ทันทีที่อันเจิงเห็นศพของซางไห่จิง เขาก็รู้สึกปวดร้าวขึ้นมาทันที
สี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้อันเจิงเพิ่งจะคุยกับเขาอยู่เลยเขาเอ่ยปากขอโทษแทนหลานสาวที่ไร้เดียงสาของตัวเอง เป็ถึงเ้าสำนักวรยุทธ์ชางแต่กลับมาขอโทษคนที่ต่ำต้อยกว่าด้วยตัวเองนี่แสดงให้เห็นถึงนิสัยของตัวเขาแล้ว ในสมองของอันเจิงยังคงมีคำพูดสุดท้ายดังก้องอยู่มีเวลาว่างก็มาหาข้านะ ข้ามีชาดี ๆ ให้ชิม
ชายังอยู่ แต่คนกลับไม่อยู่แล้ว
“บังอาจ เหตุใดจึงกล้าทำตัวเสียมารยาทเช่นนี้!”
ใครบางคนะเิเสียงข้างหูอันเจิง ราวกับสาดหิมะลงมาดับไฟร้อนในใจเขา
อันเจิงโค้งตัว “คารวะไทเฮา คารวะาา”
าามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์“ลุกขึ้นเถอะ...ที่เรียกเ้ามาเพราะอยากถามอะไรบางอย่างก่อนหน้านี้มีคนเห็นเ้าคุยกับเ้าสำนักซาง”
อันเจิงเล่าเื่ที่ทั้งสองคุยกันอย่างละเอียดแต่ไม่ได้พูดถึงเื่บุตรชายทั้งสองของท่านเ้ากรมพิธีการแต่อย่างใด เขารู้ดีว่าในเวลานี้ยิ่งพูดให้ละเอียดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เขาหลุดพ้นข้อสงสัยในเื่นี้ได้มากเท่านั้นเขาเห็นซางโหยวคุกเข่าข้างศพของซางไห่จิง นางร้องไห้จนแทบจะหมดสติแล้ว
อันเจิงรู้สึกราวกับมีมีดมากรีดหัวใจเขาก็ไม่ปาน
ซางไห่จิงเป็เ้าสำนักที่ห่าวผิงอันเสนาบดีคนก่อนของหน่วยทหารเลือกขึ้นมาเองกับมือ แสดงว่าต้องเป็คนที่ห่าวผิงอันเชื่อใจอย่างแน่นอนตอนนี้ห่าวผิงอันตายแล้ว ซางไห่จิงก็ตายแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากเขามาถึงเมืองฟางกู้ทั้งหมดในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ หน่วยทหารและสำนักวรยุทธ์ชางเจอเื่ซวย ๆ ติดต่อกันมาตลอดคนในสำนักวรยุทธ์ชางถูกปลดออกเพราะอันเจิงประมาณสิบกว่าคนรวมไปถึงรองเ้าสำนักด้วย ทางด้านหน่วยทหาร นอกจากห่าวผิงอันแล้วยังมีคนอื่น ๆ ที่ตายอีกเจ็ดแปดคน
ทุกเหตุการณ์ราวกับเชื่อมโยงกับอันเจิงไปเสียทุกเื่
ไทเฮาทรงตั้งใจฟังอันเจิงเล่าจนจบก่อนจะหันไปตรัสถามคนข้างกาย“ความหมายของเขาก็คือ เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเ้าสำนักซางงั้นรึ?”
สีพระพักตร์ของาามู่ฉางเยียนเปลี่ยนไปทันที“มันก็มีส่วน แต่เขาอยู่ในสนามสอบกับนักเรียนคนอื่น ๆ ตลอด”
อ้อ...ไทเฮาซูชิงนวนทรงเปล่งพระสุรเสียงออกมา“ก็จริง ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วก็ให้เขาออกไปเถอะ”
าามู่ฉางเยียนทรงถอนพระทัยจากนั้นก็โบกพระหัตถ์“เ้าออกไปก่อน เื่นี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไป นักเรียนคนอื่น ๆ จะได้ไม่ใ”
อันเจิงขานรับก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไป ในสมองเขามีแต่ใบหน้าเป็มิตรของซางไห่จิงและร่มกระดาษสีดำคุ้นตา สองภาพนี้มักจะลอยเข้ามาในหัวของอันเจิงเรื่อย ๆ
เฉินเซ่าป๋าย
เมื่อครู่อันเจิงมองเห็นเฉินเซ่าป๋าย เขายืนอยู่ไม่ไกลทางด้านหลังของไทเฮาทุกคนพุ่งความสนใจมาที่อันเจิงคนเดียว จึงไม่มีใครเห็นว่าเฉินเซ่าป๋ายอมยิ้มมองมาที่อันเจิง
อันเจิงแน่ใจว่าตัวเองเคยเห็นร่มกระดาษนั้นมาก่อนใน่ที่เขาเพิ่งมาถึงเมืองฟางกู้ได้ไม่กี่วัน เฉินเซ่าป๋ายก็ถือร่มกระดาษแบบนี้มาหาเขา
จากนั้นอะไรบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัวอันเจิงทันที...ขุนนางที่อยู่คู่ราชสำนักมาสามสมัยจูเก๋อเหยียนในตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายขวาที่ตายเมื่อหลายวันก่อน
อันเจิงรีบก้าวยาว ๆ ออกไปในใจกลับรู้สึกเหมือนมีไฟแผดเผาอยู่ เฉินเซ่าป๋ายต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่และเขาต้องสืบให้ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็เื่อะไรกัน
จนกระทั่งฟ้ามืด ผู้เข้าร่วมทดสอบไม่มีใครได้ออกไปจากสำนักวรยุทธ์ชางแม้แต่คนเดียวสนามประลองได้จัดแท่นสังเกตการณ์ขึ้นบนที่สูง บนแท่นมีนักแม่นธนูคอยเฝ้าอยู่หลังจากที่ทหารหลวงกลับไปแล้ว ก็มีทหารกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กเข้ามาดูแลแทน อัศวินเพลิงเหล็กในเมืองหลวงตอนนี้มีทั้งหมดหนึ่งพันสองร้อยคนเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกคนจึงถูกเรียกตัวมาจนหมด เมืองฟางกู้มากกว่าครึ่งถูกปิดล้อมบนถนนไม่มีแม้แต่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา
การตายของห่าวผิงอันถูกตัดสินว่าเป็การฆ่าตัวตายแต่ทว่าการตายของซางไห่จิงกลับเป็การลอบสังหาร อีกทั้งยังตายอยู่ข้างไทเฮาและาานั่นก็แปลว่าคนร้ายอยู่ไม่ห่างจากทั้งสองพระองค์หากคนที่ฆาตกรอยากฆ่าไม่ใช่ซางไห่จิงแต่เป็ไทเฮาหรือาาเล่า?
ตอนนี้กรมราชทัณฑ์เริ่มเข้ามาตรวจสอบผู้เข้าร่วมทดสอบแบบตัวต่อตัวแต่ถึงอย่างนั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสงสัย เพราะตอนนั้นทุกคนล้วนอยู่ในสนามทดสอบกันหมดแล้วและยังมีพยานบุคคลช่วยยืนยันอีกด้วย
ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่หลับตาลงพักผ่อนส่วนตู้โซ่วโซ่วกับอันเจิงก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลยสักคำ
อันเจิงเห็นเฉินเซ่าป๋ายยืนอยู่ไม่ไกลเขาพากลุ่มองครักษ์ออกมาสำรวจสถานที่
“่นี้เื่ที่เกิดขึ้นดูแปลกไปนะ”
ข้างอันเจิงมีคนสองคนกระซิบขึ้นหนึ่งในนั้นกดเสียงต่ำแล้วพูด “คนแรกคือท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาก่อนต่อมาก็เป็ท่านเสนาบดีของหน่วยทหาร ตอนนี้เป็เ้าสำนักวรยุทธ์ชาง...ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาอยู่คู่ราชสำนักต้าเยี่ยนมาสามสมัยสุดท้ายได้ยินมาว่าป่วยตายกะทันหัน ส่วนท่านเสนาบดีของหน่วยทหารฆ่าตัวตายเพื่อไถ่บาป...มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน”
อีกคนถามขึ้น “เพราะอะไร?”
“เ้าไม่รู้หรือ?ท่านเสนาบดีห่าวผิงอันกับเ้าสำนักซาง...เป็ศิษย์ของท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาส่วนท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวา...”
เขาทั้งสองหยุดการสนทนาเพียงเท่านี้ ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก
อันเจิงรู้ดีว่าพวกเขาไม่อยากพูดเพราะอะไร จูเก๋อเหยียนไม่ถูกกับไทเฮาอีกอย่างเขายังคอยต่อต้านอำนาจไทเฮามาโดยตลอดตอนนั้นซูไทเฮาได้รับคำสั่งจากเฉินจ่งชวี่ให้ปลงพระชนม์าาองค์ก่อนจูเก๋อเหยียนก็เคยไปเข้าเฝ้าเพื่อแจ้งข่าวนี้ แต่วันรุ่งขึ้นอดีตาาก็สิ้นพระชนม์จากไปฉะนั้นไม่มีใครรู้ว่าจูเก๋อเหยียนมีโอกาสบอกข่าวนี้ออกไปหรือไม่
สิ่งที่อันเจิงเดาไว้ก็คือจูเก๋อเหยียนไม่ได้พูดอะไรออกไป ฉะนั้นไทเฮาจึงปล่อยให้เขามีชีวิตต่ออีกหลายปีตอนนี้ไทเฮาแสดงอำนาจออกมาแบบนี้ แสดงว่าต้องทรงรู้อะไรมาแน่
จูเก๋อเหยียน ห่าวผิงอันและซางไห่จิง...อันเจิงนำการตายของเขาทั้งสามคนมารวมเป็เื่เดียวกันคนที่ตายไปล้วนแต่เป็คนที่มีอำนาจต่อต้านไทเฮาได้ ตอนนี้พวกเขาตายแล้ว ในราชสำนักตอนนี้คนที่สามารถต่อกรอำนาจของไทเฮาได้ก็คงเหลือเพียง...เฉินไจ่เหยียน
เื่นี้ต้องเกี่ยวข้องกับไทเฮาแน่นอนตอนนี้เฉินเซ่าป๋ายเป็องครักษ์ของตำหนักจิงเซี่ยว หากเขาลงมือ...คำตอบก็ปรากฏแล้ว
เฉินเซ่าป๋ายต้องฆ่าคนตามรับสั่งของไทเฮาอย่างแน่นอนเขาก็เป็แค่สุนัขตัวหนึ่งของไทเฮาเท่านั้น
ทันใดนั้นอันเจิงก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันที เขาอดไม่ได้ก้มดูใต้รองเท้าตัวเองดูว่าตัวเขาได้เหยียบขี้สุนัขมาหรือไม่ ใต้รองเท้าเขาไม่มีขี้สุนัข แต่กลิ่นมันติดอยู่ในใจเขาสำหรับเขาเฉินเซ่าป๋ายก็คือขี้สุนัขนั่น
เป็อีกคืนที่เงียบสงัดคงเป็เพราะผู้เข้าร่วมทดสอบทุกคนไม่น่ามีโอกาสที่จะฆ่าซางไห่จิงได้ วันต่อมาใน่เที่ยงทุกคนจึงถูกปล่อยตัวออกมาเื่การทดสอบถูกหยุดเอาไว้เป็การชั่วคราว แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเริ่มได้อีกครั้งเมื่อไหร่ขณะที่ทุกคนออกจากสำนักวรยุทธ์ชางไป ในใจต่างก็มีเมฆหมอกหนาครึ้มปกคลุมไปทั่ว
อันเจิงอารมณ์ไม่ดีมากถึงมากที่สุด
ก่อนอันเจิงจะเดินออกจากสำนักวรยุทธ์ชางเขาเห็นซางโหยวสวมชุดขาวยืนอยู่ไม่ไกล
ซางโหยวในตอนนี้ราวกับเป็ดอกซางเหมยที่น่าสงสารคนที่อยู่แถบตะวันตกมักจะเปรียบดอกซางเหมยเป็ดอกไม้แห่งความสุข แต่ตอนนี้ซางโหยวไม่มีความสุขแบบนั้นอีกแล้ว
“เ้ามารอข้าหรือ?” อันเจิงเดินเข้าไปถาม
ซางโหยวพยักหน้า “ใช่”
“มีเื่อะไร?”
“ช่วยข้าแก้แค้นด้วย!”
อันเจิงชะงักไปชั่วขณะ เขาพิจารณาเด็กสาวที่กัดฟันพูดอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด
“เพราะอะไร?” อันเจิงถาม
ความแข็งแกร่งที่นางฝืนแสดงออกมาในตอนแรกพังทลายลงทันทีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด “เพราะว่า...ข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะเชื่อใครได้อีก บิดาข้าเป็บัณฑิตมารดาข้าก็ฝึกพลังวัตรไม่ได้ คนเดียวที่จะแก้แค้นแทนท่านปู่ได้ก็คือข้าแต่ข้ารู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ หรืออาจถูกฆ่าปิดปากก่อนจะหาตัวคนร้ายเจอก็ได้ข้ารู้ว่าการเอาเื่นี้มาเพิ่มภาระให้เ้ามันไม่ถูกต้อง แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วที่ข้ามาหาเ้าเพราะวันนั้นเ้าอัดติงไท่ชุนที่หน้าสำนักวรยุทธ์ชางต่อหน้าผู้คนมากมายเดิมทีข้าก็อยากทำแบบนั้นมานานแล้ว...แต่ข้าไม่กล้า”
“ขอบคุณมาก”
นางคุกเข่าลงอย่างกะทันหัน และก้มลงคำนับโดยไม่รอฟังคำตอบจากอันเจิง“หากเ้าช่วยข้าแก้แค้นแทนท่านปู่ เ้าอยากได้อะไรข้ายอมรับปากทั้งนั้นต่อให้จะต้องเป็บ่าวรับใช้เ้าข้าก็ยอม”
อันเจิงเข้าใจได้ทันที ซางโหยวสืบทอดจิตใจที่ดีงามมาจากซางไห่จิงนั่นเองฉะนั้นนางจึงเป็เด็กสาวที่มีคุณธรรม เมื่อวานที่นางยืนขวางอันเจิงและพูดเหตุผลต่างๆ นานา นั่นก็เพราะ้าช่วยติงหนิงตงไม่ใช่ติงไท่ชุน นางคงไม่ค่อยมีเพื่อนมากนักอาจเป็ไปได้ว่าติงหนิงตงคือเพื่อนคนเดียวที่นางมีอยู่และส่วนใหญ่คนเราก็มักจะช่วยคนสนิทด้วยใจมากกว่าใช้เหตุผล ดังนั้นสำหรับนางใครก็ห้ามดูถูกติงหนิงตงเด็ดขาด
อันเจิงประคองตัวซางโหยวขึ้น “ข้าจะพยายามช่วยเ้าหาตัวคนร้ายให้ได้แต่เื่ลงมือแก้แค้นคงต้องเก็บไว้ให้เ้าทำเองจะดีกว่า คนส่วนใหญ่มักบอกว่าสตรีไม่ควรฆ่าคนไม่ควรให้มือตัวเองแปดเปื้อน แต่ความจริงแล้ว ที่สตรียินดีเข้าสำนักวรยุทธ์ก็เพราะรู้สึกว่าสังคมไม่ยุติธรรมกับพวกนางเื่การล้างแค้นไม่ใช่เื่ของบุรุษฝ่ายเดียว ข้าจะช่วยเ้าหาคนร้ายแล้วให้เ้าลงมือฆ่าเอง”
อันเจิงหันกลับ “ลุกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย ลากตัวมันมาก้มหัวคำนับหน้าหลุมศพปู่เ้าให้ได้นั่นต่างหากที่เรียกว่าแก้แค้น”
เมื่ออันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์เขาก็คิดทบทวนอย่างละเอียด ดูเหมือนจะมีเพียงอันเฉิง ขันทีคนสนิทของาาเท่านั้นที่เขาสามารถถามเื่บางอย่างได้
ตอนนั้นอันเฉิงอยู่ข้างกายาามู่ฉางเยียนตลอดและมู่ฉางเยียนก็อยู่กับไทเฮาตลอดเวลาฉะนั้นหากเฉินเซ่าป๋ายเป็คนฆ่าซางไห่จิงก็ต้องไม่อยู่ข้างไทเฮา หากเป็แบบนั้นอันเฉิงต้องรู้เื่นี้แน่ๆ
ใน่บ่ายของวันนั้นอันเจิงก็เดินทางไปตำหนักวิหาร์ จากนั้นก็ฝากคนไปเรียกอันเฉิงออกมา อันเจิงยัดเงินใส่มือของอีกฝ่ายไม่น้อยเขาถึงยอมรับปาก เดิมทีเื่แบบนี้อันเจิงเกลียดมากที่สุด แต่ในบางครั้งก็จำเป็ต้องทำ
ผ่านไปไม่นาน อันเฉิงก็เดินออกมาจากตำหนักจากนั้นก็แกล้งทำเหมือนไม่รู้จักอันเจิงและเดินตรงไปด้านหน้าเรื่อย ๆอันเจิงรู้ว่าอันเฉิงไม่อยากให้คนอื่นสงสัยจึงทำแบบนี้
ทั้งสองเว้นระยะห่างและเดินออกจากบริเวณตำหนักวิหาร์พักใหญ่อันเฉิงก็หยุดยืนรออยู่ใต้ต้นหลิว
“คุณชายอัน”
เมื่ออันเฉิงเห็นอันเจิงเดินมาจึงยกมือขึ้นคารวะ “ข้ารู้ว่าท่านมาหาข้าทำไมท่านอยากถามเื่ในวันนั้นใช่หรือไม่?”
อันเจิงชะงักไป เขาเป็ขันทีที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีแต่สามารถมองเื่ราวต่าง ๆ ได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ
อันเฉิงถาม “บอกเหตุผลกับข้าหน่อยได้หรือไม่?เท่าที่ข้ารู้มา เ้ากับเ้าสำนักซางไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย”
“ซางโหยวหลานสาวเ้าสำนักซางมาขอร้องให้ข้าตรวจสอบเื่นี้”
“ที่แท้ก็เป็ความสัมพันธ์แบบชายหญิงนี่เอง”
อันเฉิงส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์แบบนี้สักเท่าไหร่แต่คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า หากมีความสัมพันธ์แบบนี้ก็ยากที่จะปฏิเสธได้แต่คิดว่าก็คงมีเหตุผลอยู่ในนั้นด้วย เ้าไม่ปิดบังและบอกความจริงกับข้างั้นข้าก็จะบอกความจริงกับเ้าเช่นกัน...วันนั้นและเวลานั้น คนข้างกายของไทเฮาและาาไม่มีใครไปไหนเลยสักคน”
อันเจิงขมวดคิ้ว “ไม่มีใครสักคนเลยหรือ?คนข้างกายของไทเฮา...”
อันเฉิงโบกมือ “เ้าอาจไม่เชื่อความทรงจำและการสังเกตการณ์ของข้าแต่มีบางสิ่งที่ข้าอยากให้เ้าจำไว้ เ้าเลือกมาหาข้า แต่เมื่อข้าบอกไปแล้วเ้ากลับไม่เชื่อเช่นนั้นเ้ามาหาข้าทำไม? องครักษ์ข้างกายไทเฮามีสิบสองคนพวกเขาอยู่ครบกันหมด หัวหน้าองครักษ์วังหลังก็อยู่ครบ แต่หากเป็คนที่ไม่เผยตัวตนข้าก็ไม่รู้แล้วล่ะ”
อันเจิงยกมือขึ้นคารวะ “ขอบคุณกงกง”
เขายื่นเพชรในมือออกไปมันมีค่ามากกว่าทองหมื่นตำลึง
อันเฉิงมองเพชรในมือ จากนั้นก็ส่ายหน้า“สำหรับข้า ของแบบนี้ไม่มีความหมายอะไร จริงอยู่...มันเป็เพชรที่สวยแล้วยังมีคุณค่ามากด้วยหากอยู่ในมือคนทั่วไป มันอาจซื้อตัวหญิงงามได้หลายสิบคนหรือหลายร้อยคนเลยก็ได้ แต่สำหรับข้าต่อให้มันจะมีค่ามากเท่าไหร่ แล้วมันสามารถซื้อของลับข้ากลับมาได้หรือไม่?แน่นอนว่าคงไม่ได้ ฉะนั้น...ต่อไปอย่าเอาของแบบนี้มาให้ข้าอีกตอนนี้ข้าเสียของลับส่วนนั้นไปแล้ว ข้าไม่อยากจะเสียชีวิตไปอีก”
