เมื่อเสียงของฮวาเหยียนสิ้นสุดลง มู่เอ้าเทียนก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ฉิงคงคือผู้ใด? เขาเพียงรู้สึกคุ้นเคย แต่กลับมิตรึงตราในความทรงจำ
ทว่ากลับได้ยินมู่เสวียนเย่ที่อยู่ข้างตนกล่าวว่า “ฉิงคง สาวใช้ประจำกายที่รับใช้เ้าในอดีต แม่นางน้อยที่เ้าช่วยชีวิตออกมาจากเหล่าขอทานครานั้นหรือ?”
“เ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนพยักหน้า
“ไม่ได้”
มู่เสวียนเย่กล่าว สีหน้าของมู่เอ้าเทียนพลันแปรเปลี่ยนเช่นกัน ดวงตาของเขาเ็าราวหิมะ ปฏิเสธอย่างหนักแน่น
ฮวาเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย มิได้กล่าวคำใด
“ลูกรัก เ้าได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว อย่าไปยุ่งกับอดีตที่ผ่านมา ยามเ้าเกิดเื่ครานั้น สาวใช้ประจำกายของเ้าไร้กำลังจะปกป้องผู้เป็นาย หากว่ากันตามกฎ นางจำต้องตายเพื่อชดใช้ความผิด ถ้ามิใช่เพราะเ้าขอเอาไว้ พ่อย่อมฆ่านางไปแล้วเป็แน่!”
ยามกล่าวประโยคนี้ออกมา แววตาของมู่เอ้าเทียนเปี่ยมด้วยประกายสังหารเยือกเย็น
“เพราะพ่อไว้หน้าเ้า จึงขับไล่นางออกจากจวน ย่อมถือเป็เมตตาครั้งใหญ่ให้นางแล้ว มาวันนี้นางยังกล้าหวนกลับมา เห็นทีคงมิอยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง?”
มู่เอ้าเทียนถามอย่างโกรธเคือง
คิ้วดาบคู่คมขมวดเข้าหากันอย่างโเี้
เวลานี้ฮวาเหยียนมองออกแล้วจริงๆ มิน่าเล่าฉิงคงจึงได้กลายเป็ขอทานในเขตชานเมืองของอาณาจักรต้าโจว และไม่กล้ากลับมายังจวนตระกูลมู่ แม้จะได้ยินข่าวการกลับมาของผู้เป็นาย นางก็ยังมิกล้าเข้ามาทางประตูหลัก ได้เพียงคิดวิธีการโง่ๆ เช่นการปีนกำแพง นางคงรู้ดีว่าคนในจวนตระกูลมู่มิต้อนรับนาง
เช่นนั้น เมื่อสี่ปีก่อนเหตุใดสาวใช้ผู้นี้จึงไร้กำลังจะปกป้องเ้านายเล่า?
ใจจริงของฉิงคง นางเห็นอย่างชัดแจ้ง ทว่าแม้นางจะเชื่อจนหมดหัวใจ แต่ก็ยัง้าทราบเื่ราวเมื่อสี่ปีก่อน มิเช่นนั้นนางก็มิอาจเชื่อใจอีกฝ่ายได้เต็มร้อย อย่างไรท่านพ่อและพี่ใหญ่ย่อมเป็ผู้ที่รู้ความจริงมากที่สุด
“ท่านพ่อ ยามนั้นฉิงคงเป็ผู้ที่ทำร้ายลูกหรือเ้าคะ?”
ฮวาเหยียนพลันถามขึ้นมา
คำถามนี้ทำให้มู่เอ้าเทียนและมู่เสวียนเย่ตกตะลึง ที่สุดมู่เสวียนเย่ก็เอ่ยว่า “มิใช่ นางแค่ไร้กำลังพอจะปกป้องเ้า”
มู่เสวียนเย่กล่าว
ฮวาเหยียนกะพริบตา “เช่นนั้น หรือฉิงคงจะถูกผู้อื่นหลอกใช้ให้ทำร้ายข้า?”
“มิใช่ ฉิงคงผู้นั้นภักดีต่อเ้ายิ่ง”
มู่เสวียนเย่เอ่ยปากอีกหน
มู่เอ้าเทียนมิได้โต้แย้ง ย่อมหมายความว่าเขาเห็นด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากพี่ใหญ่ ฮวาเหยียนก็โล่งใจ ข้อสงสัยสุดท้ายของนางเกี่ยวกับฉิงคงพลันมลายสิ้น
ความจงรักภักดีของฉิงคงที่มีต่อมู่อันเหยียน ลึกซึ้งเข้ากระดูก ทุกคนล้วนทราบดีอยู่แก่ใจ
ท่านพ่อและพี่ใหญ่อาจตำหนิที่นางมิอาจปกป้องเ้านายได้ แต่ความภักดีของนาง พวกเขาไม่เคยสงสัย
ตรงกันข้าม เป็มู่ชิงอวิ้นที่มีทัศนคติย่ำแย่ต่อฉิงคง น้องรองผู้อ่อนหวานบอบบางเปิดปากแต่ละคราล้วนกล่าววาจาดูถูกเหยียดหยาม สูญสิ้นกิริยามารยาทที่อบรมมา
“ท่านพ่อ ใน่ไม่กี่ปีมานี้ฉิงคงได้รับความทุกข์ทรมานมากมายนัก นางเสียโฉมและแตกสลาย หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็ขอทาน เพียงเพื่อรอให้ข้าหวนคืนกลับมา ความจงรักภักดีของนางสามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งนางยังยอมชดใช้ความผิดด้วยความตาย ข้ารับใช้ที่จริงใจเช่นนี้ ข้ามิอาจกลั้นใจขับไล่นางออกไปได้อีก มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่าข้าไล่ให้นางไปตาย ข้าจึงอยากเก็บนางไว้ข้างกาย เป็สาวใช้อันดับหนึ่งของข้าเ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด
มู่เอ้าเทียนกับมู่เสวียนเย่มิได้กล่าวคำใดออกมา ทว่าทั้งท่านพ่อและพี่ใหญ่ล้วนมีสีหน้าเดียวกัน นั่นคือตึงเครียดจนหัวคิ้วขมวดมุ่น
ฮวาเหยียนก้าวเข้าไปดึงแขนเสื้อของมู่เอ้าเทียน “ท่านพ่อ แม้ข้าจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าข้าก็มิอาจหลีกหนีไปได้ตลอด เมื่อสี่ปีก่อนแท้จริงแล้วเกิดเื่อันใดขึ้น ข้าย่อมต้องค้นหาให้ชัดเจน อย่างไรข้าก็ต้องหาบิดาของหยวนเป่าให้พบ มิใช่หรือเ้าคะ?”
ฮวาเหยียนกล่าวเสียงเบา มือเล็กของนางกระตุกแขนเสื้อของมู่เอ้าเทียนไปมา บุตรสาวตัวน้อยแสดงกิริยาออดอ้อนน่าเอ็นดู
มู่เอ้าเทียนเม้มริมฝีปากแน่น ยามเขาหันศีรษะไปมองพลันสบเข้ากับแววตาฉ่ำน้ำเป็ประกาย แสงก่อนอาทิตย์อัสดงสะท้อนใบหน้างดงามของนาง นี่คือบุตรสาวของเขากับเยว่เอ๋อร์ ทว่าเขากลับปกป้องนางได้ไม่ดีพอ
มู่เอ้าเทียนหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาแดงระเรื่อ ยามหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน หัวใจของเขาพลันเ็ปราวกับจะแตกสลาย
มิกล้าคิด มิอาจคิด
ใน่สี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์นั้นต่อหน้าเขา
“ลูกรัก เป็พ่อเองที่ไร้ความสามารถ จนถึงตอนนี้ก็ยังหาคนที่ทำร้ายเ้าไม่พบ”
เนิ่นนานจากนั้น มู่เอ้าเทียนจึงเปิดปากกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงของเขาอ้างว้างไร้ที่พึ่ง มิอาจเก็บซ่อนความเศร้าโศกเอาไว้ได้
ฮวาเหยียนเม้มริมฝีปาก เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพ่อ บางเื่หากเกิดขึ้นแล้ว ย่อมถือว่าเป็โชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทว่าข้ายังมีชีวิตอยู่และมิคิดหลบหนีอีก ที่ข้าเก็บฉิงคงเอาไว้ ก็เพื่อตรวจสอบความจริงที่เกิดขึ้นในหอนางโลมเมื่อสี่ปีก่อน รวมถึงเบาะแสบิดาของหยวนเป่าด้วย
ท่านพ่อ ข้าเป็บุตรสาวของท่าน โลหิตที่ไหลเวียนในกระดูกย่อมแข็งแกร่งเช่นท่าน ไม่มีเื่ใดที่ข้ารับไม่ไหว เวลาผ่านไปถึงสี่ปีแล้ว ข้าเปลี่ยนกระดูกลอกคราบเพื่อเกิดใหม่ เื่เ่าั้ที่เคยทำร้ายข้าล้วนจบสิ้นไปหมดแล้ว ยามนี้ที่ข้า้ารู้คือความจริง และชีวิตที่ผ่านมาของข้าเ้าค่ะ”
ความจริงอันใดน่ะหรือ? ‘นาง’ ไปลงเอยอยู่ในหอนางโลมได้อย่างไร?
ชีวิตที่ผ่านมาอันใดน่ะหรือ? บิดาของหยวนเป่าคือผู้ใด?
เสียงของฮวาเหยียนดังก้อง ใบหน้าของนางมีความแข็งแกร่งที่มิอาจปกปิด ทว่ามู่เอ้าเทียนยังคงไม่เต็มใจจะเอ่ย บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
คิ้วงามของฮวาเหยียนขมวดเล็กน้อย นางกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ทว่ามู่เอ้าเทียนก็ยังไม่ยอมเปิดปาก เื่ราวนี้มีความลับใดอยู่เื้ักันแน่?
“ท่านพ่อ ข้าได้พูดเื่นี้กับชิงอวิ้นมาก่อนหน้าแล้ว นางเล่าให้ข้าฟังมิน้อยเลย ทว่ากลับไม่มีสิ่งที่ข้า้าทราบ ท่านพ่อ ท่านคือคนที่ข้าสามารถเชื่อใจและพึ่งพาได้ มีเพียงคำพูดของท่านเท่านั้นที่ข้าจะเชื่อจนหมดใจ ดังนั้นขอร้องท่านพ่อ ได้โปรดบอกข้าเถิดเ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนขอร้องอ้อนวอน หลังของนางโค้งงอ ราวกับจะคุกเข่าให้มู่เอ้าเทียน ทว่ากลับถูกมู่เอ้าเทียนพยุงร่างขึ้น “เ้าเด็กคนนี้ อยากบีบบังคับให้พ่อตายหรือ!”
มู่เอ้าเทียนเอ่ยด้วยเสียงที่อดกลั้น มีน้ำตาคลอเบ้า ท่าทางลำบากใจและเ็ปยิ่ง
ดวงตาของฮวาเหยียนก็เปลี่ยนเป็สีแดงเช่นกัน
มู่เสวียนเย่ที่อยู่อีกด้านพลันถอนหายใจหนัก “ท่านพ่อ แทนที่จะปล่อยให้น้องหญิงออกไปสืบด้วยตนเอง มิสู้พวกเราบอกทุกเื่ที่รู้ให้นางฟังเล่าขอรับ”
ดังนั้นมู่เอ้าเทียนจึงสูดหายใจเข้าลึก ที่สุดก็เปิดปากกล่าวว่า “ลูกรัก พ่อกับพี่ใหญ่ และพี่สามของเ้า แทบจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดในการตรวจสอบเื่ราวในอดีต แต่กลับไม่พบอันใดเลย เ้าเข้าไปยังหอหมื่นบุปผาด้วยตนเอง รวมถึงพาฉิงคงผู้เป็สาวใช้ของเ้าเข้าไปด้วย...”
เฮือก
ฮวาเหยียนสูดอากาศเย็นเข้าปอดอย่างมิอาจควบคุมได้ นางเบิกตากว้าง จ้องไปยังท่านพ่อและพี่ใหญ่ จากนั้นจึงชี้นิ้วมาที่ตนเอง “ยามวิกาลเช่นนั้น ข้าเข้าไปในหอนางโลมด้วยตนเองหรือ?”
ใบหน้าของมู่เอ้าเทียนและมู่เสวียนเย่ล้วนหนักอึ้ง
ดูเอาเถิด กระทั่งตัวเ้าเองยังไม่เชื่อ!
แล้วพวกเขาจะเชื่อได้อย่างไร!
แต่ไม่ว่าจะตรวจสอบด้วยวิธีใด ล้วนเป็นางที่เข้าไปด้วยตนเอง ดังนั้นนี่ย่อมเป็จุดที่ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มสืบหาจากที่ใด
“แล้วฉิงคงเล่า?”
ฮวาเหยียนได้ยินเสียงของตนเอง
“นางก็ไปกับเ้าด้วย”
มู่เสวียนเย่กล่าว
คิ้วของฮวาเหยียนขมวดเข้าหากันแน่น
นางไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าสตรีที่ปลีกกายสันโดษดั่งกล้วยไม้งามกลางหุบเขาจะทำลายตนเองเช่นนี้ ดึกดื่นยามวิกาลกลับพาสาวใช้เข้าหอนางโลม มิว่าจะมีเหตุผลใด ก็ล้วนไม่มีทางเป็ไปได้ทั้งสิ้น
เช่นนั้น เื่นี้ต้องมีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
“จากนั้นเล่า?”
ฮวาเหยียนเงยหน้าขึ้นถามต่อ และแล้วภาพเหตุการณ์ในหอนางโลมเมื่อสี่ปีก่อนก็ค่อยๆ ฟื้นคืนโดยการบอกเล่าของท่านพ่อกับพี่ใหญ่...
