บทที่ 3
เรียนรู้
แสงอรุณรุ่งแรกของวันสาดส่องผ่านรอยแตกของผนังไม้เก่าๆ ปลุกมู่หลานให้ตื่นจากการหลับใหลเช่นทุกวัน นางลุกขึ้นจากที่นอนฟางบางๆ อย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนท่านตาและท่านยายที่ยังคงหลับใหลอยู่พร้อมกับเสียงไอกระเสาะกระแสะเป็ระยะ
กิจวัตรยามเช้าของนางเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว นางจัดการก่อไฟในเตา อุ่นอาหารที่เหลือจากเมื่อคืน และต้มยาหม้อใหม่เตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับมื้อเช้า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงค่อยๆ ปลุกท่านทั้งสองให้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและกินข้าวกินยา
"วันนี้ก็ไปเรียนอีกแล้วรึหลานรัก" ท่านยายลูบหัวนางเบาๆ ขณะที่นางกำลังป้อนข้าวต้มให้
"เ้าค่ะท่านยาย วันนี้ท่านอาจารย์เฉินจะเล่าเื่ประวัติศาสตร์ของสี่อาณาจักรให้ฟัง น่าสนุกออกเ้าค่ะ" นางตอบด้วยดวงตาเป็ประกาย
"ดีแล้ว... ตั้งใจเรียนนะหลานยาย" ท่านตาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น "ความรู้จะติดตัวเ้าไปตลอด"
หลังจากดูแลท่านทั้งสองจนอิ่มหนำและกินยาเรียบร้อยแล้ว มู่หลานก็รีบคว้าตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งกับพู่กันที่ขนหลุดลุ่ยไปหลายเส้น แล้ววิ่งออกจากบ้านไปยังจุดหมายเดิมๆ ของนางในทุกๆ เช้า... สถานศึกษาชนบท
มันไม่ใช่โรงเรียนที่ใหญ่โตอะไรเลย เป็เพียงศาลาไม้เก่าๆ ท้ายหมู่บ้านที่เคยถูกทิ้งร้างมาก่อน ชาวบ้านช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ พอให้ใช้เป็ที่เรียนหนังสือของเด็กๆ ที่ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสียให้ไปเรียนในสำนักศึกษาดีๆ ในเมืองได้ สถานที่แห่งนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยจิตใจเมตตาของคนเพียงคนเดียว... "ท่านอาจารย์เฉิน" บัณฑิตเฒ่าที่เกษียณอายุราชการกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด และอาสามาสอนหนังสือให้เด็กๆ โดยไม่คิดค่าตอบแทน
✎ ﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏﹏ ✎
เมื่อมู่หลานวิ่งมาถึง บรรยากาศในศาลาก็เป็เหมือนเช่นทุกวัน... วุ่นวาย
เด็กๆ ราวสิบกว่าคนกำลังวิ่งไล่จับกัน บ้างก็จับกลุ่มนั่งเล่นดีดลูกแก้วอยู่มุมห้อง บ้างก็แอบเอาขนมขึ้นมากินแล้วคุยกันเสียงดังโหวกเหวก ไม่มีใครสนใจตำราที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โทรมๆ ของตนเองเลยแม้แต่น้อย
ณ ด้านหน้าสุดของห้องเรียน บัณฑิตชราผมขาวโพลนในชุดผ้าฝ้ายสีซีดกำลังยืนนิ่งๆ มองภาพความวุ่นวายนั้นด้วยแววตาที่เรียบเฉย ท่านอาจารย์เฉิน... ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี หลังของท่านเริ่มงุ้มลงเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาของท่านยังคงฉายแววแห่งปัญญาและความเมตตาออกมาเสมอ
หลายคนอาจจะคิดว่าท่านคงจะรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังที่ต้องมาสอนเด็กๆ ที่ไม่เคยให้ความร่วมมือเหล่านี้ แต่เปล่าเลย... เหตุผลที่ท่านยังคงอดทนมายืนอยู่ตรงนี้ได้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะเด็กเ่าั้ แต่เป็เพราะ "ความหวังเดียว" ของท่านกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในศาลาพอดี
"ท่านอาจารย์! ข้ามาแล้วเ้าค่ะ! ขออภัยที่สายนะเ้าคะ!" มู่หลานวางตำราลงบนโต๊ะแถวหน้าสุด ก่อนจะโค้งคำนับให้อาจารย์ของนางจนสุดตัว
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของท่านอาจารย์เฉินเป็ครั้งแรกของวัน "ไม่เป็ไรมู่หลาน เ้ารีบไปดูแลท่านตา ท่านยายมาใช่หรือไม่ นั่งลงเถอะ"
"เ้าค่ะ" นางตอบรับแล้วรีบนั่งลงอย่างเรียบร้อย เปิดตำราและเตรียมฝนหมึกรออย่างตั้งใจ
ท่านอาจารย์เฉินกระแอมไอเสียงดัง "เอาล่ะ! ทุกคนนั่งที่ได้แล้ว! วันนี้เราจะมาเรียนกันต่อเื่ดินแดนของเรา!"
เสียงของท่านแทบจะจมหายไปในความวุ่นวายของเด็กคนอื่นๆ มีเพียงไม่กี่คนที่ยอมกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจบทเรียนอยู่ดี
ทว่าท่านอาจารย์เฉินไม่ได้ใส่ใจเสียงรอบข้างอีกต่อไปแล้ว สายตาของท่านจับจ้องมาที่ลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาของนางที่จ้องกลับมานั้น ใสซื่อและเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่รู้ มันเป็แววตาที่เติมเต็มจิติญญาความเป็ครูของท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์
"อย่างที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง... ดินแดนของเรา หรือที่ถูกเรียกขานกันว่า 'ดินแดนัแห่งพงไพร' นั้น ถูกแบ่งออกเป็สี่มหาอาณาจักรใหญ่ตามทิศทั้งสี่... มู่หลาน เ้าจำได้หรือไม่ว่ามีอาณาจักรอะไรบ้าง"
ราวกับว่าทั้งสองคนอยู่ในโลกอีกใบที่มีเพียงแค่ครูกับศิษย์ มู่หลานลุกขึ้นยืนแล้วตอบฉะฉาน "จำได้เ้าค่ะ! มีอาณาจักรพฤกษาบูรพาซึ่งเป็บ้านของเรา, อาณาจักรปราการอุดรทางทิศเหนือ, อาณาจักรภูผาประจิมทางทิศตะวันตก และอาณาจักรสมุทรทักษิณทางทิศใต้เ้าค่ะ!"
"ดีมาก! ดีมาก!" ท่านอาจารย์เฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "แต่ละอาณาจักรก็มีลักษณะภูมิประเทศและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป แต่พวกเ้ารู้หรือไม่ ว่าอะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงอาณาจักรทั้งสี่นี้ไว้ด้วยกัน"
ท่านอาจารย์แกล้งถามไปอย่างนั้นเอง ท่านรู้ดีว่าไม่มีเด็กคนไหนตอบได้ และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เสียงจ้อกแจ้กจอแจยังคงดังอยู่เช่นเดิม มีเพียงมู่หลานเท่านั้นที่ทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง นางส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่ทราบเ้าค่ะท่านอาจารย์"
บัณฑิตเฒ่ายิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นของตนวาดภาพแผนที่อย่างง่ายๆ ลงบนกระดานดำเก่าๆ
ณ จุดศูนย์กลาง ที่ซึ่งเขตแดนของทั้งสี่อาณาจักรมากัน...
มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งปวง...
มันคือเสาหินขนาดั์ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า...
คำพูดของท่านอาจารย์เฉินทำให้เสียงพูดคุยของเด็กคนอื่นๆ เงียบลงไปเล็กน้อยด้วยความสนใจ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับไปวุ่นวายเหมือนเดิม
แต่สำหรับมู่หลานแล้ว... ทุกถ้อยคำของท่านอาจารย์กลับตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของนาง นางจินตนาการภาพตาม... เสาหินที่สูงเสียดฟ้า... มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันนะ?
"ตำนานที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกล่าวว่า เสาต้นนั้นคือต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง... และเป็สิ่งที่ทำให้โลกของเราแตกต่างจากโลกอื่นๆ ผู้คนต่างเรียกขานมันด้วยชื่อเดียวกันว่า..."
✨ “เสาแห่งิญญา์” ✨
เมื่อชื่อนั้นถูกเอ่ยออกมา มู่หลานรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสายเล็กๆ วิ่งผ่านร่างของนางไป 'เสาแห่งิญญา์...' มันเป็ชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่และลึกลับอย่างบอกไม่ถูก ความอยากรู้อยากเห็นที่นางมีอยู่เต็มเปี่ยมถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างรุนแรง นางไม่สนใจอีกแล้วว่าเพื่อนคนอื่นๆ จะส่งเสียงดังหรือวิ่งเล่นกันอย่างไร ในหัวของนางตอนนี้มีแต่คำว่า "เสาแห่งิญญา์" วนเวียนอยู่เต็มไปหมด
นางยกมือขึ้นช้าๆ รอจนท่านอาจารย์เฉินพยักหน้าอนุญาต
เด็กสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตของนางจ้องมองไปยังบัณฑิตเฒ่าด้วยแววตาที่จริงจังและใฝ่รู้ที่สุดเท่าที่เคยเป็มา ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่อยู่ในใจของนางออกมาด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
"เสาแห่งิญญา์คืออะไรเ้าค่ะท่านอาจารย์?"
ความเงียบเข้าปกคลุมศาลาไม้เก่าๆ เป็ครั้งแรกของวันอย่างน่าอัศจรรย์ คำถามที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของมู่หลาน ดึงความสนใจของเด็กคนอื่นๆ ให้หยุดจากการเล่นและหันมามองเป็ตาเดียวกัน พวกเขาก็เคยได้ยินชื่อ "เสาแห่งิญญา์" มาบ้างจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ แต่มันก็เป็เพียงชื่อที่ผ่านหูไปเท่านั้น ไม่เคยมีใครคิดจะตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจังเช่นนี้มาก่อน
ท่านอาจารย์เฉินไม่ได้เอ่ยปากตอบในทันที ดวงตาอันเปี่ยมปัญญาของท่านจับจ้องมาที่มู่หลานอย่างอ่อนโยน บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏรอยยิ้มที่อบอุ่นและภาคภูมิใจอย่างที่สุด มันเป็รอยยิ้มของครูที่ได้พบกับลูกศิษย์ที่ตนเองเฝ้ารอมาทั้งชีวิต
"เป็คำถามที่ดีมาก... มู่หลาน" บัณฑิตเฒ่าเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของท่านไม่ได้ดัง แต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งศาลาที่เงียบสงัด “เป็คำถามที่ดีสำหรับการสอนวันนี้”
ท่านค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะของมู่หลาน ก่อนจะหันหน้าไปทางเด็กคนอื่นๆ ที่กำลังตั้งใจฟังอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
"พวกเ้าทุกคน... ฟังให้ดี" ท่านอาจารย์เฉินกล่าว "สิ่งที่ข้าจะเล่าต่อไปนี้ คือรากฐานของโลกที่เราอาศัยอยู่ คือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่าอาณาจักรใดๆ และคือสิ่งที่ทำให้พวกเราแตกต่างจากมนุษย์ในดินแดนอื่นๆ"
*** โปรดติดตามตอนต่อไป ***
