ส่วนทางด้านกองทัพก็เข้าไปช่วยงานบริษัทของภาคภูมิ สร้างความภูมิใจให้กับชายกลางคนเป็อย่างมาก เขาแนะนำกองทัพให้กับพนักงานทุกคนรู้จัก ในขณะที่ชายหนุ่มตั้งใจทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อทยอยเก็บเงินเข้าบัญชีตัวเองทุกเดือน เขาเก็บแม้แต่เศษเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เคยคิดว่าไม่มีค่า เพื่อสะสมรอวันไถ่ตัวปลายฝนกลับคืนมา
“คุณกองทัพน่ารักเป็บ้าเลยว่ามะ ลูกชายเ้าของบริษัทด้วย เธอสนใจไหม ดูขยันขันแข็งดีนะ”
“ต่อให้ฉันสนใจเขา เขาก็ไม่แลพนักงานต่ำต้อยอย่างฉันหรอก นั่นลูกเ้าของบริษัทนะยะ”
“เออ..ลืมไป ว่าเธอมีผัวแล้ว”
“เดี๋ยวตีปากแตก” พนักงานสองคนเหล่ตามองไปยังกองทัพแล้วหันมากระซิบกระซาบกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่ชายหนุ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกพูดถึง แต่เขาหาได้สนใจ ยังคงตั้งใจทำงานต่อด้วยความมุ่งมั่น
“กองทัพพักก่อน ไปทานข้าวกลางวันกับพ่อเถอะ” ภาคภูมิเดินมาชวนกองทัพออกไปยังห้องอาหาร ปล่อยให้พนักงานมองตามชายหนุ่มเป็สายตาเดียวกันด้วยความชื่นชม
“ได้ข่าวปลายฝนบ้างไหม” กองทัพวางช้อนลงแล้วส่ายศีรษะไม่ตอบคำถามบิดา พร้อมความผิดที่ฝังแน่นในความรู้สึก ที่เป็ต้นเหตุ ทำให้พี่สาวต้องไปกับเ้าหนี้ใจร้ายอย่างธไนย
“พ่อตามหาปลายฝนจนทั่ว ไม่รู้ว่าไปหลบอยู่ที่ไหน มหาลัยก็ไม่ได้ไปเรียน เงินที่พ่อฝากให้ก็ไม่ยอมกดใช้ เพิ่งรู้ว่าปลายฝนนิสัยเหมือนแม่จริง ๆ ก็วันนี้แหละ” กองทัพขมวดคิ้ว พลางเลื่อนสายตามองบิดา ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามบางอย่าง
“ผมถามอะไรพ่ออย่างได้ไหม” ภาคภูมิเลื่อนสายตามองลูกชาย ก่อนที่กองทัพจะใช้ช้อนเลื่อนไปตักอาหารมาใส่จานช้า ๆ
“พ่อรักพี่ปลายฝนบ้างไหม” คำถามของกองทัพคล้ายกับมีดเล่มเล็ก ทิ่มแทงหัวใจของชายวัยกลางคน ให้รู้สึกเ็ปจนยากจะอธิบายได้ เมื่อกองทัพเห็นภาคภูมินิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม เขาจึงอาศัยเวลานี้ ตัดสินใจพูดความจริงบางอย่าง
“พี่ปลายฝนรักพ่อมากเลยนะ บางทีเขาอาจจะรักพ่อมากกว่าผมด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มก้มหน้าเขี่ยอาหารในจาน แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่ปลายฝนเป็คนน่าสงสาร ไม่มีแม่มาั้แ่เกิด ความรักจากพ่อก็ไม่เคยได้ัั พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้พ่อไม่สบายใจมาเสมอ กลัวว่าพ่อจะเสียใจ” อยู่ ๆ น้ำตาของภาคภูมิก็ไหลรินลงอาบแก้ม ก่อนเขาจะรีบปาดออก ด้วยกลัวว่ากองทัพจะเห็นความอ่อนแอนั้น
“พี่ปลายฝนบอกกับผมหลายครั้งแล้ว ว่าถ้าเรียนจบเธอจะไม่อยู่บ้านเรา เพราะไม่อยากให้พ่อต้องลำบากใจ”
“....” ภาคภูมินั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้กองทัพระบายความจริงออกมาจนหมด ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอื้อมมาจับมือบิดาแน่น
“ผมจะทำทุกอย่าง เพื่อพาพี่ปลายฝนกลับบ้านของเรา พ่อไม่ต้องห่วงนะ ยังไงซะผมจะไม่ยอมเสียพี่สาวของผมไป”
“แกทำเหมือนรู้ ว่าปลายฝนอยู่ที่ไหน” กองทัพเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย แล้วทำทีเปลี่ยนเป็เื่อื่น
“ผมไม่รู้หรอก”
“ถ้ายัยฝนรู้ว่าแกเปลี่ยนไปแล้ว และเป็เด็กดีขนาดนี้ พี่แกก็คงดีใจไม่น้อยเลยล่ะ”
“ถ้าพี่ปลายฝนรู้ ว่าพ่อเป็ห่วงขนาดนี้ พี่ปลายฝนก็คงดีใจมาก ๆ เหมือนกัน” ทั้งสองยกยิ้มให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทว่าภายใต้รอยยิ้มของกองทัพ ยังคงแฝงความรู้สึกผิดเอาไว้อยู่ตลอดเวลา
ในบ้านหลังใหญ่ของธไนย ปลายฝนช่วยป้านุชทำกับข้าวอยู่ในครัว ก่อนที่จะรู้สึกคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก
“เป็อะไร” ป้านุชเห็นท่าพะอืดพะอมของหญิงสาวผิดสังเกต จึงเดินเข้ามาถาม
“รู้สึกเวียนศีรษะบอกไม่ถูกค่ะ และอยากอาเจียนด้วย” หลังจากพูดจบปลายฝนก็รีบวิ่งไปยังอ่างล้างจานแล้วอาเจียนออกมาในทันที ทำให้ป้านุชรีบวางมือจากอาหาร แล้วเข้าไปลูบหลังหญิงสาว
“เป็มานานหรือยัง”
“ฝนรู้สึกเพลียมาเป็อาทิตย์แล้วค่ะ นอนยังไงก็ไม่เต็มอิ่ม”
“...” แม่บ้านได้ยินดังนั้น จึงรีบหันไปหยิบทิชชูยื่นให้ แล้วไม่พูดอะไรต่อ
“ดูอาการอีกสักวันสองวัน ถ้าไม่ดีขึ้นฉันจะบอกคุณไนยให้พาไปหาหมอ”
“ไม่ต้องรบกวนคุณไนยหรอกค่ะ ฉันไปหมอเองได้” แม่บ้านได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าไม่พูดอะไรต่อ
อาการคลื่นไส้ของปลายฝนยังคงเป็อย่างต่อเนื่อง นับวันจะยิ่งหนักขึ้น จนถึงขนาดที่เหม็นกลิ่นน้ำหอมของธไนย เธอใช้มือปิดปากแล้ววิ่งไปอาเจียนหลังจากเขาเข้ามาในห้องนอน
“เป็อะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และเริ่มเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว
“กลิ่นน้ำหอมของคุณน่ะค่ะ ฉันอยากอาเจียน” ว่าแล้วหญิงสาวก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก พลันหันไปบอกให้ชายหนุ่มออกห่างจากเธอ เมื่อธไนยเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์ เขาออกจำใจออกจากห้องของปลายฝน แล้วเดินลงมายังชั้นล่าง เรียกหาแม่บ้านในทันที
"ป้านุช ป้านุช"
“คะ คุณไนย” เสียงแม่บ้านขานรับ
“ปลายฝนเป็อะไร ทำไมอาเจียนแบบนั้น”
“เอ่อ...เธอเป็มาเกือบอาทิตย์แล้วนะคะ ป้าก็ว่าจะบอกคุณไนยอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที แต่คุณไนยคะ อาการแบบนี้ ป้าว่ารีบไปตรวจก็ดีนะคะ”
“ทำไม”
“อาการเหมือนคนท้องเลยค่ะ”
“เป็ไปไม่ได้หรอกป้า ผมป้องกันอย่างดี”
“แต่ยังไงก็ต้องไปตรวจนะคะ อาการคุณปลายฝนเธอหนักขึ้นทุกวันเลย ทานอะไรไม่ได้ อ่อนเพลีย และก็เหม็นอาหารด้วย มันอาการคนท้องชัด ๆ เลยนะคะ”
“...” ธไนยยืนนิ่ง อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามแม่บ้านคนสนิท
“ตอนผมไม่อยู่ ปลายฝนออกไปไหนบ้างไหม”
“คุณฝนเธอออกไปซื้ออาหารค่ะ ออกไปสามครั้งต่ออาทิตย์”
