ยามราตรีที่ม่านเมฆคล้อยลงมาปกคลุมม่านพิภพเปรียบดั่งผ้ากำมะหยี่สีครามอันงดงามจวนตระกูลหวังยามนี้ล้วนประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากสีสัน สร้างบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงเทียนนับพันดวงส่องสว่างไสวเคล้าไปกับเสียงดนตรีอันไพเราะบรรเลงขับกล่อมไปทั่วทั้งงานเลี้ยง ทั้งบนโต๊ะที่นั่งยังจัดวางเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสอย่างหลากหลายและสุราชั้นดีไว้มากมายเช่นกัน
ค่ำคืนนี้ทางตระกูลหวังได้มีการจัดงานเลี้ยงเปิดตัวคุณชายหวังหนิงอ้ายที่ได้หวนคืนมีชีวิตอีกครั้งด้วยสมบัติวิเศษประจำตระกูลที่ท่านประมุขได้ทุ่มเทพลังลมปราณหล่อเลี้ยงมาตลอดระยะเวลาสิบปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังเป็ถึงราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาที่อายุน้อยสุดในรอบหลายร้อยปี ทั้งยังเป็ปรมาจารย์โอสถระดับเจ็ด อันเป็ตัวตนระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่สามารถขึ้นชื่อในทำเนียบของวิหารเทพโอสถได้ และยังเป็ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือเป็อย่างมากในการเอาชนะศึกากับตระกูลฮั่น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ล้วนถูกบอกต่อกันแค่ภายในของตระกูลหวัง ด้วยเพราะคุณชายน้อยยังไม่้าเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงในยามนี้
ภายในงานเลี้ยงนั้นคลาคล่ำไปด้วยแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสี่ตระกูลใหญ่และกลุ่มอิทธิพลระดับสูงที่เป็พันธมิตรล้วนต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับตระกูลหวังทั้งสิ้น หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อสามวันก่อนได้จบลงในที่สุดพวกเขาต่างได้สืบเสาะจนได้ล่วงรู้กันว่าวิกฤตครั้งนี้ของตระกูลหวังที่ได้คลี่คลายลงมีคุณชายหวังหนิงอ้ายผู้นี้มีส่วนร่วมอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว ด้วย่วัยเพียงยี่สิบปีแต่กลับมากไปด้วยพร์เช่นนี้พวกเขาจึงอยากเห็นตัวคนยิ่งนัก
เพราะหากได้พูดคุยจนสามารถสานสัมพันธ์ได้ย่อมส่งเสริมให้ตระกูลของพวกเขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นหลายเท่า ดังนั้นนอกจากผู้มาร่วมงานครั้งนี้จะประกอบด้วยบรรดาผู้นำและผู้าุโของแต่ละตระกูลแล้ว พวกเขายังได้พาบุตรหลานชายหญิงที่มี่อายุใกล้เคียงกันมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยเหตุผลและความคาดหวังที่แตกต่างกันไป
เมื่อถึงเวลาอันสมควรเยว่ซินและเหมยฮวาจึงได้พาหนิงอ้ายเข้ามายังสถานที่จัดงานแห่งนี้ ทางฝั่งของหวังจิ่งหลงในฐานะของประมุขตระกูลจึงได้ออกมาต้อนรับแล้วในก่อนหน้า เมื่อเห็นว่ามีผู้มาเยือนใหม่บรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างลุกขึ้นพร้อมกับประสานมือเล็กน้อยด้วยมารยาทที่พึงกระทำต่อฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของท่านประมุขหวังและท่านหญิงเยว่ซินผู้เป็บุตรสาว ทว่าสายตาของพวกเขากลับจับจ้องไปยังชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินตามมาด้านหลังด้วยความรู้สึกหลากหลายยากจะอธิบาย
เมื่อคุณชายหวังหนิงอ้ายปรากฏตัวขึ้น ให้ความรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งรอบข้างจะหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมความประดุจงานศิลป์ที่ถูกสร้างสรรค์อย่างประณีตดั่งเทพเซียนนี้ ชุดอาภรณ์สีเขียวอ่อนที่สวมใส่ต่างทักถออย่างประณีตบรรจงไหลพลิ้วตามสายลมราวกับแพรไหมชั้นดี เรือนร่างสูงสง่าช่วยขับส่งให้มีความสูงศักดิ์เอื้อมไม่ถึง เส้นผมสีดำสนิทสยายยาวสลวยดุจสายน้ำตก ดวงตาสีอำพันดุจดวงดาวบนท้องฟ้าแฝงไว้ด้วยลึกลับยากจะคาดเดา
ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกเนื้องามพิสุทธิ์ ทั้งริมฝีปากสีชมพูอ่อนหวานราวกลีบกุหลาบนั้นยังระบายยิ้มอ่อนโยนรับไปกับใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วนลงตัว กลิ่นอายของผู้ฝึกตนที่มีรากฐานบ่มเพาะไม่อ่อนด้อยแผ่ซ่านโดยรอบ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดััได้ว่าเป็เขตขั้นใดกัน ด้วยเพราะเมื่อลอบส่งจิติญญาตรวจสอบแล้วต่างถูกจิติญญาอันล้ำลึกสายหนึ่งโจมตีสลายไปสิ้น
“มากันแล้วอย่างนั้นรึ? เยว่เอ๋อร์เ้าจงพามารดาไปยังที่นั่งเสียก่อนเถอะ ส่วนหนิงเออร์หลานตามมาทางนี้...” หวังจิ่งหลงพูดคุยอีกสักเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำหนิงอ้ายไปยังกลุ่มของผู้นำตระกูลและผู้นำกลุ่มอิทธิพลที่กำลังนั่งล้อมวงพูดคุยกัน
“หวังหนิงอ้ายคือบุตรชายเยว่ซินที่พวกข้าได้เล่าให้พวกท่านได้ฟังก่อนหน้า...” หวังจิ่งหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ก่อนจะผายมือประคองให้อีกฝ่ายก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“หวังหนิงอ้าย คารวะท่านผู้าุโทุกท่านขอรับ...” หนิงอ้ายกล่าวขึ้นพร้อมกับประสานมือขึ้นแนะนำตัวอย่างสุภาพเปี่ยมด้วยมารยาทที่ผู้เยาว์พึงกระทำ สีหน้าของทุกคนในที่นี้เห็นเช่นนั้นเผยถึงความพอใจก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ได้เจอกันเสียทีข้าได้ยินเื่ราวความสามารถของคุณชายน้อยหนิงอ้ายมาไม่น้อย ช่างเป็รุ่นเยาว์ที่มากไปด้วยความสามารถเสียจริง...” ผู้นำตระกูลหลิวนามว่าฮุ่ยเฟินเอ่ยทักขึ้น
“ฟังว่าคุณชายน้อยหนิงอ้ายพึ่งบรรลุเขตขั้นราชทินนามเทพยุทธ์ิญญาขั้นกลางได้สำเร็จ ด้วย่วัยเพียงยี่สิบปีเท่านี้ ช่างมากไปด้วยพร์ที่น่าชื่นชมยิ่งนัก” ผู้นำตระกูลจางนามหนิงเหอเอ่ยเสริมขึ้น ตัวตนเทพยุทธ์ิญญาขั้นกลางที่อายุน้อยปานนี้ช่างเป็วาสนาของตระกูลหวังเสียจริง
“ก่อนหน้านี้ท่านอดีตผู้นำหวังป๋อเหวินและผู้าุโท่านอื่นล้วนถูกพิษร้ายของสัตว์อสูรมายาขั้นสูงจนเกือบตกตาย ทว่ากลับได้โอสถรักษาของคุณชายน้อยช่วยได้ทัน ไม่คิดว่าท่านจะเป็นักปรุงโอสถด้วยเช่นนี้...” เฉินเลี่ยงหลงผู้นำตระกูลเฉินกล่าวขึ้นพร้อมกับสำรวจชายหนุ่มตรงหน้า แม้ไม่อาจทราบว่าอีกฝ่ายเป็สมญานามโอสถเขตขั้นใดแต่คาดเดาได้ว่าย่อมไม่อ่อนด้อยเป็แน่
“ยินดีกับท่านผู้นำตระกูลหวังด้วยอีกครั้ง...” เจิ้งเจียวจ้านเอ่ยเสริมขึ้น
หนิงอ้ายได้แต่ยิ้มรับและกล่าวขอบคุณไปอีกเล็กน้อยด้วยท่าทางถ่อมตนด้วยมารยาทวิถี ส่งผลให้ฐานะของชายหนุ่มล้วนได้รับการยอมรับจากหลายคนในที่นี้เพิ่มขึ้น บรรดาผู้นำตระกูลรวมไปถึงผู้นำกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้ต่างได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ บางบทสนทนาก็กล่าวถึงให้หนิงอ้ายมีส่วนร่วมในบางประเด็นเช่นกัน แน่นอนว่าชายหนุ่มได้พูดคุยตอบคำถามอย่างฉะฉานเปี่ยมไปด้วยไหวพริบแสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดและความรู้ที่กว้างขวางสิ่งนี้ได้สร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนเป็อย่างมากเช่นกัน
จากนั้นหนิงอ้ายได้ขอตัวกลับไปนั่งกับเยว่ซินและเหมยฮวาที่นั่งห่างไปไม่ไกลนัก บรรยากาศของงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ได้ดำเนินไปอย่างครึกครื้นและเต็มไปด้วยความสุข ผู้มาร่วมงานต่างเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสและสุราชั้นดี งานเลี้ยงเปิดตัวในค่ำคืนนี้ถือได้ว่าเป็การสานสัมพันธ์ตระกูลใหญ่อันเป็เสาหลักปกครองและกลุ่มอิทธิพลในแคว้นจูเชว่มากยิ่งขึ้น ด้วยเพราะพวกเขาต่างเชื่อมั่นเห็นตรงกันว่ารุ่นเยาว์ตระกูลหวังผู้นี้ย่อมก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนมหาพิภพได้อย่างแน่นอนอาศัยแต่เพียงเวลาและการสนับสนุนอันแข็งแกร่งเพียงเท่านั้น...
ดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้า หมู่เมฆาต่างลอยล่องประดับไปทั่วทั้งผืนฟ้า สายลมอ่อนพัดจากทิศใต้จรดทิศเหนือส่งผลให้อากาศภายในมหานครจู่เชว่แห่งนี้ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป อีกทั้งพลังลมปราณฟ้าดินยังบริสุทธิ์ด้วยมหาค่ายกลเขตแดนที่ถูกสลักปัดหมุดไว้โดยรอบ บรรยากาศล้วนเต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครงเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่ต่างแวะเวียนเข้าออกแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างคึกคัก
นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็เป็เวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว คราแรกหนิงอ้ายตั้งใจว่าหลังจากดูดซับโอสถสำเร็จและร่างกายสมบูรณ์พร้อมด้วยพลังลมปราณดังเดิมแล้วเขาจะรีบกลับสำนักศึกษาที่ตั้งอยู่ในดินแดนพิภพระดับกลางโดยเร็วที่สุด ทว่ากลับไม่เป็ไปตามแผนการที่ได้วางไว้เสียอย่างนั้น ด้วยเพราะการประชุมครั้งล่าสุดของบรรดาผู้นำตระกูลและกลุ่มอิทธิพลชั้นแนวหน้าในดินแดนจูเชว่แห่งนี้
นอกจากหัวข้อประชุมปรึกษาหารือจะเป็เื่ราวทั่วไปที่เกิดขึ้นเฉกเช่นทุก ๆ เดือนแล้ว หวังจิ่งหลงยังได้กล่าวถึงการปรากฎขึ้นของสัจจะแห่งพันธสัญญามาร สดับฟังแล้วทุกคนที่เข้าร่วมต่างรู้สึกตกตะลึงบ้างก็รู้สึกหวาดหวั่นไปไม่น้อย ด้วยเพราะสิ่งนี้สามารถกล่าวได้ว่าไม่ปรากฎขึ้นในการรับรู้ในมหาพิภพนับร้อยปีแล้ว แน่นอนว่าพวกเขาย่อมคาดเดาได้ว่าภายใต้ความสงบใน่ที่ผ่านมานั้นทางฝั่งของเผ่าพันธ์มารปีศาจคงได้ลักลอบกระทำบางสิ่ง ซึ่งอาจส่งผลร้ายไปทั่วทั้งมหาพิภพอย่างไม่ยากนัก ยิ่งกับแคว้นจู่เชว่ถือเป็ดินแดนด่านหน้าระหว่างพิภพระดับสูงและพิภพระดับต่ำอันเป็ถิ่นอาศัยของเผ่าพันธ์มารปีศาจแล้ว ดังนั้นพวกเขาควรจะแจ้งเื่ราวเหล่านี้ให้แก่องค์ราชันย์ปกครองพิภพรวมไปถึงผู้ปกครองอีกทั้งสามดินแดนที่เหลือด้วยโดยเร็วที่สุด...
ในที่สุดวันจัดงานประมูลก็มาถึง มหานครจูเชว่แห่งนี้ต่างคับคั่งไปด้วยผู้แกร่งกล้าที่รุดมาจากทั่วทั้งสารทิศ ปรากฏความวุ่นวายและผู้คนมากมายตามท้องถนน เหนือท้องฟ้านั้นมีขบวนรถที่ถูกจูงลากด้วยสัตว์อสูรมุ่งตรงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้ที่อยู่ในขบวนการเดินทางเหล่านี้มิใช่ตัวตนธรรมดาสามัญอย่างใด
สายตาของผู้คนในเมืองต่างจับจ้องไปยังเหนือท้องฟ้า้าที่มีมหาค่ายกลปกคลุมอยู่ ผู้ที่รุดมาล้วนมีความสามารถในการเหินเวหาด้วยกันทั้งสิ้นทั้งยังปลดปล่อยกลิ่นอายออกมาอย่างไม่หวั่นเกรงและหนึ่งในขบวนเดินทางที่สะดุดตาผู้คนมากที่สุดที่กำลังมุ่งตรงมานั้นเป็กลุ่มคนนับเกือบยี่สิบคนที่พุ่งทะยานเหนือกลางฟ้า
ผู้มาเยือนนี้ล้วนเป็สตรีที่งดงามกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะสตรีสาววัยกลางคนที่นำหน้าอยู่นั้น แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งจะถูกปกปิดอยู่ ทว่าดวงตาที่เชิดขึ้นราวกับนางหงส์นั้นสามารถสะกดสายตาของผู้จับจ้องราวกับต้องมนต์มายา ยามที่เคลื่อนผ่านนั้นกลิ่นหอมราวกับสวนบุปผาได้ตลบอบอวลไปทั่ว
“วันนี้มีกลุ่มอิทธิพลจากทั่วทั้งสารทิศเข้าร่วมงานประมูลเป็จำนวนมาก หวังว่าคงไม่มีผู้ใดหมายตาสมุนไพรระดับเซียนทั้งสองกระมัง” หนึ่งในสตรีสาวผู้ติดตามเอ่ยขึ้น
“ต่อให้หมายตาแล้วอย่างไรกัน สำนักนารีศักดิ์สิทธิ์หาใช่เป็ตัวตนที่สามารถล่วงเกินได้ง่ายถึงเพียงนั้น หลายสิบปีมานี้ชื่อเสียงของสำนักแพร่ขยายไปไม่น้อย อีกทั้งท่านเ้าสำนักพึ่งบรรลุเขตขั้นราชทินนามเทพ์ขั้นสูง ต่อให้เป็กลุ่มอิทธิพลชั้นแนวหน้ายังต้องหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน” สตรีสาวที่ปกปิดใบหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ภารกิจในการประมูลสมุนไพรระดับเซียนในครั้งนี้ย่อมไม่อาจผิดพลาดได้ทั้งสิ้น...
“หนิงเอ๋อร์...ลูกเตรียมสมุนไพรและโอสถที่้าประมูลครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่?” เยว่ซินเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าบุตรชายของนางออกมาด้านหน้าเรือนพักแล้ว
“ข้าจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วขอรับท่านแม่...”
“ฟังว่าหอประมูลสิบเก้าแก้วดาราพิทักษ์เป็หนึ่งในหอประมูลอันขึ้นชื่อ วันนี้คงเต็มไปด้วยสิ่งของและสมุนไพรหายากที่เป็ที่สนใจแก่บรรดาผู้แกร่งกล้าไม่น้อย สมุนไพรระดับเซียนที่ข้าหมายตาไว้คงไม่ง่ายนักที่จะประมูลเสียแล้ว...”
“อย่างไรเสียการประมูลย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวทั้งสิ้น ถือเสียว่าเป็การเปิดหูเปิดตาก่อนเ้าจะกลับสำนักศึกษาเสียแล้วกัน...”
ขึ้นชื่อว่างานประมูลแล้ว ท้ายที่สุดจะได้ครองครองสิ่งของที่หมายตาหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับความพึงใจของผู้เป็เ้าของทั้งสิ้น จากนั้นเยว่ซินได้เดินนำหนิงอ้ายขึ้นรถม้าประจำตระกูลหวังที่ได้จัดเตรียมไว้ ก่อนจะมุ่งตรงออกเดินทางไปยังหอประมูลดังกล่าวที่อยู่ห่างไปไม่ไกลไม่มากนัก
รอบหอประมูลสิบเก้าแก้วดาราพิทักษ์นั้นต่างคึกคักเป็อย่างมาก ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันเข้ามาเพื่อร่วมเป็สักขีพยานในงานประมูลครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ตรงด้านหน้าของหอประมูลตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลและพรมสีแดงทอดตัวยาวไปจนถึงทางเข้าหลัก มีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยตรวจสอบผู้เข้าร่วมประมูลทุกคนอย่างเข้มงวด
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มาถึงจุดหมายเสียแล้ว ทันทีที่รถม้าของตระกูลหวังได้หยุดนิ่ง ทุกสายตาต่างจับจ้องให้ความสนใจเป็อย่างมาก ด้วยเพราะตระกูลหวังนั้นเป็ตระกูลปกครองดินแดนและมหานครแห่งนี้ เื่ราวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนหน้ายามนี้ล้วนเป็ที่รับรู้โดยทั่วกันทั้งสิ้น ดังนั้นการปรากฎตัวของรถม้าตระกูลหวังจึงได้เรียกความสนใจจากทุกคนได้เป็อย่างดี
ข่าวลือที่ว่าคุณชายน้อยหวังนามว่าหนิงอ้ายที่เป็ถึงหลายชายคนโปรดของท่านประมุขหวังจิ่งหลงนั้นมีความงดงามเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังเป็ถึงผู้ฝึกตนราชทินนามระดับสูงด้วย่วัยเพียงยี่สิบปีเพียงเท่านั้นและยังครองสถานะไร้ซึ่งพันธะใดใด ด้วยสิ่งเหล่านี้พวกเขาต่างเฝ้ารอคอยการปรากฏตัวของคุณชายน้อยหวังผู้นี้ ด้วยต่างหวังว่าจะมีโอกาสได้สนทนาพูดคุยจนพัฒนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดได้ในที่สุด
เมื่อรถม้าได้หยุดนิ่งแล้วหนิงอ้ายจึงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามพร้อมกับยื่นมือเข้าไปด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน แม้ว่าส่วนของใบหน้าจะถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทที่ไม่อาจมองทะลุเห็นได้ แต่กลิ่นอายความสูงศักดิ์แข็งแกร่งที่แผ่ซ่านให้ัันั้นไม่อาจดูเบาได้เพียงนิด
“เชิญท่านแม่ขอรับ...”
“ขอบใจเ้ามากหนิงเอ๋อร์...” เยว่ซินเอื้อมมือจับแขนของบุตรชายก่อนจะก้าวลงจากรถม้าด้วยความมั่นคง ใบหน้าที่งดงามสมกับตำแหน่งสุดยอดพธูอันดับหนึ่งของแคว้นต่างเป็ประจักษ์แก่ทุกสายตาอย่างแท้จริง
มีคำกล่าวว่าคุณชายน้อยหวังหนิงอ้ายนั้นคล้ายกับกับท่านหญิงเยว่ซินไม่น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงพอคาดเดาได้บ้างว่าใบหน้าที่ถูกปกปิดนั้นย่อมงดงามไม่ต่างจากผู้เป็มารดาอย่างแน่นอน
“คำนับท่านหญิงเยว่ซินและคุณชายน้อย เชิญทางนี้ขอรับ” ผู้ดูแลหอประมูลแห่งนี้ถูกเรียกขานนามว่าท่านหลง รูปลักษณ์เป็ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาดุดันทว่าแฝงไปด้วยความสุภาพ สวมใส่ชุดอาภรณ์ประจำหอประมูลแห่งนี้ ก่อนจะประสานมือคำนับเล็กน้อย ก่อนจะผายมือพร้อมกับเดินนำทางไปเข้าไปด้านใน
เมื่อก้าวเข้ามาภายในหอประมูล จะพบกับโถงกลางกว้างขวางที่ถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนและเสาหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ บนเพดานมีภาพวาดฝาผนังที่งดงามเล่าเื่ราวของสิบเก้าแก้วดาราพิทักษ์ ห้องประมูลหลักตั้งอยู่ที่ชั้นสองสามารถมองเห็นได้จากโถงกลาง ห้องประมูลมีขนาดใหญ่และหรูหรามีเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเรียงรายอยู่เป็แถว
ที่นั่งด้านหน้าสุดสงวนไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติและผู้ประมูลรายใหญ่ บรรยากาศภายในห้องประมูลเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้ประมูลต่างนั่งประจำที่ของตนบ้างก็จับจ้องไปที่แท่นประมูลที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องที่ยามนี้มีเ้าหน้าที่ประมูลยืนอยู่บนแท่นพร้อมที่จะเริ่มต้นการประมูลในอีกไม่นาน...
