เฉียวเยว่รู้สึกว่าหรงจ้านเป็คนที่น่ารำคาญยิ่งนัก เห็นอยู่ว่าสามารถพูดดีๆ ได้แต่เขากลับไม่ทำ มักเอ่ยแต่ถ้อยคำระคายหู ราวกับว่าพอได้เอ่ยถ้อยคำแสลงหูเ่าั้แล้ว เขาจะได้ขึ้น์อย่างไรอย่างนั้น
นางรู้สึกว่าเขาไม่น่ารักเลยสักนิด
แต่นางกลับอารมณ์ดีมาก หลังจากซื้อขนมกลับมาถึงบ้าน หลันหมัวมัวก็ดึงนางมาถามเซ้าซี้ "คุณหนูเล่าให้หมัวมัวฟังเสียดีๆ มีข่าวใหม่อันใดใช่หรือไม่?"
ทุกคนมักอยากรู้อยากเห็นเื่ทำนองนี้กันทั้งนั้น เฉียวเยว่ส่ายหน้า "ไม่มี พวกเราจะรู้อะไรได้ อาจารย์กู้เข้มงวดมาก อีกอย่างสหายร่วมชั้นผู้นั้นก็ไม่มาเรียน"
ฟังมาถึงตรงนี้ หลันหมัวมัวก็พรูลมหายใจออก เอ่ยว่า "บ่าวนึกว่าจะมีข่าวใหญ่อันใดเสียอีก"
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคัก "ทำให้ท่านต้องผิดหวังแล้ว"
นางกลับไปที่ห้อง แล้วจมอยู่กับความเงียบ
อิ้งเยว่เดินเข้ามา วันนี้นางเข้าวัง ดังนั้นจึงมิได้ไปสำนักศึกษาสตรี เห็นเฉียวเยว่นั่งใจลอยก็ถามขึ้น "คิดอะไรอยู่"
เฉียวเยว่เอามือลูบคาง "เื่เล่าลือกันจนรู้ไปทั่วเมืองแล้ว ข้าย่อมอยากจะล้วงลึกให้มากกว่านี้หน่อย"
อิ้งเยว่นั่งลง "อวี้อ๋องเป็คนจัดการกระมัง?"
เฉียวเยว่ส่ายหน้าทันควัน แต่หลังจากส่ายหน้าแล้วก็ยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะพยักหน้า
นางไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดตนเองถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองในการปกป้องอวี้อ๋องรวดเร็วถึงปานนั้น "พี่สาว ท่านทราบได้อย่างไร"
อิ้งเยว่ "คาดคะเนเอา"
เฉียวเยว่เบิกดวงตากลมโต ขยับเข้ามานั่งข้างๆ อิ้งเยว่ พลางทำสีหน้าน่าเอ็นดู "พี่สาวอธิบายให้ข้าฟังหน่อยสิ"
"เื่นี้ให้พูดตามตรงก็เป็ความผิดของเขา หากเขาไม่ส่งของมาให้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งยังแสดงออกว่าสนิทสนมกับเ้าเป็พิเศษ ก็คงจะไม่เกิดเื่ต่างๆ มากมายตามมาภายหลัง เพราะเื่นี้ทำให้สหายร่วมชั้นดูแคลนเ้า จึงนำมาสู่เหตุการณ์ที่เ้าลงมือตบผู้อื่น ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เพราะเ้าตบคนจึงถูกลงโทษ สหายร่วมชั้นของเ้าพูดจาว่าร้ายก็ได้รับโทษ แต่นางเล่า? ยังอยู่สุขสบายดี สาเหตุที่สหายร่วมชั้นของเ้าเอ่ยวาจาน่ารังเกียจเช่นนั้นออกมาจะต้องถูกคนยั่วยุอย่างแน่นอน และคนที่เป็ไปได้มากที่สุดก็คือญาติผู้ที่อยู่กับนาง จึงไม่มีเหตุผลที่นางจะไม่ต้องรับผลอันใดเลย อีกอย่างการกระชากหน้ากากจอมปลอมของนางออกมา เป็การทำให้ญาติผู้น้องของนางที่ว่าร้ายเ้าผู้นั้นได้ตาสว่าง และขณะเดียวกันก็ทำให้คนรอบตัวไม่รู้สึกหมั่นไส้สหายร่วมชั้นของเ้าอีกต่อไป อย่างไรเสียเ้ากับสหายร่วมชั้นก็ยังต้องอยู่ห้องเดียวกันอีกหลายปี" อิ้งเยว่วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา
นางเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าคิดว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ผิดตรงไหน อวี้อ๋องเป็ผู้ริเริ่มทำให้เกิดเื่นี้ เขาก็ควรจัดการผลที่ตามมาแทนเ้า พูดให้ฟังระคายหูหน่อย ไม่อาจปล่อยให้คนถ่อยปากเสียลอยนวล และคนต้นเื่ผู้นั้นก็หาใช่คนที่จะแสร้งทำเป็ดอกบัวขาวด้วยกระมัง?"
เฉียวเยว่ปรบมือ "พี่สาววิเคราะห์ได้ยอดเยี่ยม!"
"ตัวเ้าก็สามารถคิดเองได้ ไยต้องมาคุยกับข้า หาแนวร่วมหรือ? เ้าไม่ต้องรู้สึกผิดหรืออะไรทั้งนั้น ไม่มีใครลากนางไปลักลอบพบกันเสียหน่อย"
เฉียวเยว่ถอนหายใจออกมา "พี่สาว ท่านประเมินข้าสูงส่งไปแล้ว ข้าหาใช่คนประเภทที่จะรู้สึกผิดต่อผู้อื่น เป็คนเห็นแก่ตัวรักผลประโยชน์มาั้แ่เล็ก เป็หมาป่าตาขาวที่ใครให้น้ำนมก็เรียกว่ามารดา ข้าไหนเลยจะไปรู้สึกว่าผู้อื่นคิดเช่นไร"
อิ้งเยว่ "..."
เฉียวเยว่ยืดเอวบิดี้เี แล้วพูดอีกว่า "ข้าซื้อขนมฝูหรงมา พี่สาวจะกินหรือไม่?"
อิ้งเยว่มองนางอย่างรังเกียจ ก่อนจะพูดอย่างระอาใจ "เงินส่วนตัวของเ้าใช้ซื้อแต่ของกินล่ะสิ"
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคัก พยักหน้ายอมรับ "ไม่ได้หรือ?"
"ได้ อันนี้ได้" อิ้งเยว่ตอบ "สีผึ้งหอมของข้าใช้หมดแล้ว ของใหม่ท่านแม่ยังทำไม่เสร็จ ถึงอย่างไรเ้าไปสำนักศึกษาก็ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ให้ข้าก่อนได้หรือไม่?"
เฉียวเยว่รู้สึกได้ว่ามีความนัยซ่อนเร้นก็หัวเราะคิก หลังจากนั้นก็ถามอย่างกวนๆ "คนสวย... ว่ากันว่าสตรีมักอยากจะงดงามในสายตาของคนที่ชมชอบ ท่านเข้าวังครานี้ดูเปลี่ยนไปทั้งตัว ว่าอย่างไร รู้สึกว่าเสด็จพี่รัชทายาทดียิ่ง จนอยากจับเขาให้อยู่หมัดใช่หรือไม่?"
เฉียวเยว่บีบคางของพี่สาว พลางโน้มตัวไปข้างหน้า ดวงตาดำขลับเจิดจรัส แต่การแสดงออกกลับคล้ายคนเ้าชู้เสเพล
"ฮั่นแน่... มา มาเล่าให้ข้าฟังเสียดีๆ"
อิ้งเยว่หยิกแก้มป่องๆ ของน้องสาว แล้วผลักแม่หนูน้อยออกไปด้านข้าง "เ้าคิดมากไปแล้ว ตกลงจะให้หรือไม่"
เฉียวตอบทันควัน "ให้ ให้ ให้ พี่สาว้าสิ่งใดล้วนให้หมด ท่านเขินข้ารู้หรอกน่า แต่วางใจได้ ข้าไม่เปิดโปงความคิดอ่านของท่านหรอก ข้า..."
"เ้าน่ะหรือ แค่ไม่พูดจาเรื่อยเปื่อย ข้าก็ขอบคุณแล้ว" อิ้งเยว่พูดต่อ "ข้าแค่พบว่าฮองเฮาทรงโปรดปรานสีผึ้งกลิ่นนั้น ก็เลยเกิดความคิดอยากนำไปใช้ เด็กอย่างเ้าไม่เข้าใจหรอก"
เฉียวเยว่เข้าใจทันที "เข้าใจแล้ว ข้ารู้หมดนั่นแหละ วันหลังพี่สาวมาคุยกับข้าอีกนะ ข้าจะได้รู้ทุกเื่ ฮิฮิฮิ"
"พวกเ้ากำลังทำอะไรกันหรือ?" ฉีอันเข้ามาในห้อง วันนี้เขาเลิกช้า จึงไม่ได้กลับมาพร้อมกับเฉียวเยว่
"ข้ากำลังคุยกับพี่สาวน่ะสิ ข้าเป็สาวน้อยผู้รู้ใจ และยังมีหัวใจอบอุ่นมาก"
ฉีอันมุมปากกระตุก
"วันนี้โจวเนี่ยนยอมรับว่าเขาไปตามตอแยคุณหนูหร่วนเอง และเป็คนหลอกให้หร่วนหลีไปหลังเขา เล่นละครน้ำเน่าทำตัวเป็พระเอก หมอนั่นโง่จนไร้ทางเยียวยาแล้ว หร่วนหลีน่าจะยังสามารถไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีต่อได้ แต่ศิษย์พี่โจวต้องถูกกั๋วจื่อเจียนไล่ออก"
เฉียวเยว่ตะลึงพรึงเพริด
"ตอนข้ากลับมาผ่านหน้าประตูจวนสกุลฉิน เห็นคนบ้านสกุลโจวกำลังทะเลาะกันใหญ่ แต่จะได้ประโยชน์อันใดขึ้นมา บุตรชายเขาพูดเองทั้งนั้น" ฉีอันนึกทอดถอนใจเป็หมื่นเป็พันครั้ง
พูดถึงเื่นี้ แท้จริงแล้วเฉียวเยว่ก็ค่อนข้างเลื่อมใสในมารยาหญิงของหร่วนหลี แน่นอนว่าคำว่าเลื่อมใสนี้หาใช่ถ้อยคำยกย่องสรรเสริญ แต่นางไม่นึกเลยจริงๆ ถึงเวลานี้โจวเนี่ยนก็ยังปกป้องนาง มาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ก็นับว่าเป็ชายชาตรีคนหนึ่ง เพียงแต่หร่วนหลีมีความจริงใจให้เขาสักกี่ส่วนกันเชียว เฉียวเยว่หัวเราะเยาะหยัน
"หากต้องถอนตัวออกจากกั๋วจื่อเจียนก็หมายความว่าต่อไปโจวเนี่ยนก็อาจจะหมดสิ้นอนาคตแล้ว"
"สมองโง่งมเช่นนี้ หากได้คนเช่นนี้ไปเป็ขุนนางก็คงเป็เื่น่าเศร้าของต้าฉี"
ฉีอันกลับไม่นำพา เขาพูดว่า "หร่วนหลีผู้นั้นก็หาใช่คนดีอันใด ข้าได้ยินมาจากคุณชายเซวียที่คุ้นเคยกัน ญาติผู้พี่ของเขากับหร่วนหลีเคยสัญญิงสัญญากันว่าจะอยู่ด้วยกันชั่วชีวิต ตอนนี้คงจะเกลียดหร่วนหลีเข้ากระดูกดำไปแล้ว เพราะว่านางเป็คนโกหกหลอกลวง"
อิ้งเยว่มองสองคนคุยกันอย่างดุเดือด ก็พูดอย่างจริงจัง "หากพวกเ้ามีเวลาไปยุ่งเื่ของชาวบ้านมากนัก มิสู้เอาไปอ่านท่องตำราให้มากจะดีกว่า จะไปยุ่งวุ่นวายให้มากความทำไม? อีกอย่าง เื่ของพวกเขาครานี้ก็เป็บทเรียนสอนพวกเ้าอย่างดี ไม่ว่าจะคบหาสมาคมกับผู้ใด ต้องระมัดระวังและรู้จักขอบเขต"
เฉียวเยว่ยกมือทันที "ข้าทราบ"
ฉีอันหัวเราะเหอะๆ "พูดให้เ้าฟังนั่นแหละ ไม่ใช่ข้าหรอก"
เฉียวเยว่ "น้องสาวเ้าสิ!"
เฉียวเยว่เคยคิดมาก่อนว่า หากเื่เ่าั้ของพวกเขาถูกเปิดโปงจะมีผลเสียต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง ถึงอย่างไรตอนนี้โจวเนี่ยนก็ถูกให้ออกจากสำนักศึกษาไปแล้ว เพียงแต่เฉียวเยว่ก็ปล่อยวางเื่นี้ลงได้อย่างรวดเร็ว มานึกดูเื่นี้เกินความคาดหมายของตนเองไปมากโข นางไม่จำเป็ต้องเก็บมาเป็ภาระทางใจ จะว่าอย่างไรดีล่ะ แม้การเปิดโปงเื่นี้จะไม่ดีนัก แต่หากเปลี่ยนไปดูอีกมุมมอง ก็รู้สึกว่าเป็เื่ที่ดีมาก
อย่างน้อยหร่วนหลีก็ไปหลอกใครไม่ได้อีก
วันรุ่งขึ้น
เฉียวเยว่กำลังกวาดลานสวน ฉินอิ๋งเดินมาถึงข้างกายของนางอย่างเงียบเชียบ เฉียวเยว่เงยหน้าขึ้นมอง เห็นนางไปหาไม้กวาดแล้วเริ่มทำความสะอาดพร้อมกับตนเอง
เฉียวเยว่เลิกคิ้ว หัวเราะออกมา หลังจากนั้นเอ่ยถาม "เ้าไม่พักผ่อนต่ออีกสักวันเล่า?"
นางลาไปสองวันแล้ว
ฉินอิ๋งส่ายหน้า "ไม่ใช่เื่ของข้าสักหน่อย ข้ามาสำนักศึกษาแหละดีแล้ว ในบ้าน... วุ่นวายไปหมด"
โจวเนี่ยนต้องออกจากสำนักศึกษาเพราะหร่วนหลี แทบจะหมดอนาคตโดยสิ้นเชิง เรือนสามสกุลโจวไหนเลยจะทนได้ เวลานี้ไม่เห็นแก่หน้าตาอันใดแล้ว มาโวยวายที่จวนของนางไม่เว้นแต่ละวัน
แทนที่จะอยู่บ้านไม่สู้มาเรียนดีกว่า
เฉียวเยว่ตอบอ้อ แล้วก็กวาดพื้นต่อ
ฉินอิ๋งถอนหายใจ แล้วเอ่ยเสียงเบา "ข้าขอโทษ"
เฉียวเยว่ร้องเอ๋ หลังจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองฉินอิ๋ง แต่ไม่ช้าก็เอ่ยว่า "เื่มันผ่านไปแล้ว อย่าเอ่ยถึงอีกเลย"
ฉินอิ๋งพยักหน้า "ข้ารู้ ตอนที่ข้าพูดแท้จริงแล้วมิได้ไตร่ตรองเลยว่าถ้อยคำเหลวไหลเ่าั้จะมีผลกระทบต่อเ้าอย่างไรบ้าง แต่ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว ข้าจะไม่หูเบาหวั่นไหวไปกับคำพูดของผู้อื่นง่ายๆ อีก"
นางอยากเชื่อมั่นในตัวญาติผู้พี่ของนาง แต่หลักฐานมากมายทำให้นางไม่อาจเชื่อถือญาติผู้พี่ได้อีกต่อไป
เพราะโจวเนี่ยนผู้นั้นนางก็เคยพบเจอมาก่อน ตอนนั้นญาติผู้พี่บอกว่าเขาเพียงมาถามทาง ตนเองก็ไม่ได้คิดมาก แต่พอมานึกดูตอนนี้ พวกเขาคงจะริเริ่มความสัมพันธ์ั้แ่หนึ่งปีก่อนแล้ว
"ข้าเองก็สมควรกล่าวขอขมาเช่นกัน ข้าเป็ฝ่ายลงไม้ลงมือ ผิดยิ่งกว่าอีก"
เฉียวเยว่หาใช่สตรีเ้าคิดเ้าแค้น นางยิ้มตาหยี "เอาล่ะ ขอบใจเ้ามากที่มาช่วยข้าทำความสะอาด พวกเรากลับกันเถอะ หากมัวแต่ยืนคุยกันอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวอาจารย์กู้จะโกรธได้"
"อาจารย์กู้ไม่โกรธหรอก แต่ข้าสิโกรธแล้ว"
เฉียวเยว่หันไปมองโม่หลัน นางจงใจตีหน้าั์ "พวกเ้าแอบมาดีกันตอนที่ข้าไม่เห็นนี่เอง"
เฉียวเยว่หัวเราะคิก "เ้าอิจฉาหรือ?"
โม่หลันหัวเราะพรืดออกมา "ก็ใช่น่ะสิ ข้าอิจฉามาก มาๆ ข้าจะไปกับพวกเ้า ทุกคนล้วนเป็สหายที่ดีต่อกัน อย่าพูดอะไรที่มันแสลงหูให้อีกฝ่ายเจ็บช้ำน้ำใจดีกว่า"
ฉินอิ๋งมาเรียน หร่วนหลีก็มาเรียน แต่รายละเอียดสถานการณ์เป็เช่นไร เฉียวเยว่ไม่คิดจะไปสอบถาม
เื่ที่สมควรทำนางก็แค่ทำต่อไป ถึงอย่างไรนางก็จดจำคำพูดที่พี่จ้านเล่าให้ฟังวันนั้นได้แม่นยำ ปีหน้าหากซีเหลียงมาเยือน เป็ไปได้แปดส่วนว่าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น แม้เฉียวเยว่จะไม่รู้รายละเอียด แต่ตามความเข้าใจตามตัวอักษร ทั้งสองแคว้นน่ามีการประชันขันแข่งกัน
นึกถึงตรงนี้เฉียวเยว่ก็รู้สึกว่าพวกนางจะถูกลากออกมาหรือไม่ขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงประโยคเดียวเท่านั้น
เฉียวเยว่ปลุกขวัญกำลังใจตนเอง "ซูเฉียวเยว่ เ้าคือคนที่ไร้เทียมทาน ต้องสู้!"
อยู่ดีๆ นางก็ร้องเสียงดังขึ้นมา โม่หลันใสะดุ้งโหยง ก่อนหันมาตบอกเบาๆ แล้วกลอกตาใส่นาง "เ้าอยากตายนักรึ?"
เฉียวเยว่หัวเราะออกมา แล้วพูดอย่างจริงจัง "พวกเราก็ต้องสู้ๆ"
ท่าทางฮึกเหิมเยี่ยงนั้นทำให้คนแทบใตายจริงๆ
โม่หลันพยักหน้า "พวกเราย่อมต้องสู้สิ ไม่สู้เกรงว่าอาจารย์กู้ต้องไม่ละเว้นพวกเราแน่ จิ๊ พวกเ้าไม่รู้อะไร เมื่อครู่ตอนข้ามาทำความสะอาดเป็เพื่อนพวกเ้า ท่านหญิงฉางเล่อถูกอาจารย์กู้ลงโทษให้ยืนอีกแล้ว" พูดมาถึงตรงนี้ นางก็ทำสีหน้าเห็นใจ อาจารย์กู้ท่าจะชังน้ำหน้าท่านหญิงฉางเล่อจริงๆ
เฉียวเยว่ไม่ถามถึงท่านหญิงฉางเล่อเท่าไรนัก ถึงอย่างไรท่านหญิงฉางเล่อก็มักควบคุมปากของตนเองไม่อยู่ อาจารย์กู้ก็ไม่เกรงใจเหมือนกัน
"บางคราข้าก็อดคิดไม่ได้ว่าหากอาจารย์กู้ทำอะไรที่เรียบง่ายตรงไปตรงมากว่านี้หน่อย ชีวิตพวกเราก็คงสบายขึ้นเยอะ" นางพูดออกมาด้วยความรู้สึกจากใจ
"แล้วแบบไหนถึงจะไม่สบาย"
"ก็ฆ่าเ้าให้ตายอย่างเงียบเชียบเยี่ยงไรเล่า"
