คืนนี้อยู่ด้วยกัน
โคมไฟสีแดงแขวนเด่นอยู่ตรงปากทางเข้าตรอก ราวกับประภาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลในยามราตรี
ยามที่เจี่ยนฮวนมุดเข้าไปในตรอกนั้น ร่างกายของนางคล้ายกับพุ่งผ่านระลอกคลื่นน้ำ ััเย็นเยียบวูบหนึ่งแล่นผ่านผิวไปอย่างชัดเจน
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่ายังมิทันจะได้ครุ่นคิดว่าระลอกคลื่นนั้นคือสิ่งใด ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ในยามที่ยืนอยู่อีกฟากของถนน หลังโคมไฟนั้นคือตรอกแคบที่มืดมิด ทว่ายามนี้ เบื้องหน้ากลับเป็เส้นทางเดินป่าอันคดเคี้ยว
ดวงจันทร์กลมโตแขวนอยู่บนขอบฟ้า โอบล้อมป่าไผ่อันเงียบสงัดนี้ไว้ ลมยามค่ำคืนพัดผ่าน แสงจันทร์ที่ถูกยอดไผ่ตัดขาดเป็เสี่ยงๆ พลิ้วไหวราวกับสระน้ำที่สะท้อนประกายระยิบระยับ
เื้ัป่าไผ่นั้น มีหอสูงตระหง่านตั้งอยู่ ปลายหลังคาที่ม้วนงอประหนึ่งัทะยานแทบจะพุ่งทะลุหมู่เมฆ
ที่หน้าเส้นทางเดิน มีป้ายไม้ปักอยู่แผ่นหนึ่ง บนนั้นเขียนตัวอักษรบรรจงไว้สองสามแถว—
[หอซ่อนเซียนขอต้อนรับเหล่าผู้บำเพ็ญทุกท่าน เพื่อป้องกันมิให้ผู้มีเจตนาร้ายสะกดรอยตาม จึงได้จัดทำเส้นทางเล็กๆ ไว้หมื่นสาย แต่ละสายอนุญาตให้ผ่านได้ครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น พร้อมทั้งจัดเตรียมผ้าคลุมสีดำไว้ให้หนึ่งผืน ขอให้ทุกท่านหยิบใช้เอง และกรุณาวางคืนยามจากไป ขอบคุณ]
เจี่ยนฮวนอ่านจนจบ คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูง
ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก
ตลอดทางที่เจี่ยนฮวนเดินกินมาพลางสืบข่าวมาตลอดทาง นางมิเคยได้ยินชื่อหอซ่อนเซียนนี้เลย
ที่แท้หอซ่อนเซียนก็ตั้งอยู่หลังโคมไฟสีแดงนี่เอง โคมไฟนั้นคงจะเป็ค่ายกลอาคมที่แยกมิติแห่งนี้ออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งคือตรอกสำหรับชาวบ้านทั่วไป และอีกส่วนคือหอซ่อนเซียนที่เปิดรับเฉพาะผู้บำเพ็ญ
ทว่าน่าเสียดายที่นางคลาดกับเสิ่นจี้จือเสียแล้ว
แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เจี่ยนฮวนมิได้ใส่ใจนัก นางก้าวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ หยิบผ้าคลุมสีดำมาสวมใส่
ผ้าคลุมดำนี้สามารถตัดขาดการสอดแนมจากผู้บำเพ็ญคนอื่นได้ เจี่ยนฮวนลองเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่ง พบว่าแม้แต่เสียงของนางก็เปลี่ยนไป
หอซ่อนเซียนไร้คนเฝ้ายาม มิหนำซ้ำยังไร้บานประตู
ทันทีที่เจี่ยนฮวนก้าวเท้าเข้าไป เสียงอึกทึกครึกโครมก็พุ่งเข้าใส่ทันที ดูคึกคักยิ่งกว่าตลาดนัดด้านนอกเสียอีก
"เร่เข้ามาๆ อย่าได้พลาดเชียว หญ้าตะวันอัคคีระดับหกที่เพิ่งขุดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ จะกินสดหรือนำไปหลอมยาก็ดีเยี่ยมทั้งนั้น! มาดูมาชมกันก่อนเร็วเข้า!"
"อักขระเพิ่มความเร็วสามแผ่นสุดท้าย ลดแลกแจกแถมแล้ว ซื้อสองแถมหนึ่ง!!"
"หากในใจเ้ามืดมน หากเ้ามิรู้ว่าหนทางข้างหน้าอยู่ที่ใด มาหาหลวงพี่ให้ช่วยตรวจดวงชะตาสักคราเถิด! จะตรวจตบะ ตรวจวาสนารัก หรือตรวจโชคลาภล้วนแม่นยำยิ่ง! มิแม่นมิกินเงิน!"
"..."
เจี่ยนฮวนสอดส่ายสายตาไปทั่ว สดับฟังเสียงจากทุกทิศทาง นางเดินผ่านแผงลอยต่างๆ พลางสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ
ภายในหอซ่อนเซียนแบ่งออกเป็สองเขต ฟากหนึ่งคือเขตซื้อขาย อีกฟากคือเขตรับภารกิจ
ในเขตภารกิจส่วนใหญ่เป็การตั้งกลุ่มออกไปล่าอสูร ท่านแม่ที่เป็ผู้ฝึกกระบี่ของเจียงเหมียนคงจะมารับภารกิจหาเงินที่นี่
ส่วนในเขตซื้อขายนั้นมีทุกสรรพสิ่ง บางแผงลอยเงียบเหงาไร้คนเหลียวแล ทว่าบางแผงกลับคึกคักยิ่งนัก ในจำนวนนั้นมีแผงหนึ่งที่มีคนล้อมรอบมากที่สุด มีคนเข้าแถวรออยู่ราวสิบเอ็ดสิบสองคน มิรู้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่
เจี่ยนฮวนเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางเขย่งเท้าอยู่นอกฝูงชนมองอยู่นาน ทว่ากลับมองมิเห็นสิ่งใดเลย
เหล่าพี่ชายที่เข้าแถวอยู่นั้นแต่ละคนทั้งสูงทั้งล่ำ บดบังด้านในไว้จนมิดชิด
ข้างกายของนาง มีพี่ชายคนหนึ่งที่สวมต่างหูวงกลมกำลังขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองดาบในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจี่ยนฮวนขยับเข้าไปชะโงกหน้าดู เห็นว่าบนดาบนั้นมีรอยร้าวขนาดยาวรอยหนึ่ง ดูแล้วช่างน่าตระหนกนัก
"ว้าว ดาบเล่มนี้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก" นางรำพึงออกมาคำหนึ่ง
พี่ชายท่านนั้นหันหน้ามา สีหน้ายังคงดูเลื่อนลอย "ใช่แล้ว พวกเราไปเจอกับเหยี่ยวจิ้งจอกเวหาเข้า ข้าใช้ดาบฟันมัน ฟันเสร็จดาบก็กลายเป็สภาพเช่นนี้ เป็ข้าที่ผิดต่อมันเอง ก่อนหน้านี้มันก็มีรอยร้าวเล็กๆ อยู่แล้ว แต่ข้ามิได้ใส่ใจ"
เจี่ยนฮวนแสดงท่าทีเข้าใจพลางปลอบใจ "ขอแสดงความเสียใจด้วยเ้าค่ะ"
พี่ชายผู้นั้นพึมพำ "หากข้าพามันมาซ่อมเร็วกว่านี้ก็คงดี"
เจี่ยนฮวนพอจะเดาออกแล้ว "พี่ชายเ้าคะ ที่นี่คือที่ซ่อมอาวุธิญญารึเ้าคะ?"
เขาพยักหน้า "ใช่แล้ว ซ่อมอาวุธข้างนอกมันแพงเกินไป นักหลอมศาสตราคนนี้เพิ่งมาได้ไม่กี่วันแต่ราคาถูกกว่าข้างนอกมาก อีกทั้งได้ยินว่าฝีมือการซ่อมก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
ที่แท้ก็คือนักหลอมศาสตรา
มิน่าเล่า เมื่อครู่นางสังเกตดู เห็นว่าในหอซ่อนเซียนมีผู้ฝึกกระบี่และผู้ฝึกดาบซึ่งเป็สายโจมตีอยู่มากมาย คนเหล่านี้รวมตัวกันเพื่อทำภารกิจ ในระหว่างนั้นย่อมหลีกเลี่ยงมิได้ที่อาวุธจะเสียหาย นักหลอมศาสตราฝีมือดีจึงเป็ที่้าอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นความนิยมอันล้นหลามเช่นนี้ เจี่ยนฮวนอดมิได้ที่จะรู้สึกตาร้อนผ่าว
คืนหนึ่งผ่านไป นักหลอมศาสตราผู้นี้คงทำเงินได้มิน้อยกระมัง?
เจี่ยนฮวนส่ายหน้า กำลังจะเดินจากไปเพื่อหาที่ว่างสำหรับตั้งแผง ก็เห็นนักอักขระที่อยู่ข้างๆ ขายอักขระเพิ่มความเร็วสามแผ่นสุดท้ายหมดพอดี แล้วก็เก็บแผงเดินจากไป
เจี่ยนฮวนมิพูดพร่ำทำเพลง พุ่งตัวเข้าไปยึดที่ตรงนั้นไว้ทันที!
ประการแรก แผงนี้เดิมทีก็ขายอักขระอยู่แล้ว นับว่าตรงสายงานของนาง
ประการที่สอง ข้างๆ กันมีนักหลอมศาสตราชื่อดังตั้งอยู่ นางสามารถอาศัย "กระแส" ของคนอื่นเพื่อดึงดูดลูกค้าได้
เยี่ยมยอด... มาเช้ามิสู้มาได้จังหวะ!
เจี่ยนฮวนกำอักขระแปดแผ่นไว้ในมือ ยืนอยู่หน้าแผงแล้วกระแอมไอแผดเสียงร้องขาย "แผงอักขระเปิดแล้วเ้าค่ะ! อักขระเคลื่อนย้ายสิบกิโลเมตรและอักขระเพิ่มความเร็วสิบกิโลเมตร ราคาเพียงแผ่นละยี่สิบหินิญญาเท่านั้น! วันนี้มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อนนะเ้าคะ—!"
ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน เสิ่นจี้จือที่กำลังตรวจสอบดาบที่เสียหายในมือถึงกับชะงักไป
ยามนี้พอได้ยินคำว่า 'อักขระเคลื่อนย้ายสิบกิโลเมตร' เขาก็พาลให้นึกถึงเื่เมื่อคืนขึ้นมาทันที
เสิ่นจี้จือขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่ายสายตามองไปยังทิศทางของต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ
ทว่าแน่นอนว่าเขามองมิเห็นสิ่งใด
เ้าของดาบยืนอยู่ตรงทิศทางนั้นพอดี เมื่อเห็นเสิ่นจี้จือมองมา หัวใจของเขาก็พลันบีบคั้นด้วยความประตระหนก "ท่านปรมาจารย์ เป็อะไรไปรึ? ดาบของข้าซ่อมมิได้แล้วหรือ? ขอท่านโปรดซ่อมมันให้ได้เถิด มันสำคัญต่อข้ามาก ข้าขาดมันมิได้!"
เสิ่นจี้จือได้ยินเช่นนั้นจึงต้องดึงสมาธิกลับมา "ซ่อมได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา พรุ่งนี้ยามบ่ายค่อยมาเอา"
เ้าของดาบลังเล "นี่— ท่านจะเอาดาบของข้าไปรึ?"
ในหอซ่อนเซียนมีนักต้มตุ๋นมากมาย หากดาบถูกเอาไปแล้วปรมาจารย์ผู้นี้มิกลับมาเล่า?! เื่เช่นนี้มิใช่ว่ามิเคยเกิดขึ้นมาก่อน!
เสิ่นจี้จือส่งดาบคืนให้ "อืม เ้าลองตัดสินใจดูเองเถิด หากจะให้ข้าซ่อม ต้องจ่ายก่อนห้าสิบหินิญญา พรุ่งนี้ส่งมอบดาบแล้วค่อยจ่ายอีกหนึ่งร้อยหินิญญา"
เ้าของดาบลังเลใจ จะรับก็มิใช่จะมิรับก็มิเชิง
ดาบเล่มนี้ตอนซื้อมาต้องจ่ายไปถึงสองพันหินิญญา ภายหลังดัดแปลงเพิ่มก็จ่ายไปอีกหกร้อย หากเอาไปซ่อมที่อื่นคงต้องเสียอีกหกร้อย...
ทว่าในกระเป๋าเขาตอนนี้ มีหินิญญาเหลือเพียงสองร้อยกว่าก้อนเท่านั้น
เมื่อเห็นพี่ชายผู้นี้ขวางทางมิยอมลุก คนที่เข้าแถวรออยู่ด้านหลังก็แผดเสียงเร่ง "เ้าจะซ่อมหรือไม่ซ่อมกันแน่? ถ้ามิซ่อมก็รีบไสหัวไป มิเห็นหรือว่าข้างหลังมีคนรออยู่อีกตั้งเยอะ!"
"นั่นสิ ถ้ามิเชื่อใจท่านปรมาจารย์ก็อย่ามาหาท่านให้ซ่อมสิ ไปๆๆ รีบไปเลย!"
เ้าของดาบถูกเบียดออกจากวงล้อมด้วยสีหน้าเลื่อนลอย
เจี่ยนฮวนที่กำลังเจรจากับลูกค้าที่เดินเข้ามาสอบถามยามได้ยินเสียงเอะอะก็เหลือบมองไปตามสัญชาตญาณ
ในจังหวะที่พี่ชายเ้าของดาบถูกเบียดออกมานั้น วงล้อมที่เคยมิดชิดก็พลันเปิดออกเป็ช่องว่างพอดี
ด้านในนั้น ชายสวมชุดคลุมดำนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย หมวกคลุมศีรษะบดบังใบหน้าจนมิดชิด มองมิเห็นคิ้วหรือดวงตา
ทว่าข้างกายเขามีกระสอบขนาดใหญ่สองใบวางอยู่ ปากกระสอบเปิดกว้าง เผยให้เห็นชิ้นส่วนอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดกองระเนระนาด
ด้านนอก หญิงสาวชุดคลุมดำยืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังนำเสนออักขระของตนแก่ลูกค้าหลายคน
อักขระอยู่ในมือนาง สีเหลืองทองอร่ามขับเน้นข้อนิ้วอันขาวนวลของนางให้ดูโดดเด่น... และดูคุ้นตาอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนเกือบจะระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้ในเวลาเดียวกัน
เ้าของดาบถูกเบียดออกไปโดยสมบูรณ์ ช่องว่างถูกฝูงชนที่ดาหน้าเข้ามาอุดทับอย่างรวดเร็ว สายตาของทั้งคู่จึงถูกตัดขาดลง
"แม่นาง? แม่นาง??" คนที่มาซื้ออักขระโบกมือไปมาตรงหน้าเจี่ยนฮวน เพื่อเรียกสติของนาง
เจี่ยนฮวนระงับความสับสนในใจ "ว่าอย่างไรเ้าคะ ท่านว่ามาเลย"
"ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอักขระของเ้าใช้การได้? หากเ้าเป็นักต้มตุ๋นเล่า?" ในหอซ่อนเซียนมีพวกต้มตุ๋นมิใช่รายเล็กรายน้อย ทุกคนจึงระแวดระวังพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ยิ่งนัก กลัวว่าจะหอบเงินหนีหายไป
เจี่ยนฮวน "พรุ่งนี้ยามบ่ายข้าจะกลับมาที่นี่อีก ท่านซื้อไปลองใช้ดูก่อนก็ได้ หากใช้มิได้ค่อยมาหาข้า"
"แล้วใครจะไปรู้ว่าเ้าจะมาจริงหรือไม่?"
เจี่ยนฮวนแบมือ "สหายเต๋า ท่านจะเอานั่นเอาอย่างนี้ ข้าก็จนใจ อักขระเคลื่อนย้ายสิบกิโลเมตรข้างนอกขายกันอย่างต่ำห้าสิบหินิญญา ข้าขายเพียงไม่ถึงครึ่งก็นับว่ามีมโนธรรมยิ่งแล้ว"
นั่นก็เป็ความจริง
ราคายี่สิบต่อหนึ่งแผ่นช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก นี่คือสาเหตุที่แม้จะรู้ว่าเสี่ยงถูกต้ม แต่ยามได้ยินเขาก็ยังเดินเข้ามา
ในหอซ่อนเซียนมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอก ทว่าก็เป็สถานที่ที่หาของถูกได้จริงเช่นกัน
เขาหิ้วกระบี่ที่หักออกเป็สองท่อน พลางกัดฟันกล่าว "เช่นนั้นเ้าจงสาบานมา!"
สาบานรึ?
เจี่ยนฮวนมิลังเลแม้แต่น้อย ชูมือขึ้น "หากข้าหลอกท่าน ชาตินี้ขอให้ข้าหยุดอยู่เพียงขั้นเลี่ยนชี่"
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร นี่นับว่าเป็คำสาบานที่โหดร้ายยิ่ง
ทว่านึกมิถึงว่าอีกฝ่ายกลับมิพึงพอใจ "เ้าเปลี่ยนคำสาบานใหม่"
เจี่ยนฮวนมีความอดทนต่อเื่เงินๆ ทองๆ เสมอ "จะให้เปลี่ยนเป็อะไรเ้าคะ?"
อีกฝ่ายกล่าว "หากเ้าหลอกข้า ขอให้เ้าต้องยากจนข้นแค้นไปชั่วชีวิต"
ผู้ฝึกกระบี่หักคิดอย่างเรียบง่าย พวกนักต้มตุ๋นล้วนรักเงิน หากให้พวกมันสาบานว่าจะเป็ขอทานไปตลอดชีวิต ถึงจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
จอมปลอมสิ้นดี!
เจี่ยนฮวนตกตะลึง "คำสาบานของท่านช่างเหี้ยมโหดยิ่งนัก!"
อีกฝ่ายเชิดหน้าขึ้น "แล้วเ้ากล้าหรือไม่เล่า?"
เจี่ยนฮวนมองไปรอบๆ ฝูงชนที่มุงอยู่
นางชูมือขึ้น กล่าวอย่างขรึมขลัง "หากอักขระเหล่านี้ของข้าเป็ของปลอม ขอให้ข้าต้องยากจนข้นแค้นไปชั่วชีวิต"
หลังจากเอ่ยจบ ผู้ฝึกกระบี่หักก็เลิกผ้าคลุมดำออก หยิบถุงมิติออกมา เทหินิญญากองหนึ่ง นับออกมาได้ยี่สิบก้อนแล้วยื่นให้เจี่ยนฮวน "อักขระเคลื่อนย้ายหนึ่งแผ่น"
เจี่ยนฮวน "ท่านมิซื้อเพิ่มอีกสักหน่อยรึ? คืนนี้ราคาถูกที่สุดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นราคาแล้วนะเ้าคะ"
เขาพ่ายหน้า "ข้ายังมิค่อยเชื่อใจเ้านัก ซื้อไปลองใช้ดูแผ่นเดียวก่อน หากใช้ดีค่อยมาหาใหม่"
เจี่ยนฮวน "...ก็ได้เ้าค่ะ"
คนที่มุงอยู่รอบข้างเห็นดังนั้นก็ทำตามผู้ฝึกกระบี่หัก ต่างคนต่างระมัดระวังซื้อกันไปเพียงคนละแผ่น
โชคดีที่อักขระของเจี่ยนฮวนมีมิมาก แปดแผ่นจึงขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นยังมีคนเดินเข้ามาอีกหลายคน เมื่อพบว่าขายหมดแล้วต่างพากันเสียดายยิ่ง
เจี่ยนฮวนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หมอนคลุมคลี่ยิ้มกว้างจนถึงรูหู "มิเป็ไรๆ พรุ่งนี้ยามบ่ายข้าจะมาใหม่ ถึงตอนนั้นพวกท่านต้องมาให้เร็วกว่านี้หน่อย มิเช่นนั้นจะซื้อไม่ทันนะเ้าคะ"
เมื่อขายอักขระหมดแล้ว เจี่ยนฮวนก็ตรวจนับทรัพย์สิน เงินที่หาได้ในคืนนี้รวมกับที่นางพกมา มีทั้งหมดสามร้อยกว่าหินิญญา
นางชำเลืองมองแผงของเสิ่นจี้จือที่ยังมีคนล้นหลามอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าก็มิได้จากไปทันที แต่วนเวียนไปทั่วหอจนเจอที่ขายกระดาษอักขระ นางซื้อกระดาษมาสามร้อยแผ่น จ่ายไปเพียงสองร้อยหินิญญา นับว่าถูกกว่าที่หอสารพัดนึกมากนัก
ยามนี้เป็ยามไฮ่ (21.00 - 23.00 น.) แล้ว กว่าจะถึงยามบ่ายพรุ่งนี้นางต้องวาดอักขระถึงสามร้อยแผ่น เวลาช่างกระชั้นชิดยิ่งนัก
เจี่ยนฮวนมิมัวรอช้า รีบหมุนตัวเดินจากไป
เสิ่นจี้จือมองดูอาวุธิญญาที่รับซ่อมมา พลางคำนวณเวลาแล้วเห็นว่าพอสมควรแล้ว
เขาลุกขึ้น "ขอบพระคุณทุกท่านที่มาอุดหนุน วันนี้คิวเต็มแล้ว พรุ่งนี้ยามบ่ายค่อยมาใหม่เถิด"
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เขาก็มัดกระสอบทั้งสองใบให้แน่น หาบขึ้นบ่า แล้วเดินตามหลังเจี่ยนฮวนจากไปติดๆ
เจี่ยนฮวนเดินออกจากหอซ่อนเซียน กำลังจะก้าวเข้าสู่ป่าไผ่ ก็ถูกรั้งไว้ "ช้าก่อน"
นางหันกลับไป เมื่อเห็นว่าเป็เสิ่นจี้จือ ในใจก็พลันประหลาดใจเล็กน้อย
ที่แผงของเขามิใช่คนยังเยอะอยู่รึ เหตุใดเขาถึงออกมาเร็วนัก?
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเจี่ยนฮวนกลับมิแสดงร่องรอยพิรุธใดๆ
นางแสดงสีหน้าประหลาดใจให้พอเหมาะพอควร "ท่านคือปรมาจารย์นักหลอมศาสตราท่านนั้นมิใช่หรือ? มิทราบว่าเรียกข้ามีธุระอันใด?"
เสิ่นจี้จือนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กำลังจะบอกว่าตนเป็ใคร เจี่ยนฮวนก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "ท่าน้าซื้อกระดาษอักขระจากข้ารึ?"
เสิ่นจี้จือ "..."
เจี่ยนฮวนยิ้มตาหยี "จะว่าไปก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน แผงของท่านกับข้าตั้งอยู่ติดกัน ข้าลดราคาให้ท่านเป็พิเศษได้นะ..."
เสิ่นจี้จือลดสายตาลง เอ่ยเสียงเบา "เจี่ยนฮวน ข้าเอง"
เจี่ยนฮวน "..."
นางตกตะลึงยิ่งนัก "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็ข้า?!"
ซวยแล้ว เขาจำได้ได้อย่างไรกัน?
เสิ่นจี้จือเอ่ยสั้นๆ "มือของเ้ามิได้ปกปิด"
เจี่ยนฮวนรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นดู มิมองเห็นว่ามันจะพิเศษตรงไหน
ตัวร้ายย่อมเป็ตัวร้ายจริงๆ แค่มือก็จำนางได้ สุดยอดไปเลย
เสิ่นจี้จือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ "เ้าเองก็จำข้าได้มิใช่หรือ"
เจี่ยนฮวน "? มิใช่ท่านบอกเองรึว่าเป็ใคร?"
เสิ่นจี้จือเอ่ยตามความจริง "ข้าบอกเพียงว่าเป็ข้า"
เจี่ยนฮวน "..."
เอาเถอะ
"ท่านหาข้ามีธุระรึ?" ในเมื่อจำกันได้แล้ว เจี่ยนฮวนก็คร้านจะเสแสร้งทักทาย นางต้องรีบไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อวาดอักขระ
เสิ่นจี้จือก้าวมาข้างหน้า หยุดอยู่ข้างกายนา โน้มตัวลงกระซิบเบาๆ "คืนนี้อยากไปพักด้วยกันหรือไม่?"
เจี่ยนฮวนเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน "เอ๋?"
อะไรกันเนี่ย?!
เสิ่นจี้จือได้ยินนางบอกว่าจะมาอีกในวันพรุ่งนี้ยามบ่าย "คืนนี้เ้าก็มิกลับสำนักมิใช่หรือ?"
เจี่ยนฮวน "ใช่..."
เสิ่นจี้จืออืมคำหนึ่ง "ข้าก็มิกลับ"
"คืนนี้ข้าต้องซ่อมอาวุธทั้งคืน ก่อนมาข้าจองห้องไว้ที่โรงเตี๊ยมชุ่ยฮวา ราคาคืนละห้าร้อยอีแปะ" เสิ่นจี้จือยกคานหาบในบ่าขึ้น "เ้าเองก็้าที่วาดอักขระมิใช่หรือ เหตุใดมิพักด้วยกันเล่า? เ้าจ่ายสองร้อยห้าสิบ ข้าจ่ายสองร้อยห้าสิบ ดีหรือไม่?"
"..."
เจี่ยนฮวนเหลือบมองเขา แล้วตอบปฏิเสธ "มิเห็นจะดีตรงไหน"
เสิ่นจี้จือคงนึกมิถึงว่านางจะปฏิเสธ "?"
เจี่ยนฮวนเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้ายอมรับได้เพียงข้าจ่ายสองร้อยสี่สิบเก้า ส่วนท่านจ่ายสองร้อยห้าสิบเอ็ด... ดีหรือไม่?"
เสิ่นจี้จือรู้สึกงุนงงเล็กน้อย มิเข้าใจว่านางจะยึดติดกับเงินเพียงหนึ่งอีแปะไปเพื่ออะไร
ทว่าเขามิได้ถาม พยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว "ตกลง"
