หลังจากอาบน้ำเสร็จดริวสวมชุดนอนที่แม่บ้านเตรียมเอาไว้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดด้วยความสงสัย มันน่าแปลกใจมากเพราะอาหารการกินและห้องนอน รวมทั้งชุดที่สวมใส่ ทุกอย่างล้วนถูกจัดเตรียมให้เป็อย่างดีเหมือนเขาเป็แขกไม่ใช่ลูกหนี้
“จะว่าไปไอ้ลุงมันเลี้ยงดูลูกหนี้ดีเหมือนกันนะ”
ดริวบ่นเบาๆ นอนพลิกตัวไปมาแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็นอนไม่หลับเสียที
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่กลางดึก เขาจึงแชทไปคุยกับหญิงสาวคนเมื่อวานเพื่อหวังสานสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้โกรธอะไรมากมาย เพียงพูดจาออดอ้อนปนหลอกล่อนิดหน่อยเธอก็ยอมพูดคุยตามปกติ หากพรุ่งนี้ไอ้ลุงมันให้ลูกน้องไปส่งตามที่ได้บอกไว้ เขาค่อยนัดเธอออกมาเจออีกครั้ง
เสียงท้องร้องโครกครากนั่นทำให้ดริวนอนชั่งใจอยู่สักพักว่าเขาควรออกไปหาอะไรมากินดีไหมเพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง แต่แล้วความหิวก็ชนะทุกอย่าง คือถ้ายังทนหิวต่อไปเขาคงนอนไม่หลับ
“โอ้ย !!! ทำไมต้องหิวตอนนี้ด้วยวะเนี่ย”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงอย่างหัวเสีย บ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ ก่อนเปิดประตูห้องนอนอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะมีใครได้ยิน เขาโผล่ใบหน้าหล่อออกไปด้านนอกก่อนหันมองซ้ายหันมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงเดินด้วยฝีเท้าที่แ่เบาไปยังห้องอาหารที่เคยนั่งทานมื้อเย็น แต่ทว่าเมื่อมาถึงกลับไม่มีตู้เย็นอย่างที่เขาคิดไว้ เขาจึงต้องเดินไปตามทางเดินเพื่อหาห้องครัว
“จะไปไหน ?”
เสียงดุดันของหลี่หยางถามขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกมาจากมุมอับของสายตาและชุดสีดำทำให้กลืนไปกับความมืด
“เห้ย ! ลุง”
ดริวสะดุ้งสุดตัวเพราะไม่คิดว่าจะเจออีกฝ่ายในระยะประชิด ขาเรียวเผลอเดินถอยหลังไปหลายก้าว ถ้าไม่มีเสียงเขาคงคิดว่าผี
“ฉันถามว่าเธอจะไปไหน บอกแล้วใช่ไหมว่าพรุ่งนี้ให้อี้เฉินไปส่ง ดูเหมือนฉันคงใจดีกับเธอมากไปสินะ”
หลี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงเ็าและดุดัน ก้าวเท้าเข้าหาเด็กหนุ่มช้าๆ
“เดี๋ยวลุง ! คือว่าผมไม่ได้คิดจะหนี ผมแค่…หิว เลยลงมาหาอะไรกิน แต่หาห้องครัวไม่เจอ”
ดริวรีบใช้สองมือเรียวดันอกแกร่งของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้ขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้ วินาทีนั้นทำให้เขาได้รู้ว่าหลี่หยางสวมเพียงแค่ชุดคลุมอาบน้ำสีดำเท่านั้น เพราะความใกล้ชิดทำให้เขาได้กลิ่นครีมอาบน้ำผสมกับกลิ่นกายหอมเย็นๆ ของร่างสูงที่เข้ากันอย่างลงตัว เด็กหนุ่มเผลอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า รู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูกแม้ว่าแรงกดดันจากอีกฝ่ายจะลดลง หัวใจของเขากำลังเต้นโครมครามไม่เป็จังหวะ
“หึ ตามมา”
หลี่หยางยิ้มเยาะออกมาก่อนปรายตามองเด็กปากดีที่เหมือนจะกลัว ร่างสูงเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาก้าวเท้าเดินนำไปยังห้องครัวที่อีกฝ่ายกำลังตามหา
“ลุงจะพาผมไปไหน ?”
“เธอจะไปห้องครัวไม่ใช่เหรอ หรืออยากเข้าห้องนอนกับฉันแทน ?”
หลี่หยางถามกลับโดยไม่ได้หันมองเด็กหนุ่มว่าตอนนี้กำลังทำหน้าตาอย่างไร
“ผมยังไม่ง่วง ไม่ได้อยากนอน”
เมื่อได้ยินคำพูดกำกวมที่ดูหื่นกามของร่างสูงตรงหน้า ดริวก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายไปเลย ไอ้ลุงมันหลงตัวเองฉิบหาย
ั้แ่ตอนนั้นที่เขาไปไล่จิ้งจกมโน เวลาผ่านไปเกือบ 6 ชั่วโมงเต็ม อย่าบอกนะว่าไอ้ลุงมันยังกินไอ้เด็กเมื่อครู่ไม่อิ่ม ถ้ายังเอาต่อได้อีกนี่โคตรอึดเลย เพราะเมื่อครู่ตอนที่เขาเดินลงจากห้องบังเอิญเห็นอี้เฉินพาเด็กหนุ่มนั่นขึ้นรถพอดี ถ้าไม่ผิดจากที่คิด อี้เฉินคงเป็คนไปรับไปส่งของเล่นระบายกามอารมณ์ให้กับเ้านาย
“ฉันก็ไม่ได้จะให้เธอนอน”
หลี่หยางบอกด้วยน้ำเสียงขำขัน ไอ้เด็กนี่มันคิดว่าเขาใจดีขนาดนั้นเลยหรือไง
“หื่นกามฉิบหาย”
เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แต่ทว่าหลี่หยางกลับได้ยินอย่างชัดเจน
“หึ พอดีฉันเพิ่งทำน้ำหกเลอะพื้นยังไม่ได้เรียกแม่บ้าน แต่ตอนนี้คิดว่าให้เธอทำแทนน่าจะดีกว่า หรือเธอคิดว่าฉันจะให้ทำอะไร ?”
“เอ่อ…”
เด็กหนุ่มถึงกับอ้าปากเหวอ กระพริบตาปริบๆ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใช้งานตนจริงๆ
“หน้าตาไม่ตรงสเปกอย่างเธอ ฉันไม่คิดพาไปเอาหรอกไม่ต้องดีใจ”
หลี่หยางว่าเสียงเรียบก่อนจะหยุดเดินเมื่อถึงห้องครัวพอดี เขาหันกลับมามองเด็กหนุ่มเล็กน้อย มุมปากหนาเหยียดยิ้มเพราะสีหน้าอีกฝ่ายชั่งตลกเสียจริง
“…”
ดริวถึงกับหน้าชาพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่าจะโดนร่างสูงพูดจาถากถางแบบนี้ แต่เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มที่ลูกน้องของอีกฝ่ายพามาเสิร์ฟถึงเตียงนั่น เขาสู้ไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาหรือแม้แต่สะโพกกลมกลึง จะว่าไปไอ้เด็กนั่นก็สเปกของเขาเหมือนกัน
“อยากทานอะไรก็เลือกเอา ทานเสร็จก็รีบกลับขึ้นห้อง อย่าเดินเพ่นพ่าน ถ้าลูกน้องฉันเกิดหน้ามืดจับเธอปล้ำจะมาโทษฉันไม่ได้”
หลี่หยางบอก ปรายตามองไปยังตู้เย็นก่อนจะเดินไปยืนกอดอกพิงกำแพง
“ครับ”
ดริวตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันแม้ว่าภายในใจจะแอบกลัวกับคำขู่ที่น่าขนลุกนั่น ไม่รู้อีกฝ่ายจะขู่ทำไมหนักหนา ที่สำคัญคำขู่พวกนั้นมันเป็ไปได้ มือเรียวยกขึ้นลูบแขนเบาๆ เขารีบเดินไปเปิดตู้เย็นดูซึ่งมันมีหลายตู้เรียงกัน ทันทีที่เปิดตู้แรกภายในนั้นกลับเต็มไปด้วยน้ำเปล่า มันไม่มีอาหารหรือขนมอะไรเลย เมื่อเขาจะหันไปถามก็ไม่พบร่างสูงเสียแล้ว
“หึย ! นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไปยิ่งกว่าผี แล้วไหนบอกว่าจะให้ไปเช็ดน้ำ ไอ้ลุงไม่แน่จริงนี่หว่า”
ดริวต่อว่าร่างสูงก่อนโวยวายกับตัวเองเบาๆ จากนั้นจึงไล่เปิดไปทีละตู้จนเจอขนมและน้ำผลไม้ เขานั่งทานสิ่งที่หยิบมาโดยลืมคำขู่ก่อนหน้าไปเสียสนิท เก็บเปลือกขนมทุกชิ้นลงถังขยะก่อนจะหันมองซ้ายขวา บรรยากาศดูน่ากลัวชวนขนลุกซู่เมื่อรู้สึกว่ามีสายตาที่มองไม่เห็นจับจ้อง
“ที่นี่คงไม่มีผีหรอกมั้ง แล้วถ้ามีละ ?”
เด็กหนุ่มบ่นขึ้นเบาๆ ก่อนจะรีบพาตัวเองขึ้นห้องนอนอย่างไว ล็อกประตูอย่างหนาแน่น เขาเลือกที่จะเปิดไฟสว่างทั้งห้องและหาสิ่งของที่สามารถใช้เป็อาวุธมาวางไว้ใกล้เตียงนอนเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไม่ว่าคนหรือผีเขาก็พร้อมสู้ เมื่อคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วจึงล้มตัวลงนอนคลุมโปง
“ห้าววววว”
ดริวอ้าปากหาวลากยาวหลังจากกินอิ่ม เพียงไม่กี่นาทีต่อมาเปลือกตาคู่สวยเริ่มปรือและปิดลง พร้อมลมหายใจที่สม่ำเสมอ
ทางด้านหลี่หยาง ร่างสูงได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางตลกๆ ของเด็กหนุ่ม อีกฝ่ายเหมือนจะกลัวเขาในบางเวลา แต่ยังปากเก่งกล้าเถียงฉอดๆ โดยไม่คิดถึงความตายที่จะมาเยือน เขาเดินกลับเข้าห้องของตัวเองหลังจากประตูห้องนอนของเด็กหนุ่มถูกปิดลง
ดริวตื่นนอนตอนเช้าด้วยความสดใส เขารีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อกลับคอนโด มุมปากบางยกยิ้มขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงของอี้เฉิน อีกฝ่ายให้เขาลงมาทานอาหารก่อนไปส่งนั่นทำให้ดริวได้เจอหลี่หยางอีกครั้ง
“มองทำไมนักหนา ไม่เคยเห็นคนรึไง ?”
ดริวบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ เพราะสายตาคมที่มองมาตลอดเวลาทานอาหารทำให้เขารู้สึกเกร็ง
“ฉันแค่มองสัตว์เลี้ยงตัวใหม่”
เสียงทุ้มตอบกลับอย่างราบเรียบก่อนยกกาแฟขึ้นดื่ม สายตาคมยังคงจับจ้องไปยังร่างบางที่มีสีหน้าหงุดอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้ลุง”
ดริวกัดฟันดังกรอดกับคำพูดนั้น มือเรียวกำช้อนที่ตักโจ๊กไว้แน่น ร่างสูงมองว่าเขาเป็หมาตัวใหม่จริงๆ สินะ ได้เลยไอ้ลุง คนอย่างเขาต้องเป็พิทบลูเท่านั้น อย่าได้หวังว่าจะเป็พุดเดิ้น ชิวาว่าหรือปอมๆ
“อี้เฉิน ตอนไปส่งก็ระวังหน่อย หมาตัวใหม่ของฉันค่อนข้างดุ ระวังจะโดนกัดเอา” หลี่หยางหันไปพูดกับลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ครับ”
อี้เฉินโค้งตัวลงรับคำสั่งนั้นด้วยรอยยิ้มก่อนมองเด็กหนุ่มที่กำลังโกรธจนหน้าแดงระเรื่อ
“ผมอิ่มแล้ว”
ดริวพูดขึ้นเสียงด้วยน้ำเสียงและสีหน้าไม่พอใจนัก เขาวางช้อนทันทีเพราะทานต่อไม่ลง
“หึ ฉันว่าเธอควรทานอีกสักหน่อย”
หลี่หยางขำในลำคอเบาๆ มองเด็กหนุ่มอย่างนึกสนุกและอยากแกล้ง
“แต่ผมอิ่มแล้ว”
“ฉันสั่ง” เสียงดุดันดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมแรงกดดันมหาศาล
“ครับ”
ั์ตาสีน้ำตาลเทาตวัดมองร่างสูงด้วยความไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามให้จบๆ เพราะเขาอยากออกไปจากตรงนี้ไวๆ ดริวใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีในการทานโจ๊กตรงหน้า หลังจากทานเสร็จมือเรียวยกชามโจ๊กขึ้นคว่ำให้อีกฝ่ายดูพร้อมเลิกคิ้วอย่างกวนๆ
“คราวนี้ไปส่งผมได้แล้วใช่ไหมครับพี่อี้เฉิน หวังว่าลุง เห้ย ! พูดผิด…คุณหลี่หยางจะรักษาคำพูด”
ความจริงแล้วเขาไม่ได้พูดผิดแต่มันคือความตั้งใจ เมื่อสายตาคมมองมาอย่างดุดันจึงรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างไว ยังโชคดีที่ร่างสูงให้พี่อี้เฉินมาส่งเขาตามเดิม ไม่ได้แกล้งอะไรเขาเพิ่ม
หลังจากวันนั้นเขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ กิน เที่ยว ปี้ นอน โดยลืมเื่เ้าหนี้สูงอายุไปชั่วขณะ แต่เมื่อวันเวลาผ่านมาหลายสัปดาห์และใกล้ถึงวันที่นัดหมายก็มีเื่มาสะกิดใจให้เขานึกถึงร่างสูงเ้าของั์ตาดุดัน
หลายวันมานี้ดริวจึงนั่งเรียนด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น สมองครุ่นคิดถึงวันปิดเทอมที่ใกล้เข้ามาเต็มที หลังจากนี้ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ดริว ดริว !”
เดียร์เอ่ยเรียกเพื่อนสนิทที่นั่งเหม่อมองไปทางนอกหน้าต่างหลายครั้งก่อนสะกิดไหล่อีกฝ่ายแรงๆ
“ห๊ะ ! มีอะไรวะ เรียกซะเสียงดังเลยมึง ?”
ดริวที่หลุดจากภวังค์ความคิดจึงถามเพื่อนกลับไป อาจารย์ก็ยังไม่เข้ามาสอน เขาไม่เข้าใจว่ามันจะเรียกเสียงดังทำไม
“ก็กูเรียกมึงหลายรอบแล้ว มึงก็เอาแต่เหม่อ”
เดียร์พูดพร้อมมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ดริวแปลกไปมากจนเขาสังเกตเห็น เพียงแค่ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเครียดเื่อะไร
“เหรอวะ ?”
คิ้วเรียวขมวดมุ่น เพราะดริวไม่รู้ว่าตัวเองเป็แบบนี้ไปนานเท่าไหร่ รู้สึกซึ้งใจสุดๆ ไม่คิดว่าเพื่อนจะเป็ห่วงเขามากแบบนี้
“มึงเป็ไรวะดริว ่นี้หน้าตาไม่สดใสเลย ?”
ฟานเดินมากอดคอเพื่อนพร้อมเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงไม่ต่างจากเดียร์และทุกคน เขาสังเกตมาหลายวันแล้วดูเหมือนว่า ดริวจะมีเื่กลัดกลุ้มใจ
“มึงมีเื่เครียดอะไรบอกพวกกูได้นะเว้ย แต่โจ้ยของมึงยังแข็งใช่ปะ คงไม่ได้เป็เหมือนกู ?”
วายเอาเื่ของตัวเองมาพูดอย่างขำขันเพราะอยากให้เพื่อนสบายใจขึ้น
“ฮ่าๆๆ ยังแข็งเว้ย ส่วนปัญหากูยังจัดการได้ ถ้าไม่ไหวค่อยว่ากัน ขอบใจพวกมึงมากที่เป็ห่วงกู”
ดริวหัวเราะออกมากับคำพูดของวาย เขาคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบเพื่อนทั้งสี่ที่มองมาด้วยความเป็ห่วง
“ก็เพื่อนกัน มีอะไรช่วยได้พวกกูก็อยากช่วย” กวิน
………………………………………………..
