บทที่ 54 ไม่อยากจากเ้า
“เืศักดิ์สิทธิ์อะไร” ฉินชูทำเฉไฉ เขาไม่อยากมีปัญหา ซั่งซูอวี๋เป็คนจากข้างนอกที่เข้ามาสำนักชิงหยุนชั่วคราว ดังนั้นนางไม่ใช่คนของสำนักเต็มตัว
ซั่งซูอวี๋มองฉินชู “ที่ผ่านมาข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเ้าถึงแข็งแกร่งทรงพลังขนาดนี้ แต่หลังจากข้าได้ยินท่านาุโชิงหวางพูดขึ้นมาโดยบังเอิญ ที่แท้เ้ามีเืศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ในร่างกายนี่เอง ข้าพอรู้เื่ตระกูลที่เืศักดิ์สิทธิ์มาบ้าง พวกเขาล้วนเป็ตระกูลและกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้าของยุทธภพ พวกเขาสามารถถล่มสำนักชิงหยุนให้ราบคาบได้อย่างง่ายดาย อย่าว่าแต่สำนักชิงหยุนเลย ต่อให้เป็ทั้งอาณาจักรหนานเหยียนรวมพลังกัน ก็ไม่อาจต่อกรกับกองกำลังระดับนี้ได้ คนที่มีเืศักดิ์สิทธิ์สถิตร่างอย่างเ้าจะต้องเกิดในตระกูลเืศักดิ์สิทธิ์แน่นอน”
“ทั้งหมดที่เ้าเห็นอาจเป็แค่พร์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของข้าก็ได้”
“ข้าแค่อยากบอกเ้าในสิ่งที่ข้ารู้มาก็เท่านั้น หวังว่าเ้าจะเห็นภาพและความเข้าใจเกี่ยวกับเืศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ข้าไม่ได้มีเจตนาเป็ศัตรูหรือคิดจะเอาเปรียบแต่อย่างใด พวกเราจากกันตรงนี้เถอะ” ซั่งซูอวี๋พูดขึ้น นางดูออกว่าฉินชูเริ่มระแวงขึ้นมารำไร
ฉินชูคลี่ยิ้มมองซั่งซูอวี๋ “จะจากกันแล้วหรือ อยู่ๆ ก็ไม่อยากจากเ้าไป แล้วพวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”
ซั่งซูอวี๋เริ่มเดินไปแล้วสองสามก้าวก่อนจะหันกลับมามองฉินชู “ไม่อยากจากข้าไป? เ้าใช้ชีวิตอยู่แต่กับความลังเล ครึ่งหนึ่งระแวงข้า อีกครึ่งไม่อยากจากข้าไป หลังจากข้ากลับไป ข้าจะกลายเป็ลูกศิษย์สายในเต็มตัว หลังจากนั้นอีกสักพัก ท่านาุโของตระกูลข้าจะมารับกลับไป”
“หลังจากไปจากสำนักชิงหยุนแล้ว เ้าจะไปที่ไหน กลับตระกูลของเ้าหรือ” ฉินชูถาม
“ไม่กลับ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะกลับตระกูล” ซั่งซูอวี๋มองฉินชูอีกครั้งก่อนหายตัวจากไป
คนมีที่มา!
ฉินชูอุทานในใจ ครั้นกระชับฝักสะพายกระบี่ข้างหลัง ก็มุ่งหน้ากลับไปรวมตัวกับพวกไป๋อวี้
ขณะเดินทางกลับไปรวมตัว ฉินชูได้หยิบป้ายลัญจกรชิงหวางออกมาวิเคราะห์ก่อนเก็บเข้าไปในแหวนมิติเก็บของตามเดิม เขารู้สึกว่าต้องจัดการกับป้ายลัญจกรชิงหวางนี้อย่างระมัดระวัง หากจะมอบให้ใครสักคน จำเป็ต้องมอบให้โม่เต้าจื่อกับหลัวเจินเท่านั้น ส่วนรองเ้าสำนักอย่างซูซานเหอ...แน่นอนว่าหมดสิทธิ์
เมื่อกลับมาถึงจุดรวมพล ก็พบว่าพวกไป๋อวี้กำลังรอเขาอยู่
“เวลาแค่ห้าวันไม่มีทางสำรวจทั่วทั้งบริเวณหอร้อยชัยได้ทั้งหมด” ไป๋อวี้พูดกับฉินชู
ฉินชูมองหน้าคนอื่นๆ เจิ้งชิวกับหลิวเสวี่ยล้วนพยักหน้าเห็นด้วยกับไป๋อวี้ ด้วยความที่ทุกคนต่างกังวลว่าคนอื่นที่เหลือจะรอนาน จึงรีบกลับมารวมตัวที่นี่
“พวกเรายังพอมีเวลา เอาไว้พักผ่อนกันสักหน่อย แล้วค่อยออกสำรวจกันต่อ ในเมื่อมาแล้ว ก็ควรใช้โอกาสนี้ให้คุ้ม” ฉินชูพูดขึ้น
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็แยกย้าย ครั้งนี้นัดหมายกลับมารวมตัวกันหลังจากนี้สิบวัน จากนั้นก็จะไปจากโบราณสถานชิงหวาง
เมื่อไป๋อวี้กับคนอื่นๆ จากไป ฉินชูก็เริ่มเข้าฌานฝึกตน เขาล้มเลิกความคิดที่จะออกตามหาสิ่งของแห่งวาสนาแล้ว เพราะคิดว่าป้ายลัญจกรชิงหวางกับอดีตกระบี่ขั้นที่เจ็ดน่าจะเป็สมบัติล้ำค่าที่สุดแล้ว หากออกไปสำรวจอีก จะถือว่าเสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาที่เหลือมาฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นดีกว่า เพราะทันทีที่ออกจากโบราณสถานชิงหวาง ทุกคนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยอดเขาหลักจะรู้ว่าเขาฆ่าลูกศิษย์จากยอดเขาหลักตายเรียบ
ฉินชูดื่มโอสถหนิงหยวนไปหนึ่งขวด แล้วดูดซับอณูปราณตลอดทั้งคืน กลางวันก็เริ่มฝึกวิชากระบี่ หลักๆ จะเน้นไปที่การดึงพลังเจตจำนงแห่งวิถีกระบี่ออกมาใช้
หลังจากเห็นซั่งซูอวี๋ต่อสู้ด้วยพลังเจตจำนงแห่งวิถีกระบี่ ฉินชูรู้สึกว่าฝีมือตัวเองแตกต่างจากนางมาก เทียบไม่ได้แม้แต่ผู้หญิง เขารู้สึกเสียความมั่นใจลงไปไม่น้อย
ฉินชูเปลี่ยนไปใช้กระบี่เล่มที่ชิงหวางมอบให้
แน่นอนว่ากระบี่เล่มนี้ย่อมมีชื่อ โดยชื่อของมันสลักไว้ที่ด้ามว่า ‘เทพบูรพา[1]’ ใบกระบี่คมกริบไร้สิ่งอื่นใดเปรียบ ตัวกระบี่ส่องแสงกระบี่อยู่ในตัว
ระหว่างฉินชูตวัดมือ แม้ไม่มีพลังปราณหนุนเสริม แต่เมื่อกระบี่เทพบูรพาวาดผ่าน เศษใบไม้ที่โปรยปรายลงมาล้วนถูกคมกระบี่เฉือนขาดจนเกือบเป็ผุยผง
“กระบี่เทพบูรพาเอ๋ย ก่อนหน้านี้เ้าคงมีเื่ราวร่วมกับท่านาุโชิงหวาง แต่หลังจากนี้ เ้าจะมีเื่ราวกับข้าเช่นกัน” ฉินชูตวัดกระบี่ไปมาอย่างชื่นชม ในฐานะผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่ จำเป็ต้องมีกระบี่ชั้นเลิศสักเล่ม
ส่วนเื่ที่ซั่งซูอวี๋ได้รับสืบทอดวิชามาจากชิงหวาง ฉินชูก็ได้แต่แอบอิจฉาในใจ เขารู้ดีว่าเงื่อนไขและคุณสมบัติของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน การที่ชิงหวางชื่นชมในตัวซั่งซูอวี๋ แสดงว่าเขาเล็งเห็นความพิเศษในตัวนาง
ฉินชูฝึกตนตลอดหกวันเต็ม ทำให้เริ่มคุ้นชินกับกระบี่เทพบูรพาขึ้นมาบ้างแล้ว
เจตจำนงกระบี่เป็สิ่งที่มองไม่เห็น ััไม่ได้ หากต้องใช้ภาษามาพรรณนา มันก็คือปณิธานอันแรงกล้าดั้งเดิมของตัวกระบี่ ก่อเกิดเป็กลุ่มก้อนพลังงานอันทรงพลัง วิชากระบี่ที่รวมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่เข้าไป ถึงจะเรียกได้ว่าเป็วิชากระบี่อย่างแท้จริง ส่วนเื่วิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง มันคือสภาวะทางมโนจิตและสติปัญญา ซึ่งไม่ได้ขัดกับขุมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่แต่อย่างใด
เมื่อใช้วิชากระบี่ที่เสริมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ จะทำให้การโจมตีของวิชากระบี่เฉียบคมทรงพลังขึ้นอย่างทวีคูณ หากผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่สามารถเข้าถึงสภาวะขั้นเจี้ยนหลิงได้ จะทำให้จิตของตัวผู้ใช้กับกระบี่หลอมรวมสื่อประสานเข้าด้วยกัน
วันที่แปดหลังจากไป๋อวี้และคนอื่นๆ แยกย้ายไปสำรวจ ตบะขั้นที่สองหนิงหยวนของฉินชูก็ดำเนินมาถึงจุดคอขวด เขา้าจะทะลวงด่านทัณฑ์นี้ไปให้ได้ เพื่อบรรลุขั้นที่สามเจินหยวน
ฉินชูปรับสภาพร่างกายและอารมณ์ของตัวเอง ในเวลาเดียวกันกับที่ฝึกกระบี่ ก็พยายามเสถียรภาพพลังปราณของตัวเองไปพลาง ่นี้ตบะของเขาพัฒนาไปอย่างก้าวะโ ดังนั้นเขาจำเป็ต้องทำให้มันเกิดความเสถียรภาพ แต่เขาคิดว่าตัวเองไม่จำเป็ต้องรีบร้อน หลังจากออกไปจากโบราณสถานชิงหวางค่อยบรรลุตบะขั้นที่สามเจินหยวนก็ยังทัน เมื่อถึงเวลานั้น พลังในการต่อสู้จะเพิ่มขึ้น คุณค่าในตัวเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับและจะได้รับความสนใจจากสำนักชิงหยุนมากขึ้น หากซูซานเหอกล้าทำอะไรเขา หลัวเจินก็จะลงทุนลงแรงปกป้องเขามากกว่าเดิม
วันที่สิบ
ไป๋อวี้ เจิ้งชิวและพวกหลิวเสวี่ยก็ทยอยกันกลับมา
เห็นท่าทางดีใจของไป๋อวี้กับหลิวเสวี่ย ฉินชูก็รู้ทันทีว่าทั้งสองคนพบลาภก้อนใหญ่เข้าแล้ว ส่วนพวกเจิ้งชิวก็ไม่ต่างกัน แต่ดูไม่ดีใจเท่าสองคนก่อนหน้า
“ในเมื่อทุกคนกลับมากันครบแล้ว พวกเราก็กลับกันเถอะ” ฉินชูตัดสินใจ
“ได้” ไป๋อวี้ หลิวเสวี่ยและคนอื่นๆ พากันพยักหน้าอย่างไม่มีข้อกังขา เพราะฉินชูคือหัวหน้าในอุดมคติที่พวกเขายอมรับจากใจจริง
ขากลับราบรื่นกว่าขามา เนื่องจากเป็เส้นทางเดียวกัน
ขณะใกล้จะถึงประตูทางออก ฉินชูก็หยุดฝีเท้าลง “พวกเ้าออกไปก่อนแล้วกัน”
“ทำไมล่ะลูกพี่” ไป๋อวี้มองหน้าฉินชูพลางถาม
“ตบะของข้าติดอยู่ที่จุดคอขวด ข้าอยากทะลวงมันให้ได้ก่อนออกไป ข้าฆ่าลูกศิษย์จากยอดเขาหลักไปมากมายขนาดนั้น แม้แต่ผีสางยังรู้เลยว่าหากออกไป ข้าต้องเจอกับอะไรบ้าง ซูซานเหอกับจางจี้จะต้องกัดข้าไม่ปล่อยอย่างแน่นอน” ฉินชูตอบไป๋อวี้
“พวกเ้าออกไปก่อนแล้วกัน ข้าจะอยู่เป็เพื่อนลูกพี่ที่นี่” ไป๋อวี้เอ่ยขึ้น เขาจะปล่อยให้ฉินชูอยู่คนเดียวได้อย่างไรกัน
“พวกเรามาด้วยกัน ก็ออกไปด้วยกัน ขึ้นชื่อว่าได้เป็กองกำลังของสำนักชิงหยุนแล้ว พวกเราไม่มีเหตุผลที่จะทิ้งหัวหน้าไว้ข้างหลัง” เจิ้งชิวพูดขึ้น หานอวี้กับชิวจ้านพยักหน้าตาม
หลิวเสวี่ยมองหน้าฉินชู “ศิษย์น้องฉิน เ้าเป็คนช่วยชีวิตข้าเอาไว้ อีกทั้งยังช่วยข้าแก้แค้นให้ศิษย์น้องทั้งสามของข้าอีก ดังนั้นข้าขอลงเรือลำเดียวกับพวกเ้า”
ฉินชูไม่พูดอะไรอีก ได้แต่พาพรรคพวกของตัวเองไปหาสถานที่ที่ปลอดภัย จากนั้นก็เริ่มเข้าฌานฝึกตน เขาคาดหวังกับการบรรลุตบะขั้นสามเจินหยวนมาก
ฉินชูปลดปล่อยพลังปราณออกจากร่างกาย ควบแน่นปราณกระบี่ ไม่นานนักพลังต่อสู้ก็เพิ่มพูนขึ้นทวีคูณ
[1] เทพบูรพา 青灵 หรือ 青帝คือเทพเ้าผู้ปกครองทิศตะวันออก มีพาหนะเป็ัเขียว เป็เทพเ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิและเทพเ้าแห่งพฤกษาทั้งปวง
