เล่มที่ 3 บทที่ 68 ความคิดตื้นเขิน
“คือว่าศิษย์น้องหลิน ช่วยอะไรข้าสักอย่างได้หรือไม่?” หลังจากเดินขึ้นแท่นประลองแล้ว หวังหลินที่ถือกระบี่กลับหัวกลับหางก็ได้เอ่ยถามหลินเฟยอย่างกล้าๆกลัวๆ
“หื้อ?” หลินเฟยหยุดชะงัก รู้สึกไม่คุ้นชินกับท่าทีแบบนี้ของหวังหลินเอาเสียเลย…
“ได้ยินมาว่าเ้าสนิทกับศิษย์พี่ซ่งจากหุบเขาเทียนสิงสินะ” อย่างไรก็ตามหวังหลินก็เป็ศิษย์สายใน จึงพอได้ยินเื่ที่ผาปากเหยี่ยวมาบ้าง
หลินเฟยใช้เวลาพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก็เพราะทั้งสองเป็คู่ปรับกันมาั้แ่ตอนเป็ศิษย์สายนอก จะเรียกว่าสนิทก็ย่อมได้ คิดได้ดังนั้นก็พยักหน้าตอบรับ
“ก็นิดหน่อย”
“เยี่ยมไปเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าต้องช่วยข้านะ…” หวังหลินพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาดีใจจนแทนะโเข้ามากอดหลินเฟยเลยทีเดียว
“ช่วยอธิบายกับศิษย์พี่ซ่งทีสิ ว่าเมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
“ไม่ได้ตั้งใจอะไร?”
“ข้ารู้ดีว่าการถีบคนแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง ถือเป็การไม่ไว้หน้าศิษย์พี่ซ่ง แต่เ้าต้องเชื่อข้านะ ข้าเองก็ไม่อยากทำแบบนั้น แต่พลังปราณในตัวมันไม่เหลือแล้วจริงๆ ไม่มีแรงแม้แต่จะสะบั้นกระบี่ได้ อีกอย่างข้าเองก็ไม่กล้าสะบั้นกระบี่ใส่ศิษย์พี่ซ่งหรอก…”
“…” เมื่อเห็นท่าทีประหม่าของหวังหลินแล้ว ใจหลินเฟยก็อยากจะเอามือไปทาบหน้าผากอีกฝ่ายดูเหลือเกิน หรือว่าเ้านี่จะเป็ไข้จนสมองเลอะเลือนไปเสียแล้ว…
‘กินยาผิดสำแดงมาหรือ?’
‘วันก่อนก็เพิ่งถีบซ่งเทียนสิงตกแท่นประลอง พอมาวันนี้กลับกลัวจนตัวสั่น หมายความว่าอย่างไร?’
‘หากกลัวจริง แล้วทำไมไม่ยอมแพ้ไปเล่า?’
“คือว่า…” หวังหลินเกาหัว ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าแสนกระดากอาย
“ข้าติดค้างหินิญญาศิษย์พี่ซ่งอยู่เจ็ดสิบสามก้อนน่ะ…”
“บ้าเอ๊ย!”
หลินเฟยคิดมาตลอดว่าทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยน คนที่ไส้แห้งและยังมีความคิดตื้นเขินที่สุดจะมีแค่อาจารย์เขาคนเดียวเท่านั้น…
เมื่อเจอหวังหลินถึงได้รู้ว่า…
‘คนคนนี้ต่างหากล่ะ ที่ทั้งไส้แห้งและมีความคิดตื้นเขินที่สุด แค่ติดค้างหินิญญาเจ็ดสิบสามก้อนก็กลัวจนตัวสั่น นี่เ้าซ่งเทียนสิงทำบาปทำกรรมอะไรไว้เนี่ย…’
‘พอดูหวังหลินดีๆ เ้านี่ก็คงจะแร้นแค้นอย่างว่าจริงๆนั่นแหละ’
อันที่จริงหลินเฟยเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ‘ช่วยไม่ได้...ใครใช้ให้มีตาเฒ่านั่นเป็อาจารย์ในชาตินี้กันเล่า…’
แม้จะไม่ได้ร่ำรวย อย่างน้อยก็ไม่ขัดสนถึงขนาดหวังหลิน…
ดูแค่ภายนอกก็พอจะรู้แล้ว…
ชุดนักพรตสีหม่นเทาที่สวมอยู่ ดูท่าคงจะผ่านการใช้งานมาหลายปี มันถูกซักซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขาวซีด บางจุดยังมีรอยปะชุนอีกด้วย ทั้งตัวไม่มีกระแสไอิญญาแม้แต่นิดเดียว ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าทั้งตัวเขาคงไม่มีอาวุธล้ำค่าอะไร สิ่งเดียวที่พอจะมีราคาก็คงจะเป็กระบี่สีดำในมือ ทว่าหมอกดำที่ปกคลุมกระบี่นั่นก็ส่อแววชั่วร้ายจนเกินไป ต่อให้กระบี่นั่นถูกโยนไว้ข้างทาง ก็คงไม่มีใครเอาไปหรอก…
‘ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็ศิษย์สายในที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แล้วเหตุใดถึงมีสภาพแร้นแค้นเช่นนี้?’
“รู้แล้วๆ วันหลังจะช่วยพูดให้แล้วกัน…”
“ขอบคุณมากๆ ถ้าอย่างนั้นมาเริ่มกันเถอะ” หวังหลินตวัดกระบี่ดำในมือทำท่าเตรียมตั้งรับอย่างเช่นผู้บำเพ็ญกระบี่ทั่วไป ทว่าอยู่ดีๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อ้อ จริงสิ ไหนๆเ้าก็จะช่วยคุยกับศิษย์พี่ซ่ง ข้าก็ควรตอบแทนสิ ถึงจะถูก แต่ว่างานศิษย์สายตรงนี้สำคัญมาก ได้ยินมาว่าหากได้เป็ศิษย์สายตรงล่ะก็ จะมีเบี้ยเลี้ยงเป็หินิญญาหนึ่งพันก้อนทุกเดือนเชียวนะ ฉะนั้นข้า…”
“…” หลินเฟยลูบจมูก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ดูๆแล้วความหมายของศิษย์สายตรงกับศิษย์สายในสำหรับหวังหลิน คงจะต่างกันแค่หินิญญาหนึ่งพันก้อนกระมัง
“เริ่มกันเถอะ!”
“หลินเฟยตวัดกระบี่หงส์คำรนขึ้นตั้งท่าเตรียมรับ”
ทันใดนั้นก็เกิดเื่ประหลาดขึ้น…
ขณะที่กุมกระบี่อยู่ หลินเฟยเองก็พอจะรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะหลังจากโคจรพลังปราณใส่กระบี่แล้ว เปลวไฟที่ควรจะลุกโชนกับสงบนิ่งราวกับหลับใหล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่สงสัยอยู่นั้น หลินเฟยก็โคจรพลังเข้าไปเพิ่มอีก
จากนั้นก็เกิดะเิจนเสียงดังกัมปนาทขึ้นมาทันที เปลวไฟของกระบี่หงส์คำรมที่สงบนิ่งก็ลุกโชนขึ้นมาโดยพลัน…
“บ้าเอ๊ย…” ถึงแม้พลังของกระบี่คู่กายจะไม่ทำร้ายเ้าของ แต่หากมันะเิขึ้นมาแบบนี้ หลินเฟยเองก็ตั้งรับไม่ทันเหมือนกัน…
และแล้วเวลาเพียงชั่วครู่นี้เอง ก็กลายเป็ช่องโหว่ของเขาเสียแล้ว…
ไม่นานก็ได้ยินเสียงโลหะแหวกอากาศตามมา กระบี่สีดำในมือหวังหลินที่รายล้อมไปด้วยหมอกสีดำ กำลังพุ่งตรงมาที่หลินเฟย
หากเป็ผู้บำเพ็ญคนอื่นก็คงจะพลาดท่าไปแล้ว แต่โชคดีที่เป็หลินเฟย เพราะในชาติที่แล้วหลินเฟยอาศัยอยู่ที่หอดาบนานถึงยี่สิบปี ต่อให้ไม่อาจบรรลุขั้นย่างหยวนได้ เขาก็ยังคงมีความรู้และสายตาอันหลักแหลมอยู่ดี แม้จะเป็คนระดับหลินปั้นหูก็ยังต้องเอ่ยปากชม
กระบี่ที่พุ่งมาแม้จะรวดเร็วเพียงใด แต่หลินเฟยเองก็ว่องไวพอที่จะต้านทานได้ เพียงพริบตาเดียวเปลวไฟจากกระบี่หงส์คำรนก็ผนึกกระบี่ดำเอาไว้ได้…
เพียงเวลาไม่นานเท่านั้น ทั้งคู่ก็ผลัดกันรับผลัดกันสู้ไปกว่าสิบกระบวนท่า
ลำแสงสีแดงดำ สว่างวาบแปรเปลี่ยนไปตามกระบวนท่าของคนทั้งคู่ บนแท่นประลองมีเสียงโลหะกระทบกันดังไม่ขาดสาย หลินเฟยยังคงทำเหมือนเช่นเคย เขาใช้เคล็ดวิชากระบี่ต่างๆเข้าต้าน ทำให้การประลองน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลย…
ด้านหวังหลินเองกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ั้แ่ต้นจนจบเขาใช้เพียงวิชากระบี่ัเหิน ที่ดูเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเท่านั้น ทำให้เหล่าศิษย์ที่ชมการประลองเอนเอียงสนใจฝั่งหลินเฟยมากกว่า เพราะกระบวนท่าที่แสนแพรวพราว ผู้ชมเองต่างพากันดูการประลองอย่างตื่นตาตื่นใจ
คงมีแค่หลินเฟยเท่านั้นที่รู้ว่าภายใต้การประลองที่มีสีสันเช่นนี้ กลับทรมานเจียนตาย…
ความร้ายกายของกระบี่ดับโชคดูจะรุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก…
เมื่อโชคลาภถูกดับ จึงเกิดเื่ติดขัดมากมาย มีหลายครั้งที่พบจุดอ่อนของคู่ต่อสู้แล้วแท้ๆ แต่พอจะลงมือกลับถูกบางอย่างขัดขวาง พอหันกลับมาอีกที อีกฝ่ายก็บุกเข้ามาแล้ว
ทั้งสองสู้กันไม่ถึงร้อยกระบวนท่า แต่หลินเฟยกลับสับเปลี่ยนใช้เคล็ดวิชาต่างๆไปเสียมากมาย
ในสายตาคนนอกอาจจะเหมือนการประลองครั้งก่อนๆ ที่เปลี่ยนเคล็ดวิชาไปมา ทั้งน่าสนใจและน่าตื่นเต้น…
แต่หลินเฟยรู้ดีว่าครั้งนี้ต่างออกไป
ก่อนหน้านี้ที่สลับเคล็ดวิชาไปมา ก็เพื่อจะหาจุดอ่อนของวิชาคู่ต่อสู้
ทว่าครั้งนี้…
กลับเปลี่ยนเพราะถูกหวังหลินไล่ต้อน จึงจำเป็ต้องสับเปลี่ยนเคล็ดวิชากระบี่ไม่หยุด เมื่อใดที่หยุดขึ้นมา เขาจะต้องแย่แน่ๆ..
‘ช่วยไม่ได้แฮะ เื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะเหลือเกิน…’
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
