รัศมีแห่งความศักดิ์สิทธิ์อาบไล้ไปทั่วจวนตระกูลหรงั้แ่ขอบฟ้ายังไม่ทันเปิด บ่าวไพร่นับร้อยต่างกุลีกุจอจัดเตรียมสถานที่ประหนึ่งรอรับเสด็จองค์จักรพรรดิ เครื่องเซ่นไหว้เลิศรสและกำยานกลิ่นไม้หอมถูกจุดจนควันจางๆ ลอยกรุ่นไปทั่วโถงใหญ่ กว่าอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติจะเดินทางมาถึง เวลาก็ล่วงเข้าสู่ยามสาย เนื่องจากเขาถูกเชิญตัวไปประกอบพิธีตามจวนเสนาบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั่วพระนครอย่างมิขาด
"ท่านผู้วิเศษชิงหวงเจินเหริน... มาถึงแล้ว!"
เสียงประกาศที่กังวานก้องหน้าประตูจวน ปลุกเร้าดวงจิตของผู้นำตระกูลให้สั่นไหว แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว และ ฮูหยินหลินปิงฉุน มิรอช้า รีบสาวเท้าออกไปต้อนรับด้วยตนเองในทันที ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องด้วยความเลื่อมใส ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้าอย่างแ่เบาราวกับเหยียบย่างบนปุยเมฆ
ชิงหวงเจินเหริน ในวัย 38 ปี ปรากฏกายในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะต้นฤดู เนื้อผ้าไหมละเอียดลออพลิ้วไหวไปตามท่วงท่าที่สง่างามและเยือกเย็น เส้นผมสีดำขลับถูกรวบตึงด้วยปิ่นหยกสลักลายเมฆา รับกับใบหน้าคมคายที่เรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคู่นั้นดูลึกลับดำมืดประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ผิวพรรณของเขาผุดผ่องไร้รอยตำหนิราวกับมิเคยต้องแสงแดดหรือธุลีดินบนโลกมนุษย์ เพียงพริบตาที่ได้ยล... เขามิได้ดูเหมือนปุถุชนทั่วไป หากแต่ดูคล้ายเทพเซียนที่จุติลงมาเพื่อโปรดสัตว์โลกผู้ยากไร้ กลิ่นอายอันเย็นเยือกทว่าสงบนิ่งที่แผ่ออกมานั้น สะกดให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต่างต้องก้มหัวยำเกรง
"ข้ารู้สึกเป็เกียรติและยินดียิ่งนักที่ท่านเสียสละเวลาอันมีค่ามาเยือนจวนของพวกเรา"
ท่านแม่ทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมประหนึ่งศิษย์เอกพบหน้าอาจารย์ ท่าทางองอาจของขุนพลผู้เกรียงไกรเลือนหายไปสิ้น เหลือเพียงบุรุษผู้ศรัทธาในอำนาจเร้นลับอย่างหมดหัวใจ
"ข้าเองก็ยินดีเช่นกันที่ได้กลับมาเยือนจวนของท่านแม่ทัพอีกครา" ชิงหวงเจินเหรินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวาน ก่อนจะเยื้องกรายเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ตามคำเชิญ
ภายในห้องโถงที่จัดเตรียมไว้อย่างวิจิตร สมาชิกครอบครัวตระกูลหรงต่างนั่งล้อมวงร่วมรับประทานอาหารเคียงข้างผู้วิเศษอย่างพร้อมหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมประหนึ่งกำลังปรนนิบัติเทพเซียน ทว่าในความสมบูรณ์แบบนั้น กลับไร้เงาของ หรงป๋อหยวน บุตรชายคนโตผู้คลั่งไคล้การร่ำสุราเป็นิจ
แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋วจงใจสั่งกักตัวบุตรชายจอมสำมะเลเทเมาไว้ในเรือนลึก ด้วยเกรงว่าหากปล่อยสุนัขขี้เมา ตัวนี้ออกมาอาละวาด แทนที่จะได้รับโชคลาภวาสนาจากผู้วิเศษ จวนตระกูลหรงคงจะได้ต้อนรับเคราะห์ร้ายและอัปมงคลเข้ามาแทนเสียมากกว่า
ในระหว่างการสนทนา ชิงหวงเจินเหรินพลันชะงักงัน แววตาว่างเปล่าไปชั่วครู่ประหนึ่งจิติญญาหลุดลอยไปัักับเบื้องบน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูราวกับประกาศิตจาก์
“ท่านแม่ทัพหรงเจิ้นกั๋ว... เมื่อครู่นี้ทวยเทพได้ประทานนิมิตแก่ข้า ตัวท่านนั้นมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่นัก ทว่าหากรู้จักหมั่นทำทานใน่วาระสุดท้ายของชีวิต จิติญญาของท่านย่อมจักได้ก้าวข้ามไปสู่ดินแดนสุขาวดีอย่างเป็นิรันดร์”
แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋วคลี่ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นยินดีประหนึ่งได้รับโองการ์
“องค์เทพช่างเมตตาต่อข้านัก! เด็กๆ! รีบไปยกหีบทองคำมามอบให้ท่านผู้วิเศษเดี๋ยวนี้ ตัวข้านั้นกระหายที่จะทำทานเหลือเกิน!”
ช่างเป็ภาพที่น่าเวทนา... แม่ทัพหรงเจิ้นกั๋วผู้ซึ่งปกติเป็คนฉลาดหลักแหลม ทันเล่ห์เหลี่ยมศัตรู กลับกลายเป็เพียงคนเขลาเบาปัญญา เมื่อเผชิญกับเื่เหนือธรรมชาติ เขาพร้อมจะศรัทธาทุกถ้อยคำลวงโลกและยอมถูกหลอกเอาทรัพย์สินไปโดยง่ายดายเพียงเพราะความกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ในจิติญญา
เขารู้ดีว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาตนเองแปดเปื้อนไปด้วยเื่หยาบช้าเพียงใด และวีรกรรมล่าสุดที่เพิ่งสั่งกวาดล้างหมู่บ้านเพียงเพื่อปิดปากคนบริสุทธิ์ ก็ยิ่งตอกย้ำความอำมหิตที่ไร้ทางเยียวยา
สำหรับจอมทัพผู้โฉดชั่ว... เมื่อมีคนยื่นข้อเสนอเื่หนทางสู่แดนสุขาวดีที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ด้วยเศษเงินและทองคำ เขาย่อมยินดีคว้ามันไว้ประหนึ่งคนจมน้ำที่ไขว่คว้าหาท่อนไม้ผุ โดยมิได้เฉลียวใจเลยว่า กลิ่นคาวเืที่ติดตรึงอยู่บนมือตนนั้น ต่อให้ใช้ทองคำล้นคลังมาชะล้างเพียงใด ก็มิอาจลบเลือนอาถรรพ์แห่งเวรกรรมที่กำลังคืบคลานตามหลังมาได้เลย
“ท่านพ่อ... ตัวท่านในยามนี้ช่างดูน่าเวทนานัก ปล่อยให้พวกสิบแปดมงกุฎต้มตุ๋นเอาทรัพย์สินไปได้โดยง่าย หากท่านปรารถนาจะสร้างกุศลทานจริง คนยากไร้ทั่วเมืองหลวงมีให้สงเคราะห์ถมไป มิเห็นจำเป็ต้องมาหยิบยื่นให้ชายผู้นี้!”
หรงเชียนเสวี่ย เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงความเหยียดหยามอย่างชัดเจน
“หรงเชียนเสวี่ย! เ้าเสียสติไปแล้วหรือไร รีบกราบขอขมาท่านผู้วิเศษเดี๋ยวนี้! ระวังวาจาสามหาวของเ้าจะนำพาภัยพิบัติมาสู่ตระกูล!”
ฮูหยินหลินปิงฉุน แผดเสียงตวาดด้วยความลนลาน นางหวาดเกรงว่าโทสะของเทพเซียนจะทำลายแผนการของนางเสียสิ้น เพราะในใจของฮูหยินนั้นโหยหายาวิเศษ ที่จะเนรมิตเสน่ห์อาคมให้ผู้ใดที่จ้องมองต้องสยบแทบเท้า ทว่าบุตรสาวตัวดีกลับมาทำลายบรรยากาศศรัทธาเสียจนย่อยยับ
ชิงหวงเจินเหริน แม้ใบหน้าจะยังคงนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่กลายเป็น้ำแข็ง ทว่าภายในใจกลับเดือดดาลด้วยเพลิงโทสะที่ถูกเด็กสาวรุ่นลูกฉีกหน้าท่ามกลางธารกำนัล เขาแสร้งหลับตาลงนิ่งงัน ทำทีเป็เงี่ยหูสดับรับฟังเสียงกระซิบเร้นลับจากสรวง์ที่ไม่มีอยู่จริง
“นิมิตใหม่ปรากฏขึ้นอีกแล้ว...” ผู้วิเศษเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาทคนฟัง “คุณหนูหรงเชียนเสวี่ย... ชะตาวาสนาของท่านช่างน่าอนาถนักในภายภาคหน้า สามีของท่านจะเป็เพียงบ่าวรับใช้ชั้นต่ำภายในเรือนเท่านั้น!”
เขาลืมตาขึ้นจ้องมองนางด้วยแววตาที่ซ่อนความสาแก่ใจไว้ภายใต้ความเมตตาจอมปลอม
“ทว่า... หากท่านยอมลดทิฐิและเลื่อมใสในองค์เทพจากใจจริง ข้าอาจจะพอทูลขอประทานพรเพื่อพลิกผันวาสนา หาบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่คู่ควรให้แก่ท่านได้”
