บทที่ 168 พบเจอสหายเก่า
ลู่อวี่เอียงหัวเล็กน้อยเพื่อสำรวจโต๊ะตัวนั้นที่มีการสนทนาบางอย่างน่าดึงดูดความสนใจจากเขา พบว่าเป็ชายวัยกลางคนสองคน ดูจากขั้นพลังยุทธ์แล้ว พบว่าอยู่ใน่ปลายของขั้นฟันฝ่า การกระทำและบรรยากาศล้วนไม่ธรรมดา คงจะเป็คนที่ได้รับการบ่มเพาะจากขุมอำนาจบางกลุ่ม
“เอาม้วนคัมภีร์หยกแลกกับโอสถวิเศษเช่นนี้จะให้ข้าทายอย่างไร สหายซือถู เ้าต้องบอกข้าก่อนว่าเป็เคล็ดวิชาในระดับใด คนผู้นั้นเมื่อมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน แน่นอนต้องแลก ‘ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาว’ ซึ่งเป็โอสถวิเศษที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับการฟันฝ่าขั้นตงซวน ทั้งเมืองมีเพียงตระกูลลู่ที่สามารถปรุงได้ เท่านี้ยังต้องทายอีกหรือ?”
สหายซือถูหัวเราะฮ่าๆ พลันพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เอาละ ข้าจะบอกให้เ้ารู้เอง คนผู้นั้นนำม้วนคัมภีร์หยกมาจากซากโบราณที่เพิ่งค้นพบแห่งหนึ่ง แต่ซากโบราณแห่งนั้นอาจจะเก่าเกินไป นอกจากม้วนคัมภีร์หยกแล้วก็ไม่ได้ของวิเศษใดติดมือมาอีก คนผู้นี้โชคร้ายยิ่งนักที่ต้องพบเจอผู้เฒ่าของตระกูลเกาแห่งจงโจว แต่เพราะพลังการฝึกปรือของเขานับว่าไม่เลว ถึงได้ดั้นด้นเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อนำม้วนคัมภีร์หยกที่ได้จากซากโบราณไปแลกกับตระกูลลู่ ได้ยินว่าแลก ‘ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาว’ ไปสามเม็ด ‘ยาอายุวัฒนะเคล็ดวิชาปรุงยาห้าธาตุ’ สามเม็ด ‘ยายืดอายุไป่เฉ่า’ สามเม็ด และยังได้ ‘ยาหุยหยวนเป่า’ อีกหนึ่งเม็ด ได้ยินว่าหลังจากแลกเปลี่ยนสำเร็จแล้ว เหล่ายอดฝีมือที่ไล่ตามมาจากตระกูลเกาก็ทั้งโกรธทั้งอิจฉาตาร้อน น่าเสียดายที่คนตระกูลเกาไม่กล้าลงมือทำอะไรที่นี่ นักพรตสันโดษผู้นั้นก็ไม่สนใจสิ่งใด มิหนำซ้ำเขายังไปเช่าถ้ำปิดด่านฝึกฝนทันที คาดว่าหลังจากคนผู้นี้ออกมา คงได้เปิดฉากต่อสู้กับตระกูลเกาอย่างแน่นอน!”
“เื่นี้ยังต้องบอกอีกหรือ ดูจากโอสถวิเศษที่แลกไปก็รู้แล้ว สามารถแลกโอสถวิเศษขั้นห้าได้ถึงสิบเม็ดเช่นนั้น ม้วนคัมภีร์หยกเคล็ดวิชานี้จะต้องมีค่ามหาศาล แต่ข้ากลับอิจฉานักพรตสันโดษผู้นั้นมากกว่า หากว่ามี ‘ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาว’ สามเม็ด ถ้าเขาไม่โชคร้ายเกินไป ภายในร้อยปีก็น่าจะบำเพ็ญเพียรพลังยุทธ์ถึงขั้นตงซวนขั้นสูงสุดได้!”
ตอนนี้ลู่อวี่ชักจะสนใจแล้วว่าคนผู้นั้นแลกเปลี่ยนม้วนคัมภีร์หยกใดกับตระกูลลู่ จึงตั้งใจจะไปสอบถามดูสักหน่อย แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากชั้นล่าง และมีเสียงหนึ่งที่เขาค่อนข้างคุ้นเคยจนอดสงสัยไม่ได้
“ไม่มีที่นั่งอย่างนั้นหรือ กล้าดูถูกว่าพวกข้าไม่มีเงินจ่ายหรือ? ไสหัวไปไกลๆ เลย ด้วยฐานะของคุณชายเช่นข้า หากไม่มีที่นั่ง เ้าก็เพียงไปหามาให้ได้ ง่ายจะตายไป!”
“คุณชายโปรดสงบอารมณ์ก่อน อย่าได้ถือสาหาความกับพวกลูกน้องกระจอกเช่นนี้เลย พวกเราขึ้นไปข้างบนกันดีกว่า คิดว่าด้วยฐานะของพวกท่าน การจะหาที่นั่งคงไม่ยากนัก!”
“ท่านลูกค้าทั้งหลาย โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็กิจการของตระกูลเจียง หากท่าน้าก่อเื่ที่นี่ เกรงว่าคงจะมาผิดที่แล้ว!”
“อะไรกัน เอาตระกูลเจียงมาข่มขู่พวกเรา เหอะ เจียงหยวนเจียน เจียงหยวนจวิ้นใช่ว่าข้าจะไม่เคยพบหน้าเสียเมื่อไหร่ ข้าคือคุณชายสี่แห่งตระกูลอวิ๋น อวิ๋นเฟยหยาง หากกล้านักก็จงเรียกคนมาจับข้าเลยสิ คนผู้นี้คือคุณชายสามแห่งตระกูลจ้าว จ้าวผิงเฟิง ส่วนผู้นี้คือบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ หลี่ตงไหล และผู้นี้คือคุณชายหกแห่งตระกูลเซี่ย เซี่ยเหยียนเทา ว่าอย่างไร? พวกเราอุตส่าห์ให้เกียรติโรงเตี๊ยมกระเรียนขาวของเ้า ดังนั้นอย่ามาทำตัวแข็งข้อกับพวกข้า!”
เสียงหยิ่งยโสเ่าั้ผสมปนเปรวมกับเสียงห้ามปรามของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกระเรียนขาว ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองพากันขมวดคิ้ว
ลู่อวี่เพิ่งสังเกตว่าในยามนี้พื้นที่บนชั้นสองถูกจับจองเกือบจะเต็มหมดแล้ว ไม่แปลกที่เถ้าแก่จะไม่ยอมให้คนขึ้นมา เพราะคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็นักพรต หากเกิดความขัดแย้งเพราะที่นั่งขึ้นมาจริงๆ จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่น้อย
แต่เสียงที่คุ้นเคยเหล่านี้ ทำให้เขาต้องลองค้นหาความทรงจำในอดีตดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตระหนักถึงฐานะของคนเ่าั้ ลู่อวี่พลันมีประกายวาววับบางอย่างในดวงตา ก่อนจะมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น กลุ่มคนเจ็ดแปดคนก็พากันเดินขึ้นมาจากบันไดชั้นล่าง นำโดยบุรุษทั้งสี่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลา แต่มีท่าทางวางมาดหยิ่งยโส ทำให้ทุกคนมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่ อีกทั้งพวกเขาเพิ่งจะประกาศชื่อเสียงเรียงนามของตัวเองไป ผู้คนบนชั้นสองจึงไม่กล้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อยู่ที่ว่าใครจะเป็ผู้โชคร้ายโดนคนเ่าั้เพ่งเล็ง หากต้องเผชิญหน้าบรรดาคุณชายจากตระกูลใหญ่เหล่านี้ หากมิใช่ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าขึ้นไป ก็คงแทบจะรับมือกับพวกเขาไม่ได้เลย เพราะหากพลั้งลงมือทำร้ายไป ก็ไม่แคล้วคงเกิดเื่ยุ่งยากตามมา แต่หากไม่ทำอะไรก็คงอึดอัดใจแย่ จึงทำได้เพียงยอมรับว่าตนนั้นดวงซวย!
“เฮ้อ บนชั้นสองไม่มีที่นั่งว่างจริงๆ ด้วย หือ? ตรงนั้น ติดหน้าต่างอย่างเหมาะเจาะ ขับไล่คนผู้นั้นออกไปเสีย!”
เมื่อเขาพูดจบ ก็ไม่จำเป็ต้องชี้นิ้วสั่ง ผู้ติดตามที่เป็ยอดฝีมือขั้นตงซวนผู้หนึ่งก็เดินแยกออกมาทันที
“หนุ่มน้อย คุณชายของข้าอยากได้ที่นั่งตรงนี้ คิดว่าเ้าคงเป็คนฉลาดมากพอ จงไสหัวออกจากที่นั่งไปเสีย มิเช่นนั้น...”
ลู่อวี่ไม่คาดคิดว่าเลยว่าในบรรดาโต๊ะหลายสิบโต๊ะบนชั้นสองนี้ คนกลุ่มนั้นจะเจาะจงมาทางเขา ไม่รู้ว่าพวกเขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
เขาไม่สนใจผู้ติดตามที่มองมาด้วยสายตาข่มขู่สักนิด ลู่อวี่เอียงหัวเล็กน้อยแล้วยกยิ้ม ทว่ากลับยิ้มไม่ถึงแววตามองไปทางอวิ๋นเฟยหยางที่อยู่ไม่ไกล “คนเรานี่ช่างพบเจอกันได้ทุกหนแห่งเสียจริง พวกเ้าทั้งหลายก็ดูไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยสักกระผีกเดียว ถ่อมาถึงที่นี่ยังกล้ามาแย่งที่นั่งกับข้าอีก ช่างใจกล้าเหลือเกิน!”
ทางฝั่งนั้นที่กำลังรอให้ผู้ติดตามจัดการเื่ที่นั่งให้ เมื่อได้ยินคำพูดของลู่อวี่ พวกเขาก็เกิดบันดาลโทสะและหันมามองทางนี้พร้อมกัน เตรียมจะอ้าปากด่าทอ ทว่าทำได้เพียงอ้าปากค้างเท่านั้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ใคร คุณชายทั้งสี่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้ากลับแสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อแทน
“ลู่อวี่!?”
อวิ๋นเฟยหยางอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่คิดว่าจะเจอนายน้อยของตระกูลลู่ที่นี่ ทว่าไม่ใช่เพราะเขาหวาดกลัวลู่อวี่นักหรอก แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนลู่อวี่ยังเป็เหมือนพวกเขา เป็คุณชายจอมเสเพลของตระกูลใหญ่ แล้วยังถูกเรียกขานว่าเป็คุณชายจอมเสเพลไม่เอาอ่าวที่สุดในเทียนตูด้วย ทว่าใน่ไม่กี่ปีให้หลังมานี้ ลู่อวี่ที่เคยเป็คุณชายจอมเสเพลที่สุดในเทียนตู กลับกลายเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเทียนตู ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี พลังยุทธ์ของเขาไม่เพียงแต่ทะลวงขั้นฟันฝ่าขั้นปลาย แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือหลังจากถูกขับไล่ออกจากสำนักเขาหนิงชุยเฟิงที่เป็แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรุงโอสถ เขากลับพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าขั้นพลังยุทธ์เสียอีก จนกลายเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเทียนตู พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์
ทว่าเพียงเท่านั้นไม่นับว่าเป็อะไรได้ ก่อนหน้านี้บรรดาคุณชายจอมเสเพลในเทียนตูที่สุมหัวกับตระกูลลู่ ขอเพียงไม่ไปก่อปัญหาร้ายแรงใด ผู้าุโในตระกูลก็จะทำทีเป็ไม่ค่อยใส่ใจหรือดุด่ามากนัก ทว่าพอลู่อวี่นายน้อยตระกูลลู่กลับตัวกลับใจ จนกลายเป็อัจฉริยะผู้โดดเด่น พวกเขาก็เลยต้องพลอยซวยไปด้วย เพราะผู้าุโในตระกูลทั้งหลายต่างคิดเห็นตรงกันว่าลูกหลานของตนไม่ใช่ว่ามีคุณสมบัติด้อย แต่เพราะไม่ตั้งใจมากพอต่างหาก มิเช่นนั้นแล้ว คุณชายจอมเสเพลอย่างนายน้อยตระกูลลู่ จะสามารถสร้างผลงานถึงเพียงนี้ได้อย่างไรในระยะเวลาอันสั้น?
หากกล่าวถึงด้านฐานะ ทรัพยากร และตำแหน่ง พวกเขาก็นับว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าลู่อวี่เลย แต่เหตุใดลู่อวี่ถึงประสบความสำเร็จได้ แล้วพวกเขาทุกคนถึงเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ เล่า?
บรรดาคุณชายจอมเสเพลที่เคยมีชื่อเสียงพอๆ กับลู่อวี่ในตอนนั้นต่างก็ถูกจับตัวกลับตระกูล ถูกดุด่าต่อว่าอย่างหนัก และถูกผู้าุโในตระกูลบังคับเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนอย่างหนักเป็ระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทำไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก ผู้าุโในตระกูลจึงยอมแพ้และยอมปล่อยให้พวกเขาได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง
ดังนั้นเมื่อได้พบลู่อวี่ในตอนนี้ ความรู้สึกในใจของพวกเขาจึงซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ทั้งอิจฉา ทั้งริษยา และทั้งเกลียดชัง ความรู้สึกด้านลบทั้งหมดทั้งมวลต่างผสมปนเปกันครบถ้วนไม่มีขาดตก
คราแรกผู้ติดตามที่ถูกส่งมายังลังเลว่าจะลงมือหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินเสียงอุทานของอวิ๋นเฟยหยาง ผู้ติดตามผู้นี้ก็ตอบสนองได้อย่างว่องไว ในสมองนึกถึงความหมายของคำว่า “ลู่อวี่” ได้ทันที พลังิญญาที่เพิ่งเริ่มหมุนเวียนพลันหยุดชะงัก พวกมันพากันหดย้อนกลับไปยังจุดตันเถียนโดยไม่ฟังคำสั่งของเขาสักนิด ทั่วทั้งร่างมีเหงื่อผุดพรายจนเปียกชุ่ม!
“ลู่อวี่ นั่นไม่ใช่นายน้อยตระกูลลู่หรอกหรือ?”
ไม่ใช่เพียงบรรดาคุณชายจอมเสเพลที่จำลู่อวี่ได้แล้วแสดงอาการตกตะลึง แต่ทุกคนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมต่างก็ใเช่นกัน ไม่คิดว่าจะได้พบนายน้อยตระกูลลู่ที่นี่ นับเป็เื่น่ายินดีอย่างไม่คาดคิด เพราะหากสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับนายน้อยตระกูลลู่ได้ ประโยชน์ที่จะได้รับนั้น ย่อมมีมากจนบรรยายไม่หมดเลยทีเดียว!
แต่คนเหล่านี้ก็ไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าเกินตา นายน้อยตระกูลลู่มีสถานะเป็อย่างไร? ข่าวลือภายนอกบอกว่าข้างกายเขามียอดฝีมือขั้นสูงที่บรรลุพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าคอยคุ้มครองตลอดเวลา เว้นแต่ว่านายน้อยลู่อวี่จะเป็ฝ่ายเรียกเข้าไปเอง มิเช่นนั้นก็ไม่ควรเข้าใกล้โดยพลการ หากถูกเข้าใจผิดว่ามีเจตนาร้าย อาจจะถูกฆ่าทิ้งในทันที
ตอนนี้อวิ๋นเฟยหยางและคนอื่นๆ ต่างได้สติกลับมาแล้ว แม้ว่าจะยังคงมีความใปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่สภาพจิตใจกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
ในตอนนี้ หากพูดถึงสถานะและตำแหน่ง โดยแท้จริงแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ลู่อวี่ยังคงเป็นายน้อยตระกูลลู่ พวกเขาก็ยังคงเป็คุณชายของตระกูลใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้นอกจากลู่อวี่จะมีพลังยุทธ์สูงส่งแล้ว เขายังถือเป็นักปรุงโอสถขั้นห้าที่มีฐานะสูงส่งในโลกแห่งการบำเพ็ญ สองอย่างนี้เป็สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถไล่ตามอีกฝ่ายได้ทัน แม้จะพยายามสุดความสามารถแล้วก็ตามที
โชคดีที่ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งหมดต่างเป็คนเสเพลที่มีชื่อเสียงในเทียนตู มักจะออกไปเที่ยวด้วยกันตามสถานที่ต่างๆ ในเมือง นับว่าเป็สหายร่วมกินร่วมดื่ม มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่บ้าง จึงไม่รู้สึกกลัวลู่อวี่มากนัก
“ไป ไปให้พ้น ไม่เห็นหรือว่านายน้อยลู่อยู่ที่นี่ เหตุใดถึงยังจะมายืนเป็หัวหลักหัวตออยู่ตรงนี้เล่า?” อวิ๋นเฟยหยางจ้องผู้ติดตามที่ไม่รู้จักกาลเทศะอย่างดุดัน เขาะโบอกสถานะของอีกฝ่ายถึงเพียงนี้แล้ว ยังยืนซื่อบื้อไปยอมขยับอีก เบื่อชีวิตแล้วหรือ? หากปล่อยให้นายน้อยลู่อวี่ที่ในอดีตทำตัวเหิมเกริมยิ่งกว่าตนเองผู้นี้ฉวยโอกาสอาละวาด คงจะไม่ดีแน่
ช่างมีตาแต่หามีแว่วไม่ กลับไปคงต้องเปลี่ยนผู้ติดตามคนใหม่แล้ว อวิ๋นเฟยหยางแค่นเสียงเ็าหนึ่งที แล้วหันใบหน้าที่มีรอยยิ้มภาคภูมิใจจางๆ ค้อมตัวเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ไม่คิดว่าจะได้พบสหายลู่ที่นี่ เมื่อครู่นี้นับเป็เื่เข้าใจผิดกัน หวังว่าสหายลู่จะไม่ถือสาเอาความ!”
อวิ๋นเฟยหยางเป็คนรูปร่างออกไปทางผอมเล็กน้อย ส่วนสูงนับว่าสูงเพียงปานกลาง ทว่ามีหน้าตาสะอาดสะอ้าน ปัจจุบันมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นพลังจิต นับว่าไม่เลวจากในบรรดาคุณชายจอมเสเพลทั้งสี่คน
บุรุษตัวอวบอ้วนเล็กน้อยที่อยู่ด้านหลังอวิ๋นเฟยหยางคือคุณชายสามตระกูลจ้าว จ้าวผิงเฟิง เขามีใบหน้าขาวและดวงตาเล็กๆ หากไม่รู้จักคงคิดว่าคนคนนี้เป็พวกเ้าเล่ห์เพทุบาย ทว่าความจริงแล้วเขาเป็คนที่ซื่อสัตย์ที่สุดในบรรดาคุณชายจอมเสเพลทั้งสี่คน หากไม่ใช่เพราะนิสัยเกียจคร้านและชอบคบหากับคุณชายเหล่านี้ ก็คงไม่ได้ชื่อว่าเป็คนเสเพลไปด้วยหรอก พลังยุทธ์ของเขาก็อยู่ในขั้นพลังจิตด้วยเช่นกัน
