโดยตลอด แต่ชาตินี้ต่างออกไปตรงที่ตนเองไม่ได้เสียโฉม ทั้งยังระมัดระวังตัวจากเขาตลอดเวลา ปรกติเมื่อพบกันก็จะหลีกหนีไปให้ไกล หาได้ข้องเกี่ยวกันแม้แต่น้อย หรือว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะยังไม่คิดวางมือ
นางพยายามเบิกตาให้กว้าง คิดอาศัยแสงเพียงรางๆ ที่ลอดมาจากหน้าต่าง มองให้ชัดว่าใช่ซือหม่าหลิงอวิ๋นหรือไม่ แต่น่าเสียดาย ตำแหน่งที่เขานั่งตกอยู่ในเงามืด นางจึงไม่เห็นอะไรเลย แต่ถ้าอาศัยจากความรู้สึกที่มีเพียงน้อยนิด โม่เสวี่ยถงเชื่อว่าบุรุษผู้นี้คือซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่ผิดแน่
ซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดทำสิ่งใดกันแน่ จะลักพาตัวนางไปจวนเจิ้นกั๋วโหว หลังจากนั้นค่อยบอกความจริงแล้วไปสู่ขอกับบิดา ถึงเวลานั้นแม้ท่านพ่อไม่ยินดีก็ต้องจำใจยอมรับ หรือว่า้าฉวยโอกาสลักพาตัวทำลายชื่อเสียงก่อน หลังจากนั้นค่อยไปสู่ขอ ท่านพ่อจะได้รู้สึกขอบคุณและยังประทับใจในความใจกว้างของเขาอีกด้วย
หากเป็เช่นนี้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นย่อมไม่อาจให้นางเห็นหน้าได้ ดังนั้นจึงซ่อนตัวอยู่ในความมืด แต่ตนเองก็ยังพอมีเวลาหาทางรับมือได้อยู่ โชคดีที่เมื่อครู่ไม่ได้ร้องออกไปยามอยู่หน้าประตูวัง ทั้งยังปลอบประโลมโม่อวี้ ให้นางไปตามโม่เยี่ยให้เจอ หากเมื่อครู่ตนเองส่งเสียงตื่นตระหนกออกไปโดยไม่ตรึกตรองให้ดี หรือโม่อวี้ะโร้องเพราะจู่ๆ รถม้าก็ออกตัว ป่านนี้คงรู้กันไปทั้งเมืองหลวงแล้วว่าตนเองถูกลักพาตัว
เื่ถูกลักพาตัวจะบอกกล่าวให้ชัดเจนได้อย่างไร หากมีคนตามมาแล้วซือหม่าหลิงอวิ๋นเกิดจับนางถอดเสื้อผ้า แม้ะโแม่น้ำหวงเหอปลิดชีวิตก็ยังไม่อาจล้างมลทินได้
ยามนี้ความหวังของนางอยู่ที่โม่เยี่ยและโม่เฟิง หวังว่าพวกเขาจะพบความผิดปรกติและตามมาอย่างเงียบเชียบ สิ่งเดียวที่ตนเองพอจะทำได้ก็คือถ่วงเวลาไว้
“จะ... เ้าเป็ใคร?” เสียงของดรุณีน้อยสั่นพร่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เงาร่างในความมืดดูอ่อนแอยิ่ง ท่าทางดั่งหญิงสาวผู้อ่อนต่อโลก
ไม่มีเสียงตอบรับจากบุรุษผู้นั้น แต่ข้อมือยิ่งกระชับแน่นขึ้น จนความเจ็บแล่นแปลบปลาบ นางทนไม่ได้จึงร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไม้แข็งคงไร้ผล ต้องใช้สติปัญญารับมือเท่านั้น ไม่อาจบีบคั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นจนเกินไป
เวลา... นาง้าเวลา ยิ่งถ่วงเวลาไว้ได้นานเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสหนีรอด ขอเพียงหลุดพ้นจากการควบคุมของอีกฝ่าย จึงจะพ้นจากอันตรายวันนี้ได้ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าตนเองถูกลักพาตัว ชื่อเสียงย่อมไม่ถูกทำลาย
“ไม่ต้องพูดมาก” อีกฝ่ายกดเสียงต่ำตวาดใส่นางห้วนๆ
เป็ซือหม่าหลิงอวิ๋นจริงๆ ด้วย ชาติที่แล้วนางรู้จักเขาดียิ่งกว่าผู้ใด ย่อมจำน้ำเสียงได้ขึ้นใจ คุ้นเคยจนถึงขั้นแม้อีกฝ่ายจงใจดัดเสียงให้เปลี่ยนไปนางก็ยังฟังออก
“จะ... เ้าจะพาข้าไปไหน พ่อข้ามีเงินนะ บอกให้พ่อข้าเอาเงินมาไถ่ตัวก็ได้” น้ำเสียงอ่อนหวานของสาวน้อยเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น แม้จะพยายามควบคุมตนเองแล้ว แต่ก็มิอาจข่มความหวาดกลัวในใจได้ทั้งหมด ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงยิ่งลำพองใจ
โม่เสวี่ยิ่บอกว่านางไม่ใช่สตรีขลาดกลัวดังแต่ก่อน แต่ดูจากสภาพการณ์ยามนี้ ก็กลับมาเป็เหมือนเดิมแล้วมิใช่หรือไร ไหนเลยจะเป็คนที่ไม่ควรประมาทเหมือนที่โม่เสวี่ยิ่เตือนไว้ เขาไม่เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์ถูกลักพาตัว โม่เสวี่ยถงจะสงบนิ่งอยู่ได้ นางเป็แค่เด็กสาวอายุสิบสาม จะมีสติปัญญาสักแค่ไหนกันเชียว
ยังจะให้โม่ฮว่าเหวินจ่ายเงินเป็ค่าไถ่ คิดว่าเขาเป็โจรชั่วลักพาตัวเพราะอยากได้เงินทองจริงๆ
ซือหม่าหลิงอวิ๋นแค่นเสียงเย็น มิได้เพ่งสมาธิไปที่โม่เสวี่ยถงอีก สตรีอ่อนแอไร้ทางสู้คนหนึ่งจะเล่นลวดลายอันใดได้นักหนา เขาหลับตาลงคำนวณระยะเวลาจากการเดินทาง ขอเพียงพ้นจากถนนสายนี้ไปได้ก็นับว่าปลอดภัยแล้ว อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่ว่ากลัวจะเกิดเื่ หากเมื่อครู่โม่เสวี่ยถงร้องให้คนช่วยั้แ่อยู่หน้าประตูวัง กว่าองครักษ์ที่ประตูวังจะตรวจสอบพบและส่งคนติดตาม ตนเองก็หนีไปไกลแล้ว
เื่ทำนองนี้มีแต่สร้างความเสียหายให้แก่สตรี เพียงแค่พาโม่เสวี่ยถงหายไปสัก่เวลาหนึ่ง แล้วใช้แผนวีรบุรุษช่วยโฉมงามโดยเข้ามาขวางด้านหน้ารถม้า ช่วยคนให้พ้นจากโจรลักพาตัวได้ หากตนเองยินดีแต่งโม่เสวี่ยถงที่เสื่อมเสียชื่อเสียงไปเป็ภรรยาเอก โม่ฮว่าเหวินย่อมซาบซึ้งใจ แม้แต่จวนฝู่กั๋วกงก็ยังนึกว่าตนเองเป็ผู้มีคุณธรรมยิ่งใหญ่ ต่อไปไม่ว่าโม่ฮว่าเหวินหรือสกุลลั่ว ตนเองย่อมใช้ประโยชน์ได้
หญิงงามในวันข้างหน้าไฉนจะหาอีกไม่ได้
…………………………………………………………………………………………………………..
[1] อิ่งจิ่ว หมายถึง ตำแหน่งองครักษ์เงาลำดับเก้า
