บทที่ 195 งานเลี้ยงฉลอง
จากนั้นร่างของลู่อวี่ก็ก้าวผ่านประตูเข้ามา เมื่อเห็นทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถง เขาก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา สายตากวาดมองรอบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหตุใดทุกท่านถึงทำหน้าเครียดกันเช่นนั้นเล่า? วันนี้เป็วันฉลองชัยชนะไม่ใช่หรือ นั่งลงเถิด!”
ลู่อวี่กล่าวพลางเดินตรงไปยังเก้าอี้ประธานแล้วนั่งลงอย่างสบายๆ ผู้ที่ติดตามเขามาด้านหลังคือลู่หงิและผู้เฒ่าสามลู่หงจี ทั้งยังมีองครักษ์และผู้ดูแลของตระกูลอีกจำนวนหนึ่งตามมาด้วย แต่นอกจากลู่หงจีแล้ว คนที่เหลือต้องยืนรออยู่ด้านนอกห้องโถง พวกเขายังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้
หลังจากที่ลู่อวี่นั่งลงแล้ว เหล่านักพรตตระกูลลู่ทั้งหมดก็พากันโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกล่าวทักทายเสียงดังฟังชัด
“คารวะนายน้อย!”
จากนั้นพวกเขาจึงทยอยนั่งลง แม้ลู่อวี่จะแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน แต่พอเห็นภาพตรงหน้าเขาก็รู้สึกยินดีเป็อย่างมาก ระหว่างที่เหล่านักพรตโค้งคำนับ เขาก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ยอมรับการคำนับของทุกคนอย่างใจกว้าง
รอจนกระทั่งทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ลู่อวี่จึงเริ่มสำรวจเหล่านักพรตยอดฝีมือของตระกูล ที่ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ด้านนอกเป็เวลานานหลายเดือนอย่างละเอียด
าระหว่างเทียนตูกับดินแดนมาร ถึงแม้สมรภูมิรบบางแห่งจะเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่บางแห่งก็สงบสุขจนทำให้มีนักพรตไร้หน้าที่ แต่ก็บรรลุจุดประสงค์ในการฝึกฝนคนรุ่นหลังของตระกูลได้ บรรดาศิษย์ในตระกูลจำนวนมากที่กลับมาคราวนี้ล้วนมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไป พวกเขามีท่าทางสุขุมเยือกเย็นมากขึ้น อีกทั้งระดับขั้นพลังยุทธ์ยังก้าวหน้าขึ้นด้วย ทำให้ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งหลายรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
ในบรรดาคนเหล่านี้มีคนที่ลู่อวี่รู้จักไม่มากนัก แต่ก็นับว่าไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่ปกติแล้วลู่อวี่มักจะยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรและการปรุงโอสถ ทำให้เขามีโอกาสพูดคุยกับนักพรตยอดฝีมือในตระกูลน้อยมาก คราวนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดบิดาถึงมอบหมายให้เขาเป็ผู้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ เห็นได้ชัดว่ามันเป็โอกาสอันดีที่เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญในตระกูล
“ฉางเซิง ได้ยินว่าตอนออกไปรบคราวนี้ เ้าสังหารนักพรตดินแดนมารไปถึงหกคน สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้ตระกูล ข้าอิจฉาเ้ามากที่ได้ไปโลดแล่นอยู่ในสมรภูมิรบ ชำระความแค้นให้สาสมใจ!” ลู่อวี่กล่าวอย่างยิ้มแย้มขณะมองไปทางชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งมีอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงในคราแรกค่อนข้างตึงเครียด เป็เพราะการปรากฏตัวของลู่อวี่ ทว่าเมื่อเขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทุกคนที่อยู่ในงานต่างก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น บนใบหน้าของพวกเขาล้วนเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
บุรุษที่ลู่อวี่เรียกว่าฉางเซิงนั้นเป็ลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง รูปร่างหน้าตาหล่อเหลางามสง่า ตอนนี้อีกฝ่ายมีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายขั้นฟันฝ่าแล้ว ถือว่าเป็อัจฉริยะรุ่นเยาว์อีกผู้หนึ่งของตระกูล บิดาของเขามีตำแหน่งเป็ถึงผู้คุมกฎซึ่งมีพลังยุทธ์อยู่ใน่ปลายของขั้นตงซวน ถือเป็ตำแหน่งสำคัญในตระกูล และอีกฝ่ายก็เคยพบกับลู่อวี่ถึงสองครั้งสองครา
ความจริงแล้วลู่อวี่ก็ไม่ได้มอบรางวัลที่ล้ำค่ามากนัก เพียงมอบโอสถวิเศษให้คนละสามเม็ดเท่านั้น ทว่าโอสถทั้งสามเม็ดนี้ล้วนเป็โอสถขั้นห้าและมีผลในการช่วยชีวิตทั้งหมด ประกอบด้วยยายืดอายุไป่เฉ่าหนึ่งเม็ด ยาอายุวัฒนะน้ำค้างขาวขั้นห้าหนึ่งเม็ดและยาอายุวัฒนะหลีอวิ่นหนึ่งเม็ด
ทว่าเื่ดังกล่าวเป็มุมมองของเขาเพียงคนเดียว เขามองว่าของรางวัลที่นำมามอบให้เป็เพียงสิ่งของธรรมดาทั่วไป เพียงโอสถขั้นห้ารวมๆ กันกว่าหลายพันเม็ด ขอเพียงมีวัตถุดิบเพียงพอ เขาก็สามารถปรุงโอสถออกมาได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว ทว่าเื่นี้เป็สิ่งที่เขาสามารถทำได้เพียงคนเดียว แม้แต่นักปรุงโอสถขั้นห้าสองคนของตระกูลลู่ ก็ยังไม่สามารถปรุงโอสถขั้นห้าได้เป็พันหรือเป็หมื่นเม็ดในเตาเดียว
ในงานชุมนุมโอสถเทียนอวิ๋นครั้งก่อน พวกเขาทำได้เพราะอาศัยพลังจากิญญาอาวุธของเตาหลอมเทียนซิง ถึงปรุงโอสถขั้นห้าออกมาได้จำนวนมาก มิเช่นนั้นด้วยฝีมือของพวกเขาเองคงไม่มีทางทำได้เด็ดขาด
่สองสามวันมานี้ลู่อวี่อารมณ์ดีมาก เหตุผลประการแรกคือเหล่านักพรตยอดฝีมือของตระกูลลู่ หลังจากออกไปสั่งสมประสบการณ์แล้วก็มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพียงตัวเขาเท่านั้น คนตระกูลลู่ต่างก็พึงพอใจกับผลงานของคนเหล่านี้ไม่น้อย
ส่วนเื่น่ายินดีอีกประการคือทักษะการปรุงโอสถของจีชิงรั่วกับลู่หนานเลื่อนมาเป็นักปรุงโอสถขั้นแปดแล้ว แม้แต่โอสถขั้นเจ็ดบางชนิดพวกนางก็สามารถปรุงออกมาได้ เพียงแต่อัตราความสำเร็จยังไม่สูงมากก็เท่านั้น
จีชิงรั่วมีนิสัยเงียบขรึมรักสงบอยู่แล้ว ในฐานะนักปรุงโอสถ การอดทนต่อความโดดเดี่ยวถือเป็หนึ่งในคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ แต่การที่ลู่หนานสามารถบรรลุขีดความสามารถตามมาได้อย่างรวดเร็ว ก็ทำเอาลู่อวี่ใอยู่เหมือนกัน แต่หลังจากนั้นก็ได้รู้ความจริงว่า แท้จริงแล้วเป็เพราะกิจการโอสถวิเศษในเทียนตูได้รับความนิยมมากเกินไป แม้เด็กสาวทั้งสองคนอยากจะอู้งานมากสักเพียงใด ก็ถูกผู้เฒ่าห้าลู่หงิจับตัวไปใช้แรงงานอยู่ดี แล้วยังไม่คิดเสียดายวัตถุดิบอีก เขาบีบบังคับพวกนางจนต้องปรับปรุงทักษะการปรุงโอสถของตนเอง ดังนั้นประโยคแรกที่พวกนางกล่าวกับลู่อวี่จึงเป็การฟ้องร้อง
“พี่ชาย ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้าอยากพักผ่อน ข้าอยากไปเล่น แล้วยังต้องบำเพ็ญเพียรอีก ไหนเลยจะปรุงโอสถได้ทุกวี่ทุกวัน ท่านผู้เฒ่าห้าใจร้ายมากเกินไปแล้ว ท่านดูสิว่าชิงรั่วผอมลงไปมากเพียงใด เป็เช่นนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าพวกข้าน่าสงสารมากหรือ!”
ลู่อวี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ยังกล้าเอาชิงรั่วมากล่าวอ้างอีก ข้าว่าเ้าคงจะทนความเหงากับความเบื่อไม่ได้มากกว่า! อืม แต่ดูจากผลงานของเ้าทั้งสองคนแล้ว ก็สมควรปล่อยให้พวกเ้าได้ผ่อนคลายสักหน่อย!”
“ยอดเยี่ยม พี่ชายท่านใจดียิ่งนัก!” ลู่หนานะโเสียงดังขณะกอดแขนของพี่ชายแล้วเขย่าไปมา ดวงตาคู่สวยของนางเปล่งประกายความตื่นเต้นอย่างเต็มเปี่ยม
แม้แต่จีชิงรั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เผยรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมาเช่นกัน
“พี่ชาย ได้ยินว่าท่านสร้างตำหนักตันหลิงหรืออะไรสักอย่างที่ด้านนอก หากไม่ว่าอะไร ท่านพาข้ากับชิงรั่วไปช่วยงานท่านที่นั่นก็ได้ ยามนี้พวกเราเป็นักปรุงโอสถขั้นแปดอย่างแท้จริงแล้วนะ!”
“ไม่ได้!” ลู่อวี่กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ระคนขบขัน จีชิงรั่วเขาไม่ต้องเป็ห่วง แต่ด้วยนิสัยของลู่หนาน หากไปที่ตำหนักตันหลิงแล้วนางจะยอมอยู่เฉยหรือ? เขาไม่มีเวลามาคอยตามดูแลนางทุกวันแน่ จึงกล่าวว่า “ยามนี้เ้าก็โตแล้ว นอกจากปรุงโอสถและบำเพ็ญเพียร ก็ควรจะสงบเสงี่ยมเสียบ้าง อย่าเอาแต่คิดจะเล่นสนุกเพียงอย่างเดียว หากพลังยุทธ์ของเ้าไม่ก้าวหน้า ระวังจะไม่มีผู้ใดแต่งไปเป็ภรรยาเล่า!”
“เชอะ ไม่ให้ไปก็บอกมาสิ ทำไมต้องมาพูดจาข่มขวัญกันด้วย ชิงรั่ว ไปกันเถิด อย่าไปสนใจเขาเลย!” หลังจากออดอ้อนพี่ชายอยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าเขากำลังจะเริ่มเทศนาตนเอง ลู่หนานก็รีบคว้ามือจีชิงรั่วแล้วพาวิ่งหนีออกไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะออกอาการไม่เต็มใจสักเท่าไรก็ตาม
เขามองตามจีชิงรั่วและลู่หนานที่วิ่งออกไปด้วยท่าทางสนุกสนาน ลู่อวี่พลันรู้สึกอบอุ่นในใจ บางทีการได้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเพียงลำพัง อาจจะได้รับอิสรเสรีและความสบายใจ แต่หากมีครอบครัวและมิตรสหายคอยเป็ห่วงเป็ใยและคอยมอบความอบอุ่นให้ สิ่งที่ได้รับกลับเป็ความกังวลใจและความห่วงหา แต่ความรู้สึกเช่นนี้กลับดีกว่าการมีอิสระเสียอีก
ลู่อวี่กลับไปยังตำหนักตันหลิงในวันที่สาม เขาอยู่ที่ตระกูลลู่ต่ออีกวันหนึ่ง เพื่อชี้แนะการฝึกฝนและการปรุงโอสถให้เด็กสาวทั้งสองคน ด้านการบำเพ็ญเพียรเขาไม่นึกเป็ห่วงมากนัก ถึงเขาจะไม่อยู่ ตระกูลลู่ก็ยังมีคนมากมายที่สามารถชี้แนะพวกนางได้ แต่ด้านการปรุงโอสถ แม้ลู่หงิกับลู่เหว่ยเฉินจะสามารถให้คำแนะนำได้ แต่ความรู้ของพวกเขาย่อมด้อยกว่าลู่อวี่อยู่หลายขุม
ถึงเด็กสาวทั้งสองคนจะเพิ่งเป็นักปรุงโอสถขั้นแปด แต่ผู้ที่สามารถปรุงโอสถขั้นเจ็ดได้ั้แ่เมื่อครั้งที่เป็นักปรุงโอสถขั้นแปดมีอยู่น้อยนัก สิ่งนี้จึงเป็หลักฐานที่ชัดเจนว่าพวกนางมีพร์ในการปรุงโอสถอย่างยิ่ง ลู่อวี่ไม่มีทางปล่อยปละละเลยพวกนางโดยเด็ดขาด เพียงแต่ทางฝั่งตำหนักตันหลิงถึงจะดูเหมือนว่าปลอดภัย แต่ในยามข้างหน้าก็ยากที่จะรับประกันได้ว่า ตำหนักตันหลิงจะไม่ถูกนักพรตมารหมายหัว ดังนั้นการปล่อยให้ลูกศิษย์ทั้งสองอยู่ในตระกูลลู่ต่อไปย่อมปลอดภัยกว่า
หลังจากผู้คุ้มครองตำหนักตันหลิงเข้ามารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ ว่าทุกอย่างดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ลู่อวี่ก็บอกให้คนนั้นกลับไปและเริ่มการบำเพ็ญเพียร
ณ โถงประชุมหลัก ตำหนักมหาเทพ
นับั้แ่าระหว่างเทียนตูกับดินแดนมารปะทุขึ้นมา ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ก็แทบจะพำนักอยู่ที่นี่ตลอดเวลา โชคดีที่เขาเป็ผู้มีอำนาจควบคุมตำหนักมหาเทพที่แท้จริงในปัจจุบัน นอกจากจะเกิดเื่ร้ายแรงขึ้น ก็แทบไม่มีผู้ใดไปรบกวนเขา
แต่วันนี้กลับมีคนมารวมตัวกันที่ตำหนักมหาเทพหลายสิบคน พวกเขากำลังส่งต่อม้วนคัมภีร์หยกให้อีกฝ่ายดู เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่อยู่ในม้วนคัมภีร์หยกน่าจะเป็เื่สำคัญยิ่ง
หลังจากที่ทุกคนผลัดกันดูม้วนคัมภีร์หยกในมือจนครบ พวกเขาก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาก ด้วยทราบดีว่า ‘เหมืองแร่เซียนหยกระดับสูง’ บ่งบอกถึงสิ่งใด ถึงแม้ตอนนี้เทียนตูจะไม่ได้้าเซียนหยกมากนัก แต่นั่นก็หมายถึงเซียนหยกระดับกลางและระดับล่างเท่านั้น สำหรับเซียนหยกระดับสูงและเซียนหยกชั้นยอด นักพรตส่วนใหญ่แทบไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการมีใน
เซียนหยกระดับกลางและระดับล่างสามารถนำมาใช้ฝึกฝนและสร้างค่ายกลธรรมดาได้ แต่เซียนหยกระดับสูงและเซียนหยกชั้นยอดกลับหาได้ยากยิ่งนัก นอกจากจะเป็วัตถุดิบสำคัญที่ถือเป็แกนกลางของค่ายกลขนาดใหญ่แล้ว สำหรับนักพรตระดับสูงหลายคน เซียนหยกระดับสูงและเซียนหยกชั้นยอดเ่าั้สามารถใช้ทดแทนโอสถวิเศษในการฝึกบำเพ็ญได้
ดังนั้นเซียนหยกระดับสูงและเซียนหยกชั้นยอดจึงถือได้ว่าเป็ทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ระดับสูง โดยเฉพาะในเทียนตู ถึงพวกเขาจะไม่ได้ขาดแคลนเซียนหยก แต่เหมืองแร่เซียนหยกระดับสูงและเซียนหยกชั้นยอดกลับไม่ถูกค้นพบมานานกว่าพันปีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันตกไปอยู่ในเงื้อมมือของนักพรตดินแดนมารเป็อันขาด มิเช่นนั้นแล้ว ด้วยทรัพยากรจากเหมืองแร่เซียนหยกชั้นยอดและเซียนหยกระดับสูง นักพรตมารที่ถูกส่งเข้ามาเป็กำลังเสริมในเทียนตู ย่อมเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว และมันเกินกว่าที่ขุมอำนาจทั้งหมดในเทียนตูจะแบกรับไหว
“เื่นี้ไม่อาจประนีประนอมได้ แต่ในเมื่อเป็การช่วยเหลือ ย่อมต้องใช้กลยุทธ์บุกโจมตีโดยเฉียบพลัน ขับไล่นักพรตมารออกไปให้เร็วที่สุด จากนั้นก็ใช้กำลังพลที่เหนือกว่าเข้ายึดครองเหมืองแร่เซียนหยกและเริ่มต้นการขุดค้นทันที ถึงแม้พวกเราจะยังไม่ทราบว่าเหมืองแร่แห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด แต่ในเมื่อเป็เหมืองแร่เซียนหยกชั้นยอดแล้ว ย่อมไม่ใช่พื้นที่ขนาดย่อมอย่างแน่นอน ต้องจัดเตรียมกำลังพลและจัดวางการป้องกันอย่างดี!”
“จำนวนนักพรตดินแดนมารมีน้อยกว่าพวกเรามาก แต่อาณาเขตพื้นที่ที่พวกเราต้องรับผิดชอบปกป้องมันกว้างใหญ่มากเกินไป กำลังพลของพวกเราจึงไม่เพียงพอ ดูเหมือนจะได้เวลาเกณฑ์กำลังพลเพิ่มแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเราใช้กำลังพลจากขุมกำลังใหญ่เป็หลัก แต่หลังจากนี้ไปจะต้องเปลี่ยนวิธีการ โดยการคัดเลือกนักพรตที่มีพลังแข็งแกร่งจากนักพรตทั้งหมดในเทียนตู แล้วการทำเช่นนั้นได้ ย่อมต้องเพิ่มจำนวนรางวัลตอบแทนด้วย!”
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง หากนักพรตดินแดนมารยกทัพมาบุกโจมตีเหมืองแร่เซียนหยกชั้นยอดและเซียนหยกระดับสูง เช่นนั้นพวกเราก็สามารถส่งกำลังพลบางส่วนไปยึดครองพื้นที่สำคัญ ที่เคยถูกนักพรตดินแดนมารแย่งชิงไปกลับคืนมาได้ เช่นนี้น่าจะช่วยลดขอบเขตการป้องกันของพวกเราลงได้ และประหยัดกำลังพลไปได้ไม่น้อย”
ฐานทัพดินแดนมารฝั่งตะวันตก
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แม้จำนวนนักพรตมารจะเพิ่มขึ้นมาก แต่พวกเขากลับสูญเสียนักพรตไปจำนวนไม่น้อยในระหว่างการต่อสู้กับนักพรตเทียนตู โดยเฉพาะเื่ที่นักพรตดินแดนมารไม่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ทุกครั้งที่ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติจะสามารถส่งนักพรตมารมาได้สองถึงสามร้อยคน แต่ถึงนักพรตมารจะมีความสามารถในการต่อสู้ที่เหนือกว่า แต่หลังจากนักพรตของเทียนตูใช้พลังของโอสถมาอุดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ความสูญเสียของพวกเขากลับร้ายแรงยิ่งนัก ถึงขั้นที่ราชันผู้มีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นเกิดเทพเ้ายังดับสูญไปแล้วถึงสามคน ถือเป็ความสูญเสียและความอับอายที่นักพรตดินแดนมารไม่อาจทนรับได้
หลังจากราชันหน้าผีได้ทราบความจริงจากปากของนักปรุงโอสถมู่หลงจื่อแล้ว เขาก็ได้ปรึกษาหารือกับยอดฝีมือคนอื่นๆ ของดินแดนมารอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังหาทางรับมือกับตำหนักตันหลิงที่ก่อตั้งโดยตำหนักมหาเทพไม่ได้
