ติงเหว่ยไม่ใช่คนขี้เหนียว ถ้าเจอผ้าที่เหมาะสมก็จะแบ่งให้ทุกคน คนละสองสามผืน รวมทั้งเครื่องประดับเงินที่ทำอย่างประณีตก็ให้ทุกคนคนละชุด แม้แต่เด็กอย่างต้าหวาและเอ้อร์หวาก็ยังได้คนละชุด
เดิมทีเฉิงเหนียงจื่อยังเสียดายไม่อยากหยิบออกมาใส่ แต่เมื่ออวิ๋นอิ่งหาโอกาสมาคุยกับนาง นางก็รีบโต้รุ่งตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้ทั้งสามคนในครอบครัวจนเสร็จเรียบร้อยทันที
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว เหล่าเ้านายทุกคนล้วนเป็คนมีฐานะ ถึงพวกนางที่เป็บ่าวจะไม่สามารถทำให้เ้านายดูดีขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เก่าทรุดโทรมจนทำให้เ้านายเสียหน้าเช่นกัน
ตังกุยกับคนอื่นๆ ก็เข้าใจถึงเหตุผลนี้ดี อวิ๋นหยาก็ยิ่งดีใจที่ได้ทำงานเย็บปักถักร้อยถึงขั้นเย็บเสื้อผ้าให้เฉิงเถียหนิวด้วยหนึ่งตัว ทำให้ทุกคนล้อนางไม่หยุด
วันนั้นเดิมทีก็เป็เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีผู้ดูแลจอมเชื่องช้าจากบ้านผู้ใดไม่รู้ส่งกล่องของเล่นเล็กๆ เข้ามา ข้างในมีม้าตัวน้อยๆ ที่เหมือนจริง มีนกอินทรีที่ขยับปีกได้ และที่แปลกที่สุดคือตุ๊กตาเสือที่ทำจากหนังเสือจริงๆ แม้แต่หนวดยังเป็หนวดเสือจริง ดวงตาก็ฝังด้วยหินตาแมว เวลาดูเผินๆ เหมือนลูกเสือตัวเป็ๆ ไม่มีผิด
อันเกอเอ๋อร์ดีใจมาก เขาคว้าตุ๊กตาเสือมากอดไว้แน่นจนแทบจะไม่ยอมปล่อย เอ้อร์หวาก็ชอบมากเช่นกันจนต้องเดินวนไปมาอยากจะจับบ้าง แต่ทุกครั้งที่เอื้อมมือไปจับก็โดนแม่เขาตี สุดท้ายก็ทำได้แค่เบะปากด้วยความน้อยใจ
ติงเหว่ยเพิ่งกลับมาจากห้องครัวเห็นเข้า ก็เลยถลึงตาใส่เฉิงเหนียงจื่อแล้วพูดตำหนิว่า “ต่างก็เป็เด็กๆ กันทั้งนั้น ก็แค่ชอบของแปลกใหม่เท่านั้นเอง ให้เอ้อร์หวาเล่นสักครู่หนึ่งจะเป็อะไรไปล่ะ?”
พอพูดจบนางก็ดึงอันเกอเอ๋อร์มาคุยด้วยเหตุผลกับเขาว่า “ลูกแม่ ปกติลูกก็แย่งของเล่นของเอ้อร์หวาไปไม่น้อย แม่นมของลูกก็อุ้มลูกไว้ตลอด ตอนนี้พอได้ของเล่นน่าสนุกมา เอ้อร์หวาก็ชอบเหมือนกัน ลูกเองก็ควรจะแบ่งให้เขาเล่นบ้างไม่ใช่หรือ?”
แต่อันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะอายุเพียงขวบกว่าๆ เขาจะไปฟังเข้าใจได้อย่างไร เขาก็กอดตุ๊กตาเสือไว้แน่นไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยมือ ยิ่งกว่านั้นยังหัวเราะไปกัดจมูกเสือไปอีก
เอ้อร์หวาอายุมากกว่าอันเกอเอ๋อร์แค่ไม่กี่เดือน ปกติจะถูกแม่คอยสั่งสอนให้เอาใจใส่เ้านาย เขาเองก็เข้าใจและมีวินัยมาก แต่วันนี้ไม่รู้เป็อะไร ถึงได้อยากอุ้มเสือตัวนี้เป็พิเศษ ครั้นเมื่อเห็นเ้านายไม่ยอมแบ่งให้ก็เบะปากร้องไห้ออกมา
เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมา เฉิงเหนียงจื่อไม่ยอมให้ลูกเล่นจนแสดงอารมณ์งอแงออกมา แม้เ้านายจะดีกับครอบครัวนางแค่ไหน พวกนางก็ยังเป็บ่าว คนเป็บ่าวต้องทำตัวเป็บ่าว จะไปแย่งของกับเ้านายได้อย่างไรกัน?
“เพี๊ยะ เพี๊ยะ!” เฉิงเหนียงจื่อที่ปกติใจดีก็ทนไม่ไหว นางยกมือตบหน้าลูกชายสองที แล้วคุกเข่าลงขอโทษ “แม่นาง ล้วนเป็ความผิดของบ่าวเองที่สอนลูกไม่ดี บ่าวจะพาเขากลับไปสั่งสอนเดี๋ยวนี้”
ติงเหว่ยเองก็เห็นเอ้อร์หวามาั้แ่เล็ก เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่ถูกตบจนแดงแต่ไม่กล้าร้องออกมา เห็นได้ชัดว่าเด็กใมาก นางจึงรีบดึงเขามาข้างหน้าตนเองและลูบหลังเบาๆ พลางบ่นเฉิงเหนียงจื่อไปว่า “เด็กเล็กขนาดนี้จะไปรู้เื่อะไร? เด็กบ้านไหนก็อยากแย่งของเล่นกันทั้งนั้น ในกล่องยังมีอีกตั้งหลายชิ้น หยิบเอาออกมาเล่นด้วยกันก็ได้แล้ว”
ตังกุยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบก้มลงไปค้นของในกล่อง หาของที่มีสีสันสดใสไม่ว่าจะเพื่อเอาใจเอ้อร์หวาหรือให้คุณชายน้อยยอมทิ้งตุ๊กตาเสือก็ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายแบบนี้
ทว่านางค้นไปได้ไม่นานจมูกของนางก็ขยับไปมา แล้วจู่ๆ ก็หยุดมือทันที
ติงเหว่ยเพิ่งจะปลอบเอ้อร์หวาเสร็จและกำลังจะวางเด็กทั้งสองลงบนเตียงเพื่อเล่นกับเสือด้วยกัน แต่คิดไม่ถึงว่าตังกุยจะพุ่งตัวเข้ามาแย่งตุ๊กตาเสือตัวนั้นไปจากมือของอันเกอเอ๋อร์
อันเกอเอ๋อร์ที่กำลังจะส่งไปให้เอ้อร์หวานึกไม่ถึงว่าจะโดนคนอื่นแย่งไปอย่างกะทันหัน เขาจึงเกิดอารมณ์โมโหอีกรอบ อ้าปากและร้องไห้ดังลั่น
ทุกคนต่างมองไปที่ตังกุยด้วยความสงสัยว่าจู่ๆ นางเป็อะไรขึ้นมา ปรากฏว่าเห็นนางหน้าซีดแล้วรีบเอาตุ๊กตาเสือรวมถึงของเล่นทั้งหมดใส่กล่องและปิดไว้ข้างในอย่างแ่า
ตอนนี้ต่อให้จะเป็คนโง่เขลาก็รู้แล้วว่าของเล่นพวกนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ แต่ตังกุยก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้น นางพยายามฝืนยิ้มแล้วบอกว่า “แม่นาง ของเล่นพวกนี้มีกลิ่นเหม็นอับด้วยนะ ไม่รู้ว่าโดนความชื้นไปบ้างหรือเปล่า เอาไปตากแดดก่อนดีกว่า คุณชายน้อยจะได้ไม่ต้องได้กลิ่นเหม็นอับ”
“เอาไปเถอะ กลิ่นเหม็นอับนี่ล้างออกยาก มิสู้ทิ้งไปเสียจะดีกว่า” ติงเหว่ยพูดพลางโบกมือด้วยใบหน้าเ็า สุดท้ายก็ก้มลงกอดลูกชายที่กำลังโกรธ ค่อยๆ ลูบหลังเขาเพื่อปลอบโยน และไม่พูดอะไรอีก
มือของเฉิงเหนียงจื่อสั่นระริก นางดึงเอ้อร์หวาเข้ามาใกล้ตัว จากนั้นก็ถอยออกไปพร้อมกับทุกคน
“ลูกแม่ แม่ทำผิดไปแล้วหรือเปล่า? ถ้าหากเลี้ยงลูกในบ้านไร่บ้านนา ถึงแม้จะกินอยู่ลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงแบบนี้” ติงเหว่ยอุ้มลูกชายขึ้นมามองใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของลูก แล้วน้ำตาของนางก็ไหลพรากลงมา “ลูกจ๋า แม่กลัว แม่กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกในสักวัน แม่กลัวว่าจะปกป้องลูกไม่ได้! ลูกเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของแม่ แม่จะไม่มีวันยอมเสียลูกไปเด็ดขาด...”
เ้าเด็กอ้วนที่กำลังร้องไห้ด้วยความน้อยใจ จู่ๆ ก็เห็นท่านแม่ตนเองร้องไห้ด้วย จึงใเบิกตาโต ในสมองเล็กๆ คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบดึงกระเป๋าเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ที่เอวของตนเองออกมายื่นให้ท่านแม่
ติงเหว่ยเปิดกระเป๋าออกก็เห็นปิ่งกัน [1] เล็กๆ อยู่ข้างในหลายชิ้น เ้าเด็กอ้วนยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขาหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาใส่ปากท่านแม่ ในใจเล็กๆ ของเขานั้นคิดว่าขนมนี้คือของโปรดของเขา ท่านแม่ก็น่าจะชอบเหมือนกัน ถ้าแม่ได้กินแล้วคงจะหยุดร้องไห้ได้
ติงเหว่ยอ้าปากรับปิ่งกันแล้วยื่นอีกชิ้นใส่ปากลูกชาย สองแม่ลูกยังมีคราบน้ำตาอยู่บนหน้า แต่ปากก็เคี้ยวขนมจนแก้มพองเต็มไปหมด ไม่นานขนมในกระเป๋าก็หมดเกลี้ยง
ติงเหว่ยหยิบผ้ามาเช็ดปากให้ลูกชาย แล้วจูบหน้าผากเขาแรงๆ หนึ่งที สีหน้าของนางเหลือเพียงความมุ่งมั่นและก็ยังแฝงความหนักใจไว้เล็กน้อย
“ลูกไม่ต้องห่วงนะ แม่จะไม่ี้เีอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่ก็จะปกป้องลูกเอง!”
เ้าเด็กอ้วนไม่รู้เลยว่าแม่ของเขาเพิ่งจะกลืนความอ่อนแอและความอดทนเสี้ยวสุดท้ายลงไปพร้อมกับปิ่งกันเมื่อสักครู่ จากนี้ไปนางจะเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะตาต่อตาฟันต่อฟันกับทุกคน…
พอตังกุยออกจากกระโจมก็รีบแบกกล่องของเล่นเดินตรงไปที่กระโจมของซานอีทันที ส่วนคนที่เหลือหลังจากปรึกษากันก็ให้จวี๋เกิ่งและเหลียนเชี่ยวเฝ้าอยู่หน้ากระโจมเผื่อเ้านายมีคำสั่งอะไร ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบวิ่งตามไปยังกระโจมของซานอีแล้วเบียดกันเข้าไปจนเต็มกระโจม
ซานอีกำลังบดผงยากับต้าหวาอยู่ พอเห็นตังกุยเดินเข้ามา ตาของเขาก็เป็ประกายด้วยความดีใจ แต่พอมองเห็นชัดๆ ว่าไม่ใช่หญิงสาวที่เขารักก็เปลี่ยนเป็ผิดหวังทันที
ตังกุยไม่มีเวลาที่จะอธิบายเื่ของอวิ๋นอิ่ง นางวางกล่องลงบนพื้นแล้วพูดว่า “พี่ซาน พี่รีบตรวจดูของพวกนี้หน่อยว่ามันปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือเปล่า ข้าได้กลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก”
ซานอีสงสัย เขาแสดงอาการไม่พอใจเล็กน้อยแล้วบ่นว่า “ถ้ามันปนเปื้อนสิ่งสกปรกก็ล้างสิ จะยกมาหาข้าที่นี่ทำไม?”
ตังกุยร้อนใจจนแทบจะะโ นางเปิดฝากล่องขึ้นแล้วะโว่า “นี่เป็ของที่ส่งมาให้คุณชายน้อย พี่ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ว่ามีคนพยายามจะทำร้ายคุณชายน้อย!”
“เ้าว่ายังไงนะ?” ก่อนที่ซานอีจะทันได้ตอบ ผู้าุโเหว่ยที่ผ่านมาพอดีก็วิ่งเข้ามาเป็คนแรก เขารีบพุ่งมาที่กล่องและหยิบของเล่นแต่ละชิ้นขึ้นมาดมกลิ่น แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็บึ้งตึง “ของนี่ใครส่งมา? ของทุกชิ้นล้วนชุ่มไปด้วยพิษของหญ้าร้อยวัน นี่มันช่างอำมหิตจริงๆ!”
เฉิงเหนียงจื่อและอวิ๋นหยาต่างยังคงงุนงง แต่ซานอีและตังกุยสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ทั้งคู่โกรธจนกัดฟันกรอด “เราจะต้องรายงานเื่นี้ให้ท่านแม่ทัพทราบและตามสืบให้ถึงที่สุด!”
เฉิงเหนียงจื่อนึกถึงตุ๊กตาเสือที่คุณชายน้อยกอดไว้นานแล้วก็หวาดกลัว นางรีบถามด้วยเสียงสั่นเทา “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า คุณชายน้อยจะไม่เป็อะไรใช่ไหม?”
ตังกุยโบกมือไปมา นางเองก็ยังหวาดกลัว “หญ้าร้อยวันเป็พิษที่ออกฤทธิ์ช้า ถ้าััเพียงวันสองวันก็อาจไม่เป็ไร แต่ถ้าอยู่ใกล้นานๆ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ สุดท้ายก็ซูบผอมจนเหลือแต่กระดูก โดยไม่ทราบสาเหตุของโรคและ...ตาย!”
เฉิงเหนียงจื่อใกลัวจนถึงขีดสุด นางกอดลูกแน่นขึ้น “นี่มันอำมหิตเกินไปแล้ว ทำไมแม้แต่เด็กก็ยังต้องทำร้ายด้วย!”
ซานอีย่อตัวลงเพื่อคัดของเล่นชิ้นอื่นๆ ขึ้นมาดม แล้วคอยส่งให้ต้าหวาดมด้วยเช่นกัน สุดท้ายเขาก็พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เพราะคุณชายน้อยไม่ใช่เด็กธรรมดา เขาเป็ลูกชายคนเดียวของท่านแม่ทัพ และเป็ผู้ปกครองแห่งซีเฮ่าในอนาคต!”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็เงียบไป
“ท่านผู้าุโ รบกวนท่าน... หืม?” ซานอีกำลังจะขอให้ท่านผู้าุโเหว่ยช่วยตรวจสอบของที่ถูกส่งมาให้คุณชายน้อยอีกครั้ง แต่กลับพบว่าผู้าุโเหว่ยหายตัวไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องรีบไปสืบหาตัวคนที่วางยาพิษอย่างแน่นอน
ซานอีรีบสั่งคนอื่นๆ ว่า “อย่าแพร่งพรายเื่นี้เป็อันขาด ของเหล่านี้เก็บไว้ที่นี่ พวกเ้าทุกคนกลับไปปรนนิบัติรับใช้เ้านายตามปกติ!”
หลังจากพูดจบ เขาก็รีบวิ่งออกไปทันที
ตังกุยและคนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างเงียบๆ แล้วกลับไปยังกระโจมของพวกเขา ข้างๆ กันนั้นมีกระโจมเล็กๆ ที่ใช้เป็ห้องครัว มีไอควันสีขาวเล็ดลอดออกมาจากช่องประตู กลิ่นหอมของโจ๊กลอยเข้าจมูกของทุกคนอย่างเย้ายวน
ตังกุยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในครัว ไป๋จู๋ที่ไม่รู้ถึงเหตุการณ์อันตรายเมื่อครู่ นางเห็นตังกุยเข้ามาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่า พี่สาว คุณชายน้อยหิวแล้วใช่ไหม? อาหารพร้อมแล้ว!”
ตังกุยพยักหน้า นางคิดแล้วก็ดึงตัวไป๋จู๋เข้ามาใกล้และสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ปกติแล้วเ้าควรอยู่ใกล้ครัวให้มากๆ จำไว้ว่าอาหารทุกอย่างของเ้านายห้ามให้คนนอกแตะต้อง ต้องระมัดระวังเป็พิเศษ!”
ไป๋จู๋ฟังแล้วเกิดความสงสัยจึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ? คนนอกที่ว่าคือทุกคนที่ไม่ใช่พวกเราใช่ไหม?”
ตังกุยกระซิบคำพูดไม่กี่คำใส่หูของไป๋จู๋ ทำให้สีหน้าของนางซีดเผือดด้วยความโกรธ “ช่างน่ารังเกียจจริงๆ! พี่ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะดูแลที่นี่อย่างเต็มที่แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!”
ตังกุยกำลังจะพูดอะไรอีก แต่กลับเห็นต้าหวาเดินเข้ามาเมื่อไรก็ไม่รู้ เขาถือถ้วยเล็กๆ และตะเกียบหนึ่งคู่ในมือ เขาลองชิมอาหารแต่ละอย่าง โดยเฉพาะโจ๊กและไข่ตุ๋นของคุณชายน้อยที่เขาชิมอย่างพิถีพิถันอยู่นาน
ไป๋จู๋เห็นแล้วใจะอ้าปากดุ แต่กลับถูกตังกุยห้ามไว้ “เด็กคนนี้รู้หน้าที่ดี ต่อไปเกรงว่าเขาคงจะต้องมาที่นี่บ่อยๆ”
ไป๋จู๋คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจหลายส่วน จากนั้นก็พยักหน้าอย่างขึงขัง
เมื่อกลับมาที่กระโจมพร้อมกับอาหารกลางวัน ตังกุยเห็นติงเหว่ยกำลังอุ้มลูกน้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะ โดยมีหนังสือ “ตำราพิษ” เล่มหนาวางอยู่ข้างๆ ซึ่งอ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้ว ตังกุยกลอกตาด้วยความกังวล ไม่กล้าพูดอะไรมาก นางเดินไปและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นาง ได้เวลากินอาหารแล้วเ้าค่ะ คุณชายน้อยคงจะหิวแล้ว”
ติงเหว่ยพยักหน้าแล้วดันหนังสือไปด้านข้าง เฉิงเหนียงจื่อที่ปกติไม่ค่อยเสียมารยาท รีบเข้ามาตักโจ๊กเนื้อใส่ชามให้แล้วพูดพร้อมยิ้มอย่างฝืนๆ ว่า “แม่นาง เอ้อร์หวาร้องหิวั้แ่เมื่อครู่แล้ว ขอให้เขากินรองท้องสักสองสามคำก่อนนะเ้าคะ?”
หลังจากพูดจบนางก็พยายามจะป้อนโจ๊กร้อนๆ ให้ลูกชาย แต่เพราะมือที่สั่นเทาอย่างหนัก ทำให้ป้อนไม่ได้สักที
-----------------------------------------
[1] ปิ่งกัน 饼干 หมายถึง คุกกี้
