แค่คิดว่าอีกเดี๋ยวพลังในตัวจะเลื่อนขึ้นไปอีกขั้น พวกเขาก็ตื่นเต้นจนแทบจะเป็บ้าอยู่แล้ว
ผู้ที่มีพลังอยู่ในระดับชีพัขั้นที่เก้าจะสร้างชีพมนุษย์ขึ้น และก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับชีพมนุษย์ได้ในทันที ส่วนผู้ที่มีพลังอยู่ในระดับชีพมนุษย์ขั้นสูงก็จะก้าวขึ้นไปเป็ยอดฝีมือระดับชีพธรณี เมื่อถึงเวลานั้น สำนักมารต้องกลายเป็มหาอำนาจที่ทรงพลังจนยากจะกำจัดแน่
ในบางครั้ง หลงเหยียนก็อดตั้งข้อกังขาในเื่ที่มหาอำนาจทั้งหลายทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าสำนักมารชั่วช้าเพียงใด ทว่ากลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย หรือคิดจะกำจัดพวกมันสักคน
“หลงเหยียน หากมีชาติหน้า หวังว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก ท่านผู้นำเว่ย ขอบคุณที่ท่านอบรมสั่งสอนข้ามานานหลายปี หากมีชาติหน้า ข้าก็ยังอยากจะติดตามอยู่ข้างกายท่านต่อไป เย่ซีหนาน ขอบคุณเ้ามากที่รักข้า อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่เหมาะสมกันจริงๆ”
ชายที่ชื่อหลงเหยียนทำให้นางรู้สึกประหลาดใจหลายครั้งหลายครา ั้แ่วันที่เขาเอาชนะลั่วเฉิง ตอนนั้นเป็ครั้งแรกที่นางได้พบกับเขา ทว่านางก็หลงรักเขาั้แ่ตอนนั้นเช่นกัน เขาสังหารลั่วซาง จึงทำให้นางตกตะลึงเป็อย่างมาก ต่อมาเขาก็เอาชนะเทียนหลางอีก ั้แ่ตอนนั้นนางก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าหลงเหยียนมีพร์มากกว่าผู้ใดทั้งสิ้น เขาสามารถทำสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ให้เป็ไปได้เสมอ มาวันนี้ เมื่อได้เจอกับผู้นำเฒ่าตรงหน้า สุดท้ายหลงเหยียนก็เลือกที่จะถอยหนีด้วยความขลาดกลัว หลี่เมิ่งเหยาไม่ได้รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะนางไม่อยากให้ชายคนนั้นปรากฏตัวที่นี่ั้แ่แรกอยู่แล้ว
นางไม่อยากเห็นเขาต้องมาตายเปล่า เพราะนางเชื่อว่าต่อให้หลงเหยียนจะไม่ปรากฏตัวในตอนนี้ ทว่าในอนาคต เมื่อเขามีพลังแข็งแกร่ง เขาต้องแก้แค้นให้นางอย่างแน่นอน
“หวังว่าการตายของข้าจะทำให้ยอดฝีมือทั้งหลายหันมาสนใจเื่นี้ได้บ้าง สำนักมารแห่งนี้จะได้ถูกทำลายลงเสียที”
ต่อให้ต้องตาย นางก็จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี หลี่เมิ่งเหยาเงยหน้าขึ้น นางมองคนวัยเยาว์ที่กำลังร้องไห้อยู่เบื้องล่างพลางะโเสียงดัง “ทุกคน อย่าร้องไห้ไปเลย ไม่ต้องเสียใจ วันนี้พวกเราตกอยู่ในกำมือของปีศาจร้ายพวกนี้แล้ว หากเราอ่อนแอและขี้ขลาด หากเราสูญเสียความมั่นใจและความเชื่อไป เมื่อถึงตอนนั้น เราถึงจะสิ้นหวังอย่างแท้จริง ถึงอย่างไรข้าก็เชื่อว่าต้องมีคนมาช่วยพวกเราแน่”
นี่เป็การปลอบใจสุดท้ายจากนาง และเป็คำพูดสุดท้ายที่นางอยากจะบอกกับคนเหล่านี้เช่นกัน ทว่าคำพูดของนางกลับนำมาซึ่งความหยามิ่และหัวเราะเยาะจากศิษย์แห่งสำนักมาร
“ผู้หญิงคนนี้ จะตายอยู่แล้วยังจะมามองโลกในแง่ดีอยู่อีก”
หลงเหยียนมองไปยังหลี่เมิ่งเหยาที่ถูกตรึงอยู่บนรถลาก แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและหนักแน่น ท่าทีดื้อรั้นของนางทำให้หลงเหยียนใจสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ร่างกายเองก็เริ่มสั่นเทาขึ้นเช่นกัน ความโกรธแค้นเข้าครอบคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ในพริบตา พลันกลิ่นอายแห่งอำนาจที่ทรงพลังก็ะเิขึ้น เขาแทบจะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ไหวแล้ว
“ท่านแม่ ทำไมพวกท่านยังไม่มาอีก หากยังไม่มา ข้าจะเริ่มลงมือแล้วนะ”
หลงเหยียนกำลังรอโอกาสที่เหมาะสม ทว่า...
ผู้นำเฒ่ามองคนหนุ่มสาวที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด เขาสะบัดมือขึ้นไปในอากาศ ยอดฝีมือระดับชีพมนุษย์ขั้นสูงสองคนซึ่งเป็เพชฌฆาตของสำนักมารก็เดินเข้ามาจับหญิงสาวคนหนึ่งออกไป พวกเขาง้างดาบในมือขึ้นสูง...
ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเสียงกระหึ่มดังขึ้นท่ามกลางฝูงคน ศิษย์แห่งสำนักมารจำนวนมากถูกเล่นงานจนร่างกายแหลกกระจาย ก่อนเสียงโหยหวนจะดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังมีโลหิตที่สาดกระจายอีกมากมาย
หลี่เมิ่งเหยาถูกตรึงอยู่บนรถลาก เมื่อได้ยินเสียง นางก็รีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “มีคนมาช่วยพวกข้าแล้วจริงๆ” ไม่นานนัก นางก็ต้องใบหน้าแข็งค้าง ความตื่นเต้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความผิดหวัง เพราะผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นไม่ใช่หลงเหยียน และไม่ใช่คนของตระกูลอู่ตี้เช่นกัน
พวกเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ชายกับหญิง ทั้งสองร่วมกันสู้ ไม่นานศิษย์แห่งสำนักมารที่อยู่รอบกายก็ถูกสังหารจนล้มระเนระนาด พื้นที่รอบด้านที่เคยแออัดก็มีที่ว่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผู้นำเฒ่ายืนอยู่บนแท่นสูง เขายืนกอดอกโดยไม่มีทีท่าร้อนใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่มองคนทั้งสองอย่างสงบ
“ฮึ ว่าแล้วเชียวว่าต้องมีสายสืบแฝงตัวเข้ามาแน่ พวกเ้าสองคนมีพลังแค่ระดับชีพมนุษย์แท้ๆ กลับบังอาจมาสร้างเื่ในสำนักของข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฆ่าเลย ฆ่าสิ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเ้าจะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว”
ราชันทั้งสี่ในชุดคลุมสีแดงมองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้ม คล้ายกำลังนึกสนุกอยู่อย่างไรอย่างนั้น ไม่มีใครสนใจความเป็ความตายของศิษย์แห่งสำนักมารเลยสักคน
ผู้พิทักษ์ทั้งสามพุ่งเข้าไปในฝูงคน ทั้งสามเข้าไปสู้กับสือพั่วเทียนและเสี่ยวอวี้จนชุลมุนไปหมด ยิ่งมีศิษย์แห่งสำนักมารตายมากขึ้นหนึ่งคน พวกเขาก็จะเสียเวลาในการทำพิธีมากขึ้นไปด้วย ทว่าในขณะเดียวกัน ศิษย์คนอื่นๆ ที่ยังเหลือรอดอยู่ก็จะมีสิทธิ์ได้รับพลังในบ่อโลหิตมากขึ้นเช่นกัน
เมื่อครู่ หลี่เมิ่งเหยาเคยคิดว่าเป็หลงเหยียนจริงๆ ดังนั้นเมื่อไม่เห็นร่างของหลงเหยียน นางจึงอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ ความรู้สึกของนางในตอนนี้ซับซ้อนเหลือเกิน เพราะนางรู้ดีว่าคนทั้งสองตรงหน้ามีพลังเพียงระดับชีพมนุษย์เท่านั้น ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้พิทักษ์ทั้งสามคนเป็ธรรมดา สามคนนั้นมีพลังอยู่ในระดับชีพมนุษย์ขั้นสูงเชียวนะ
อีกด้านหนึ่ง หนุ่มสาวทั้งหลายต่างก็ดีอกดีใจยิ่งนัก พวกเขารู้สึกเหมือนได้เห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง
“หลงเหยียน เ้าเป็ชายเพียงคนเดียวที่ข้าหลงรัก แม้จะไม่อยากให้เ้ามาที่นี่ ทว่าอีกใจหนึ่งก็ยังอดคาดหวังไม่ได้อยู่ดี ข้าอยากพบหน้าเ้าเป็ครั้งสุดท้ายอีกสักครา”
หลงเหยียนมีพลังเพียงระดับชีพมนุษย์ขั้นต่ำ ซึ่งเทียบชั้นกับยอดฝีมือของที่นี่ไม่ได้เลย
ผู้นำเฒ่ามองคนทั้งสอง จึงพบว่าทั้งสองร่วมกันต่อสู้ได้อย่างรู้ใจ ทั้งยังสังหารผู้พิทักษ์หนึ่งในสามได้สำเร็จอีกด้วย หลงเหยียนเองก็เพิ่งจะดูออกว่าทั้งสองต่อสู้ด้วยวิชาสำหรับการต่อสู้ร่วมโดยเฉพาะนั่นเอง รวมถึงทั้งสองต่างก็มีประสบการณ์ด้านการต่อสู้ร่วมกันมานานหลายปี จึงแสดงพลังที่แข็งแกร่งจนน่าทึ่งออกมาได้
ผู้นำเฒ่าประกายรอยยิ้มเยือกเย็นขึ้น “หากพวกไม่เอาไหนทั้งสามคนนั้นถูกฆ่าตายจริงๆ ตาเฒ่าหวง เ้าไปจัดการกับสองคนนั้นต่อก็แล้วกัน”
ตาเฒ่าหวง ยอดฝีมือระดับชีพธรณี ซึ่งเป็หนึ่งในราชันทั้งสี่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินลงไปด้านล่างอย่างเงียบงัน
สือพั่วเทียนกับเสี่ยวอวี้ร่วมกันต่อสู้ แสดงพลังทำลายล้างที่บ้าคลั่งออกมา ทว่านั่นกลับทำให้ตาเฒ่าหวงยกมุมปากขึ้นเบาๆ
“ฮึ... เ้าสองคนนี้ ไม่รู้จักเจียมตัวเองเลยจริงๆ”
ศิษย์คนอื่นๆ ที่มีพลังอ่อนแอไม่กล้าเข้าใกล้ทั้งสองด้วยซ้ำ มีเพียงผู้พิทักษ์สองคนที่เหลือที่ยังกล้าสู้กับพวกเขาอยู่ อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ ผู้พิทักษ์ทั้งสองคนต่างหากที่เป็ฝ่ายเสียเปรียบ
ผู้นำเฒ่าแหงนหน้าขึ้นไปมองนภา จันทราบนนั้นเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเมฆดำกลุ่มใหญ่กลับลอยเข้ามาใกล้จนแทบจะบดบังแสงจันทร์ลงจนหมดสิ้น
นี่เป็คืนที่มีราหูอมจันทร์ ซึ่งเป็เวลาที่เหมาะสมในการจัดพิธีบูชาโลหิตมากที่สุดของปี
ผู้นำเฒ่าเริ่มโมโหขึ้นมาเล็กน้อย
“เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หากพลาดเวลานี้ไป เราจะเสียฤกษ์ที่ดีที่สุดไปเช่นกัน ผู้เฒ่าหวัง เ้าก็ลงไปเถิด รีบสู้ให้มันจบไป ผู้ฝึกยุทธ์ระดับชีพมนุษย์สองคนนี้ช่างสมควรตายจริงๆ”
ไม่นานนัก ผู้เฒ่าหวังก็เข้าร่วมการต่อสู้เช่นกัน ผู้นำเฒ่ายืนอยู่ข้างกายหลี่เมิ่งเหยา เขาใช้มือที่แฝงไปด้วยรอยเหี่ยวย่นลูบจับใบหน้าของนางเบาๆ
“ช่างเป็สาวงามที่หาได้ยากจริงๆ หากเ้าไม่มีปราณหยินอยู่ในตัว ไหนเลยจะต้องมาตายแบบนี้ คงได้เป็ฮูหยินของข้าแทน ฮ่าฮ่าฮ่า...”
“ถุย... เ้าคนสารเลว อย่าฝันไปหน่อยเลย”
“อ้อ? อย่างนั้นหรือ? แม่สาวน้อย นิสัยเืร้อนของเ้าช่างโดนใจข้าเสียจริง รอให้ข้าแช่บ่อโลหิตก่อนเถิด เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะเด็กลงร่วมสี่สิบปีเลย อีกครู่เดียวข้าจะดูแลเ้าอย่างดีแน่นอน”
พูดจบก็คว้าหลี่เมิ่งเหยาเข้าไปกอด สอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในเสื้อบริเวณหน้าอกของนางอย่างกะทันหัน การกระทำดังกล่าวสร้างความฮือฮาแก่ศิษย์เบื้องล่างเป็อย่างมาก
“เ้าเดรัจฉาน ปล่อยข้านะ เ้าต้องไม่ตายดีแน่ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ปล่อยข้า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยิ่งเ้ามีนิสัยเผ็ดร้อนมากเท่าใด ข้าก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น ช่างถูกใจข้าเสียจริง!”
ในตอนที่ผู้นำเฒ่ากำลังจดจ่ออยู่กับการเชยชมเรือนร่างของหลี่เมิ่งเหยา ทันใดนั้นก็มีเสียงะเิดังขึ้นที่เบื้องล่าง เสียงในครั้งนี้ทั้งดังและกังวานกว่าเมื่อครู่หลายเท่า พลังระลอกนั้นผลักให้ฝูงคนรอบด้านลอยกระเด็นออกไป เพียงพริบตาเดียวก็มีหลุมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงคน แรงะเิซัดให้ศิษย์อย่างน้อยยี่สิบคนลอยกระเด็นออกไปในอากาศ ชิ้นส่วนร่างกายกับโลหิตสาดกระจายไปทั่วบริเวณ
“นี่มันเื่อะไรกัน?”
ผู้นำเฒ่าดึงแขนกลับออกมาจากเสื้อของหลี่เมิ่งเหยา มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึง
“ข้าสั่งให้ผู้เฒ่าหวงกับผู้เฒ่าหวังรีบจบการต่อสู้ลงไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นชัดๆ เขาถึงกับต้องอ้าปากค้าง
--------------------
