บทที่ 185 กดข่ม
ตำหนักหลักของตำหนักมหาเทพในฐานะสมบัติวิเศษที่ลอยอยู่บนท้องนภาเหนือเทียนตูที่ตั้งอยู่เบื้องล่าง ห่างไปทางทิศตะวันออกประมาณหนึ่งร้อยสิบลี้ปรากฏเป็ูเาเล็กๆ อันไร้นามอยู่ลูกหนึ่ง
ทว่าการกล่าวว่ามันมีขนาดเล็กนั้น เป็เพียงการเปรียบเทียบ เพราะูเาที่มีชื่อเสียงในเทียนตูมักมีความสูงหลายร้อยถึงหลายพันจั้ง กินพื้นที่หลายร้อยลี้ หากจะมีูเาที่ใหญ่ถึงพันลี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก แตู่เาไร้นามแห่งนี้สูงไม่ถึงร้อยแปดสิบจั้ง และมีลักษณะลาดเอียง พลังิญญาเบาบาง สิ่งเดียวที่น่าชื่นชมคือพืชพรรณบนูเาอุดมสมบูรณ์พอควร
แต่ถึงอย่างนั้นลู่อวี่ก็พอใจกับที่นี่ไม่น้อย เพราะที่ตั้งอยู่ห่างจากตำหนักมหาเทพไม่ใกล้ไม่ไกล และไม่มีอำนาจใดๆ ที่น่ารำคาญอยู่ใกล้เคียง ทั้งในด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมก็ตรงตามที่เขาคาดหวัง
ั้แ่เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดได้กำหนดให้ที่นี่เป็ของตำหนักตันหลิง ก็มีคนมาสร้างที่พักและดึงไฟปฐีขึ้นมา สำหรับคนธรรมดาการสร้างบ้านสักหลังอาจเป็เื่ยาก แต่สำหรับนักพรตที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ การสร้างตำหนักสักแห่งไม่นับว่าเป็เื่ยาก อย่างมากก็เพียงสิ้นเปลืองเวลากับวัสดุบางอย่าง
ตำหนักหลายแห่งสามารถใช้อาวุธวิเศษที่สร้างเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ เพียงเลือกสถานที่ที่เหมาะสม ปรับพื้นให้เรียบ แล้ววางอาวุธที่เป็ตำหนักลงไป จากนั้นปูด้วยหินหรือหยกก็ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์
แต่เนื่องจากที่นี่เป็ตำหนักตันหลิง จึงมีเื่ให้ต้องใส่ใจมากเสียหน่อย ตำหนักมหาเทพจึงส่งคนมาจำนวนมาก เพื่อสร้างค่ายกลและร่ายคาถา ใช้เวลากว่าสามวันสามคืน กว่าจะแล้วเสร็จก็ถึงคราวที่ลู่อวี่มาเยือน
ทีู่เาแห่งนี้มีตำหนักไม่มาก เพราะไม่ได้สร้างเพื่ออยู่อาศัยถาวร แต่ก็ไม่น้อยเกินไป เพราะนักปรุงโอสถทุกคน้าพักผ่อน ทว่าไม่สามารถขุดถ้ำแล้วใช้เป็ที่พักได้ ดังนั้นนอกจากพื้นที่ปรุงโอสถแล้ว นักปรุงโอสถทุกคนยังได้รับที่พักอาศัยที่ดีอีกด้วย
ลู่อวี่เดินดูรอบๆ เขารู้สึกพอใจกับการจัดที่พักก่อนจะมาถึงสถานที่ปรุงโอสถที่สำคัญที่สุด
เมื่อเห็นห้องปรุงโอสถแบ่งสัดส่วนออกเป็ห้อง ลู่อวี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลันส่ายหน้า “เช่นนี้คงไม่ได้ผล หากจะใช้พลังร่วมกัน ห้องปรุงโอสถที่แบ่งสันปันส่วนเช่นนี้ไม่จำเป็ ให้รื้อกำแพงออก เหลือเพียงเตาปรุงโอสถ แล้วจัดค่ายกลป้องกันไว้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
แม้ชิงซีจะสงสัยว่าเหตุใดลู่อวี่ถึงจัดวางห้องปรุงโอสถเช่นนี้ แต่ก็ไม่กล้าถามให้มากความ เขาเรียกนักพรตที่รับผิดชอบการก่อสร้างมาสั่งการ “ไม่ทราบว่านายน้อยลู่มีคำสั่งอื่นใดอีกหรือไม่?”
“ตอนนี้ยังไม่มี อาจจะมีในภายหลัง” ลู่อวี่ตอบ
“ขณะนี้สามารถเชิญนักปรุงโอสถทั้งหมดมารวมกันที่นี่ได้หรือไม่?ท่านผู้เฒ่าสูงสุด้าให้เริ่มปรุงโอสถโดยเร็วที่สุด สถานการณ์แนวหน้าไม่ค่อยดีนัก หากโอสถไม่เพียงพอต่อความ้าของขุมกำลังใหญ่ แม้แต่นักพรตเองก็ไม่อยากสู้รบกับนักพรตจากดินแดนมาร เพราะนักพรตมารชำนาญการรบยิ่งนัก มิหนำซ้ำเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนยังดูลึกลับ ยากจะป้องกัน”
“อืม ให้พวกเขามาเถิด จัดการเื่ที่พักให้ดี พรุ่งนี้ถึงจะเริ่มปรุงโอสถ” ลู่อวี่รู้ว่าเวลานี้สถานการณ์คับขัน จึงไม่อยากสร้างความลำบาก
ตกบ่ายวันนั้น นักปรุงโอสถกว่าร้อยหกสิบชีวิต ต่างตบเท้าเข้ามาอยู่ในตำหนักตันหลิงที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ อีกทั้งูเาไร้นามแห่งนี้ ยังถูกขนานนามว่า “ูเาตันหลิง”
“เฮ้อ ไม่รู้ว่านายน้อยลู่มีแผนการใด หากปรารถนาให้เรามาปรุงโอสถร่วมกัน ก็ไม่ต่างจากการปรุงโอสถที่ตระกูล ดูจากที่สร้างสถานที่ปรุงโอสถไว้เช่นนี้ ประสิทธิภาพอาจจะยังไม่ดีเท่าการปรุงโอสถในถ้ำของแต่ละคนด้วยซ้ำ”
หลังจากนักปรุงโอสถเห็นห้องปรุงโอสถที่สร้างตามความคิดของลู่อวี่ ส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจในความคิดนั้น เพราะการปรุงโอสถต้องอาศัยความเงียบสงบ ห้องที่ไร้ผนังกั้นเช่นนี้ เห็นทีว่าจะดูเรียบง่ายจนเกินไป
ตามคำสั่งของลู่อวี่ ห้องปรุงโอสถถูกปรับเป็ลานกว้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเตาหลอมโอสถตั้งวางเรียงสิบเตาต่อแถว รวมทั้งหมดยี่สิบแถว จำนวนสองร้อยเตา แต่ละเตามีพื้นที่สามจั้ง และมีที่นั่งสำหรับนักปรุงโอสถ เมื่อรวมกับทางเดินกว้างหนึ่งจั้งระหว่างแถว ลานปรุงโอสถก็กินพื้นที่เกือบพันจั้ง เมื่อมองดูใกล้ๆ จะเห็นเตาหลอมโอสถที่ปล่อยแสงิญญาสูงประมาณหนึ่งจั้งเรียงต่อกันอย่างเป็ระเบียบ สร้างความประทับใจให้ผู้พบเห็นไม่น้อย
แต่นี่เป็เพียงความประทับใจสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักปรุงโอสถ สำหรับนักปรุงโอสถที่ถูกเรียกตัวมาโดยตำหนักมหาเทพ แม้สถานที่จะดูดี แต่ห้องปรุงโอสถที่มีรูปแบบเรียบง่ายเช่นนี้ ไม่อาจทำให้พวกเขาพอใจได้
“ใช่แล้ว การปรุงโอสถต้องมีทั้งความแม่นยำและความละเอียดอ่อน นายน้อยลู่ก็เป็นักปรุงโอสถเหมือนกันแท้ๆ เหตุใดถึงไม่รู้เื่นี้เล่า แต่ละคนมีวิชาปรุงโอสถที่ต่างกัน นิสัยก็ต่างกัน หากได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย อาจทำให้โอสถทั้งหมดล้มเหลวก็เป็ได้!”
“ฮึ ลู่อวี่ก็มีดีเพียงชื่อเสียงโด่งดัง แต่ดูเหมือนจะเป็เพียงคนหนุ่มที่ทำอะไรตามใจตนเองเท่านั้น พอถึงคราวที่พวกเราปรุงโอสถวิเศษไม่สำเร็จ ผู้มีอำนาจเบื้องบนก็จะเปลี่ยนเขาออกไปเอง แม้ว่าเขาจะมีทักษะการปรุงโอสถที่เก่งกาจเพียงใด แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า?”
“ถูกต้องแล้ว หากจะให้พูด ลู่อวี่ก็เป็เพียงนักปรุงโอสถขั้นห้าเท่านั้น แต่เพราะยังหนุ่มจึงมีชื่อเสียงใหญ่โต แต่ในกลุ่มของพวกเราก็ใช่ว่าจะไม่มีนักปรุงโอสถขั้นห้าเสียหน่อย นักพรตมู่หลงจื่อในกาลก่อนก็มีชื่อเสียงไม่แพ้ลู่อวี่ในยามนี้!”
นักปรุงโอสถแต่ละคนรวมตัวกันเป็กลุ่มเล็กๆ พูดคุยและพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ไม่ค่อยมีผู้ใดเห็นด้วยกับการจัดการของลู่อวี่ มีหลายคนที่เจตนาไม่ดีพยายามยุยงและปลุกปั่นความขัดแย้ง!
“อาจารย์ เมื่อครู่นี้ข้ากับศิษย์น้องหลายคนได้ปลุกปั่นความไม่พอใจต่อลู่อวี่ในหมู่นักปรุงโอสถแล้ว คิดว่าพรุ่งนี้เมื่อเขามาถึง คงจะพบกับปัญหาใหญ่ที่รออยู่เป็แน่!”
ในห้องที่เงียบสงัดและมืดสลัว มู่หลงจื่อนั่งสมาธิอยู่บนเสื่อ ในขณะที่มีชายวัยกลางคนรูปร่างอวบเล็กน้อยเอ่ยรายงานเสียงเบา
“พอแล้ว อย่าทำให้สะดุดตาเกินไป พวกเ้าไปฝึกฝนให้ดีเสียเถิด ดูสิว่าพรุ่งนี้ลู่อวี่จะจัดการอย่างไร ในครั้งนี้ เขาหนิงชุยเฟิงจากไปแล้ว ทั้งยังทิ้งผลประโยชน์ใหญ่โตไว้ให้ตระกูลลู่ได้คอยเก็บเกี่ยว แต่ตอนนี้เรากลับมาแล้ว ย่อมไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ ขอเพียงโค่นลู่อวี่ลงได้ ทุกอย่างก็จะราบรื่น!”
“ขอรับ อาจารย์!” ชายวัยกลางคนตอบรับแล้วก็จากไป
หนึ่งราตรีผันผ่านไป เวลานี้เมื่อลู่อวี่มาถึงก็เรียกประชุมนักปรุงโอสถที่โถงประชุมทันที
ก่อนจะเริ่มปรุงโอสถ ลู่อวี่ต้องอธิบายแผนการของเขาให้คนเหล่านี้ได้ฟัง แต่เมื่อเห็นใบหน้าของนักพรตชิงซีที่ดูเป็กังวล ก็รู้ได้ทันทีว่าเื่นี้คงไม่ง่ายและราบรื่นนัก
แต่เขาก็เตรียมใจไว้แล้ว นักปรุงโอสถเหล่านี้คือผู้ใด? ในเทียนตูพวกเขาล้วนมีฐานะใกล้เคียงกับขุนนางในโลกสามัญ มีสถานะสูงส่งกว่านักพรตธรรมดายิ่งนัก เช่นนั้นแล้ว จะให้พวกเขายอมก้มหน้ารับคำสั่งง่ายๆ ได้อย่างไร หากไม่มีคนก่อเื่ เขาก็คงปรับตัวให้ชินไม่ได้เช่นกัน
แม้ว่านักปรุงโอสถจะไม่พอใจกับการจัดการของลู่อวี่ แต่เมื่อเขาเรียกประชุมทุกคนก็มาทันที ดังนั้นแม้นักพรตชิงซีอยากจะเอ่ยบอกความกังวลที่รับรู้มาเมื่อวานให้ลู่อวี่ฟัง แต่ก็หาโอกาสไม่ได้ เพราะไม่สามารถพูดต่อหน้าทุกคนได้ และหากลู่อวี่แก้ไขเื่นี้ไม่ได้ เขาเองก็จะถูกนักปรุงโอสถทุกคนตีตัวออกหาก ซึ่งเขาไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น
อีกประการหนึ่ง เขาเพียงมาร่วมประสานงานเื่การปรุงโอสถของลู่อวี่ แม้จะชื่นชมความสำเร็จของนายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ในด้านการปรุงโอสถ แต่ความสัมพันธ์และมิตรภาพของทั้งคู่ก็ยังไม่ถึงขั้นให้เขาต้องเสียสละตัวเอง
เมื่อทุกคนนั่งลงตามลำดับขั้นแล้ว ลู่อวี่ที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ลุกขึ้นและกวาดตามองไปรอบๆ พลันพูดว่า “จุดประสงค์ที่ทุกท่านมาที่แห่งนี้ คงไม่ต้องให้ข้าพูดให้มากความ แต่ก่อนอื่นนั้น ข้าต้องบอกอะไรบางอย่างให้พวกท่านทราบเสียก่อน เพื่อไม่ให้มีผู้ใดคิดว่าข้ากำลังเอารัดเอาเปรียบ”
นักปรุงโอสถทุกคนไม่เข้าใจว่าลู่อวี่หมายความว่าอย่างไร แต่ก็ยอมเงียบฟัง แม้แต่นักพรตมู่หลงจื่อที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาพวกเขาก็ยังมีสีหน้าสงสัย
“การก่อตั้งตำหนักตันหลิงในครั้งนี้ ถือเป็ความตั้งใจของท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ เขามอบหมายให้ข้าเป็ผู้ดูแลตำหนักตันหลิง คอยชี้นำทุกท่านให้จัดเตรียมโอสถวิเศษแก่นักพรตทั่วทั้งเทียนตู โดยเน้นจัดเตรียมให้หน่วยรบแนวหน้าเป็หลัก ส่วนอื่นถือเป็รอง วัตถุดิบในการปรุงโอสถทั้งหมดจะได้รับจากตำหนักมหาเทพ โอสถที่ปรุงได้จะนำมาคำนวณเป็แต้มคุณูปการ โดยโอสถขั้นห้าหนึ่งเม็ดจะได้หนึ่งแต้ม โอสถขั้นหกหนึ่งเม็ดจะได้หนึ่งในสิบของแต้มคุณูปการ และโอสถขั้นเจ็ดจะได้หนึ่งในร้อยของแต้ม แต้มคุณูปการนี้ สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดก็ได้ในตำหนักมหาเทพ ตราบใดที่พวกท่านมีแต้มเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชา โอสถวิเศษขั้นสูง อาวุธวิเศษ ครบถ้วนทุกสิ่งที่จำเป็!”
นักปรุงโอสถที่รอให้มีคนออกหน้าตั้งคำถามกับลู่อวี่เื่รูปแบบห้องปรุงโอสถ เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เกิดแตกตื่นขึ้นมาในทันที!
การปรุงโอสถขั้นห้าหนึ่งเม็ด จะได้แต้มคุณูปการเพียงหนึ่งแต้ม ผู้คนส่วนใหญ่ในที่นี้ล้วนเป็นักปรุงโอสถขั้นหกและขั้นเจ็ด มีเพียงมู่หลงจื่อเท่านั้นที่เป็นักปรุงโอสถขั้นห้า แม้นักปรุงโอสถขั้นหกและนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดจะสามารถปรุงโอสถขั้นห้าได้ แต่ความสำเร็จและคุณภาพย่อมต่ำเกินกว่าจะยอมรับได้
“นายน้อยลู่ เงื่อนไขแต้มคุณูปการนี้สูงเกินไปหรือไม่ นอกจากนายน้อยลู่และนักพรตมู่หลงจื่อแล้ว ไม่ใช่ว่าผู้อื่นในที่นี้จะสะสมแต้มได้ยากเย็นหรือ? ข้าซึ่งเป็นักปรุงโอสถขั้นหก การปรุงโอสถขั้นหกได้สิบเม็ดต่อครั้ง ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว และต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน หมายความว่า หากความสำเร็จของข้าคือเต็มสิบส่วน ก็จะได้แต้มคุณูปการเพียงสามร้อยแต้มต่อปี แต่ทุกท่านรู้ดีว่าความสำเร็จของนักปรุงโอสถส่วนใหญ่มีเพียงสามส่วนเท่านั้น หมายความว่าปีหนึ่งได้เพียงร้อยแต้ม ไม่ทราบว่าร้อยแต้มนี้ พอจะแลกสิ่งใดในตำหนักมหาเทพได้บ้างเล่า?” นักปรุงโอสถขั้นหกวัยกลางคนผู้หนึ่งลุกขึ้น แล้วเอ่ยถามเสียงดัง
