ใช่แล้ว!
หากไม่มีหนอนบ่อนไส้ จวนตระกูลมู่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ภายในมีเรือนเล็กมากมาย มีห้องย่อยนับไม่ถ้วน จะรู้ได้อย่างไรว่ามู่อันเหยียนอาศัยอยู่ในเรือนใด? หากคนแปลกหน้าย่องเข้ามายามวิกาล ย่อมต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะหามู่อันเหยียน ยังมิต้องกล่าวถึงว่าทหารยามที่ดูแลจวนตระกูลมู่นั้นเข้มงวดเพียงใด ถ้ามีจุดผิดพลาดเพียงนิด ย่อมเป็การปลุกทหารยามทุกนายในจวน
หากมีหนอนบ่อนไส้จริง ฮวาเหยียนพลันนึกถึงคำพูดของฉิงคง หญิงสาวผู้นี้ใช้ความตายเพื่อเตือนนาง บอกนางให้ระวังมู่ชิงอวิ้น
หรือว่าจะเป็นาง?
มู่ชิงอวิ้นผู้อ่อนโยนบอบบางและน่าสงสารผู้นั้น?
หากเป็นางจริง ลูกพี่ลูกน้องจากครอบครัวรองผู้นี้จะเอาเครื่องหอมกลืนิญญามาจากที่ใด? เื้ัของนางย่อมต้องมีคนคอยบงการเป็แน่! คนผู้นั้นเป็ใคร?
แต่หากมิใช่นาง เช่นนั้นผู้ใดคือคนทรยศเล่า?
ในใจของฮวาเหยียนนึกสงสัยมู่ชิงอวิ้น ทว่าก็มิได้บอกกล่าวให้พ่อลูกตระกูลมู่ฟัง
ท่านพ่อให้ความสำคัญยิ่งกับความรักในครอบครัว เขาปฏิบัติต่อมู่ชิงอวิ้นเป็อย่างดี เลี้ยงดูราวกับบุตรสาวแท้ๆ ของเขา หากนางบอกข้อสงสัยของตนที่มีต่อมู่ชิงอวิ้นให้ท่านพ่อฟัง ยากที่จะหลีกเลี่ยงให้ต้องเผชิญอารมณ์ด้านลบที่หวนกลับมาตอกย้ำซ้ำๆ อีกทั้งพี่ใหญ่ ความรู้สึกที่เขามีต่อมู่ชิงอวิ้นนั้นดียิ่ง เป็ผลมาจากเื่ที่เกิดกับมู่อันเหยียน พวกเขาจึงไม่เคยนึกสงสัยญาติพี่น้องของตนเองเลย
เพราะเป็เพียงความสงสัยที่ไร้หลักฐาน ฮวาเหยียนจึงไม่คิดจะพูดจามั่วซั่วเพื่อเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นอย่างแน่นอน ทว่านางจะค่อยๆ ค้นหาหลักฐานทีละนิด หากเื่ที่เกิดขึ้นกับมู่อันเหยียนเกี่ยวข้องกับมู่ชิงอวิ้นจริงๆ มิต้องให้นางลงมือ ท่านพ่อและท่านพี่ย่อมไม่ไว้ชีวิตสตรีผู้นี้แน่
...
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่เ้าคะ วางเื่ของข้าลงก่อนเถิด ไม่จำเป็ต้องร้อนใจ เื่ราวผ่านพ้นมาถึงสี่ปีแล้ว เบาะแสน้อยนัก น้อยจนแทบกล่าวได้ว่าไม่มี ข้าคิดว่ายามนั้นคนผู้นั้นคงปรารถนาจะฆ่าข้าให้ตาย ทว่าวันนี้ข้าหวนกลับคืนมาแล้ว คาดว่าคนผู้นั้นต้องมิอาจอดทนไม่ลงมืออีกได้ ดังนั้นท่านพ่อและพี่ใหญ่ พวกเรารั้งทัพรอจังหวะบุกโจมตีเถิด เมื่อก่อนเป็เช่นไร วันหน้าก็ควรเป็เช่นนั้น อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่นเลยเ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนวิเคราะห์
เมื่อได้ยินฮวาเหยียนกล่าวว่าคนชั่วใจอำมหิตที่ซ่อนอยู่ในเงามืดอาจลงมืออีกครั้ง มู่เอ้าเทียนพลันขมวดเกร็งไปทั้งร่าง แทบมิอาจยับยั้งไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของตนเอาไว้ได้
สี่ปีก่อน เขาสูญเสียบุตรสาวไปแล้วครั้งหนึ่ง ครานี้เขาต้องไม่ปล่อยให้บุตรสาวของตนเกิดเื่ไม่คาดฝันอันใดได้ ชั่วขณะนั้นภายในใจของมู่เอ้าเทียนได้ตัดสินใจแล้ว
“พ่อเข้าใจ”
“อืม”
มู่เอ้าเทียนและมู่เสวียนเย่ต่างพากันพยักหน้า จดจำคำกำชับของฮวาเหยียนเอาไว้ในใจ
“ท่านพ่อ ข้ายังมีเื่จะถามเ้าค่ะ”
จู่ๆ ฮวาเหยียนก็ส่งเสียง มู่เอ้าเทียนจึงเงยหน้าขึ้น “เื่ใดหรือ?”
“ท่านได้ทูลฮ่องเต้เื่การอภิเษกสมรสหรือยังเ้าคะ? น้องรองชิงอวิ้นถามข้าถึงสองครา นางร้อนใจนักเ้าค่ะ”
ฮวาเหยียนกล่าว
ทันทีที่สิ้นเสียง มู่เอ้าเทียนก็มีสีหน้าจริงจังทันที เขาโบกมือไปมาก่อนกล่าวว่า “พ่อลืมพูดถึงเื่นี้ไปเสียสนิท ไม่มีการอภิเษกสมรสแล้ว”
“เ้าคะ?”
ดวงตาของฮวาเหยียนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่มีการอภิเษกสมรสแล้ว? เป็เพราะองค์ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนใจ? หรือเพราะเื่ทางชายแดนทำให้ต้องทรงงานจนมิอาจออกราชโองการได้?
“ฝ่าาเพียงตรัสต่อหน้าพระพักตร์ขององค์รัชทายาทแค่คำเดียว ก็ถูกองค์รัชทายาทปฏิเสธแล้ว”
มู่เอ้าเทียนกล่าว
ในยามนั้นเขาเองก็อยู่ข้างๆ ด้วย ฮ่องเต้แค่ตรัสเกริ่นนำก็ถูกองค์รัชทายาทหยุดเอาไว้
“ตี้หลิงหานปฏิเสธหรือ?”
ใบหน้าของฮวาเหยียนเต็มไปด้วยความงุนงง ได้ยินเพียงเสียงดุของบิดาว่า “ห้ามขานนามขององค์รัชทายาทโดยตรง”
ฮวาเหยียนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ท่านพ่อกล่าวสิ่งใด ย่อมเป็สิ่งนั้น นางเชื่อฟังท่านพ่อ
“องค์รัชทายาทตรัสว่าพระองค์มิได้มีใจให้อวิ้นเอ๋อร์ ชั่วชีวิตนี้เขาจะแต่งชายาเพียงคนเดียว ไม่มีชายารอง ไม่รับอนุ”
มู่เอ้าเทียนกล่าว
ยามกล่าวคำนี้ น้ำเสียงของมู่เอ้าเทียนปรากฏความชื่นชมอย่างหาได้ยาก
“เมื่อก่อนพ่อเองก็วิพากษ์วิจารณ์รัชทายาทอยู่บ้างเช่นกัน หลายปีที่ผ่านมาจึงครองความสัมพันธ์เป็แค่ขุนนางกับองค์รัชทายาทเท่านั้น และเพราะในปีนั้นหลังจากเกิดเื่ใหญ่ขึ้นกับลูก พระองค์กลับรีบบุกมาที่จวนเพื่อถอนหมั้น นับเป็การโรยเกลือบนาแของเ้า ภายหลังเ้ายังทิ้งจดหมายไว้ก่อนหายตัวไป พ่อคิดว่าเป็เพราะเ้าเ็ปใจยิ่ง ท่ามกลางความผิดหวังและบอบช้ำ สุดท้ายจึงเลือกหลบหนีไปจากที่นี่ ยามนี้พอมาคิดทบทวนดู...เฮ้อ...”
มู่เอ้าเทียนถอนหายใจหนัก แล้วพูดอีกว่า “คราก่อนยามอยู่ในจวนไท่จื่อ หลังจากได้ยินว่าเป็ลูกที่เขียนจดหมายขอให้องค์รัชทายาทถอนหมั้น ความบาดหมางระหว่างพ่อกับองค์รัชทายาทพลันมลายสิ้น ยามนี้ยิ่งได้ยินคำที่พระองค์ตรัส จึงหวนกลับมาคิดอีกครา บุรุษเช่นนี้ย่อมหยิ่งทะนงตน ทว่ายากซื่อตรงต่อความรู้สึก พ่อชื่นชมบุรุษผู้นี้มาโดยตลอด ฐานะขององค์รัชทายาทสูงส่ง เป็ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ในภายหน้า แต่กลับทรงเลือกที่จะมีคู่ชีวิตเพียงคนเดียว ตลอดชีพครองคู่แค่กันและกัน ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงชื่นชมพระองค์ยิ่ง”
มู่เอ้าเทียนกล่าววาจาออกมามากมาย ซึ่งล้วนเป็คำชื่นชมที่มีต่อตี้หลิงหาน ทว่าฮวาเหยียนที่อยู่ข้างๆ กลับเบะปากหน้าบึ้ง ตี้หลิงหานผู้นั้นสนับสนุนการมีคู่ครองเพียงคนเดียวตลอดชีวิตหรือ? ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ของเขาที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายวันใด สตรีที่แต่งให้เขาย่อมกลายเป็ม่าย หากยามนั้นเขาขึ้นเป็ฮ่องเต้ ก็ไม่แน่ว่าต้องฝังร่างไปพร้อมกับเขาด้วย จิ๊ๆๆ...ช่างน่าอนาถนัก มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่แต่งให้เขา
แน่นอนว่าคำกล่าวเหล่านี้ ฮวาเหยียนย่อมต้องเก็บเอาไว้ในใจ หากพูดออกไป ไม่แน่ว่านางอาจถูกท่านพ่อสอนสั่งอีกครา
“ตระกูลมู่ของพวกเราสานสัมพันธ์กับองค์รัชทายาทได้ก็เพราะหยวนเป่า แม้จะมีจุดเริ่มต้น แต่ก็นับว่าเป็พรที่ได้มาจากความโชคร้าย ภายหน้ายามพระองค์ขึ้นเป็ฮ่องเต้ ย่อมต้องเห็นแก่มิตรภาพถึงสามส่วน รวมถึงดูแลกันและกันมากขึ้น”
มู่เอ้าเทียนกล่าว
ฮวาเหยียนรู้สึกว่าวันนี้ตอนท่านพ่อกล่าวถึงตี้หลิงหาน เขาจะช่างพูดเป็พิเศษ นางกระแอมเสียงเบาอย่างอดไม่ไหวแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ลองมองการณ์ไกลเป็อย่างไร? ไม่แน่ว่าภายหน้าเขาอาจถูกปลดออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท หรือไม่ก็อาจมีองค์ชายองค์อื่นขึ้นเป็ฮ่องเต้แทน ทั้งหมดนี้ล้วนไม่แน่นอนนะเ้าคะ”
แน่นอนว่าหลังจากกล่าวคำพูดนี้จบ นางก็ถูกมู่เอ้าเทียนจ้องเขม็ง
“ลูกรัก คำพูดพวกนี้หากพูดต่อหน้าพ่อและพี่ของเ้าก็นับว่าแล้วไป ทว่าอย่าให้ผู้อื่นได้ยินเชียว จงหลีกเลี่ยงการหาเื่ใส่ตัว”
มู่เอ้าเทียนรีบพร่ำสอนทันที ทว่าเขาก็มิอาจหักใจตำหนิเสียงดังได้ เด็กน้อยผู้นี้นับวันยิ่งอาจหาญ คำพูดอันใดล้วนกล้าพูดออกมาทั้งสิ้น ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกล่าวกับนางอีกว่า “ตำแหน่งองค์รัชทายาทย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ลูกหลานผู้สืบเชื้อสายของฮ่องเต้มีน้อยนัก มีแค่องค์รัชทายาทตี้หลิงหานที่มีอายุเหมาะสม แม้จะมีองค์ชายน้อยอีกพระองค์ ทว่าก็มีพระชนมายุเพียงหกชันษา ทั้งยังประสูติจากสาวใช้ในวัง หลังสาวใช้ผู้นั้นให้กำเนิดองค์ชายแล้ว นางก็แขวนคอตายด้วยผ้าแพรขาว ภายหลังองค์ชายก็ได้รับการเลี้ยงดูจากฮองเฮา”
ฮวาเหยียนไม่รู้เื่ใดในวังหลวงสักนิด ยามนี้เพิ่งรับรู้จากปากของท่านพ่อ หัวสมองของนางก็สร้างละครฉากใหญ่ในรั้ววังหลังขึ้นทันที
ั้แ่สมัยโบราณ วังหลวงเป็สถานที่นองเื นางสนมแย่งชิงความโปรดปราน องค์ชายแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ไม่ว่าแผนการอันใดล้วนถูกนำออกมาใช้ทั้งสิ้น ฆ่าคนโดยไม่เห็นโลหิต
ยามนี้เมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระโอรสเพียงสองพระองค์ องค์หนึ่งคือองค์รัชทายาทตี้หลิงหาน อีกองค์เป็เพียงองค์ชายน้อยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทว่าได้รับการเลี้ยงดูจากพระมารดาของตี้หลิงหาน เฮอะ มิอาจกล่าวเป็อื่นได้ ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขามั่นคง ไม่สั่นคลอนแม้สักนิด
“แล้วพระโอรสองค์อื่นๆ ของฮ่องเต้เล่าเ้าคะ? คงมิใช่ว่ามีเพียงองค์รัชทายาทตี้หลิงหานกับองค์ชายน้อยแค่สองพระองค์ั้แ่แรกจนถึงยามนี้กระมัง?”
