ราวกับว่าหลี่จิ่งหนานกับหวาชิงเสวี่ยลืมเื่ที่ทะเลาะกันในวันนั้น ทั้งสองกลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม
ตอนที่ฟู่ถิงเย่กลับเข้ามาในห้อง หลี่จิ่งหนานกำลังส่องกระจกบิดเบี้ยวที่หวาชิงเสวี่ยให้ เขายิ้มอย่างมีความสุข ไม่มีความขัดแย้งใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
หลี่จิ่งหนานยังเรียกเสี่ยวโต้วจื่อเข้ามาส่องด้วยกัน หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
ฟู่ถิงเย่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เตือนว่า “ฝ่าา หมอหลวงหลูบอกว่าต้องพักผ่อนสงบๆ”
ในเมื่อเ้ามาเยี่ยมคนป่วย อย่างน้อยก็เบาเสียงหน่อยไม่ได้หรือ?
หวาชิงเสวี่ยกลับเป็ห่วงว่าหลี่จิ่งหนานออกจากวังบ่อยเกินไป จะส่งผลเสียหรือไม่ “กลับวังช้าอาจจะไม่ค่อยดี เ้ากับเสี่ยวโต้วจื่อกลับไปก่อนเถอะ ข้าไม่เป็อะไรแล้ว”
หลี่จิ่งหนานเมินคำพูดของฟู่ถิงเย่ แล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า “กลับช้าหน่อยก็ไม่เป็ไรอยู่แล้ว ข้ากลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี”
เสี่ยวโต้วจื่อเตือนเสียงเบา “ฝ่าา ฎีกาของสองวันนี้พระองค์ยังไม่ได้อ่านเลยพ่ะย่ะค่ะ…”
หลี่จิ่งหนานหันไปจ้องเขาเขม็ง!
“จะอ่านหรือไม่อ่านมันต่างกันตรงไหน! อย่างไรพวกเขาก็จัดการให้หมดแล้ว!”
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้า ไม่กล้าส่งเสียง
หวาชิงเสวี่ยพูดจาหว่านล้อม “ท่านอัครมหาเสนาบดีเฒ่าอยู่ช่วยเ้าตลอดไปไม่ได้นะ ดูไว้บ้างก็ดี อย่างน้อยต่อไปถ้าเกิดเื่คล้ายกัน เ้าจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรและตัดสินใจอย่างไร ตอนนี้ก็ถือว่าเป็การฝึกฝนเรียนรู้ไปก็แล้วกัน”
หลี่จิ่งหนานเงียบไปครู่หนึ่ง น่าแปลกที่เขาไม่ได้เถียงกลับ เขาย่นคิ้วน้อยๆ แล้วพยักหน้า กล่าวว่า “รู้แล้ว ข้าจะอ่านให้ดีๆ”
แม้แต่ฟู่ถิงเย่ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว มองหลี่จิ่งหนานอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
ในความทรงจำ ดูเหมือนว่าจะมีเพียงคำพูดของฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่ทำให้หลี่จิ่งหนานเชื่อฟังได้เช่นนี้
หลังจากใสักพัก ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกแปลกๆ อีกครั้ง เหตุใดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ถึงได้กลับมาดีกว่าเดิมหลังจากทะเลาะกัน?
เพราะฟังคำแนะนำของหวาชิงเสวี่ย หลี่จิ่งหนานจึงรีบกลับไปพร้อมเสี่ยวโต้วจื่อก่อนฟ้ามืด
แน่นอนว่าไม่ลืมที่จะพกกระจกบิดเบี้ยวนั้นไปด้วย
ฟู่ถิงเย่ยังคงอยู่ที่นี่
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้กินอะไรมาสองวัน ตอนนี้รู้สึกท้องหิวจนทนไม่ไหว
ห้องครัวเตรียมโจ๊กไก่ฉีกที่ย่อยง่ายเอาไว้ให้ ฟู่ถิงเย่จึงนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากจ้องมองหวาชิงเสวี่ยค่อยๆ ซดโจ๊กทีละคำ
“ทานให้อิ่มแล้วรีบพักผ่อน” เขากำชับ
ถึงจะเป็คำพูดที่อ่อนโยน แต่เมื่อเขาพูดออกมา กลับเป็ท่าทางจริงจังเหมือนการออกคำสั่งอย่างเป็ทางการ แต่หวาชิงเสวี่ยก็ชินกับมันไปแล้ว
“นอนนานเกินไปแล้ว ตอนนี้ไม่รู้สึกง่วงเลยเ้าค่ะ” นางตักโจ๊กแล้วเงยหน้ามองฟู่ถิงเย่ด้วยดวงตาที่ใสกระจ่าง “ท่านแม่ทัพทานข้าวหรือยัง? จะทานสักชามหรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่ส่ายหน้าช้าๆ “เ้ากินเถอะ”
หวาชิงเสวี่ยค่อยๆ จิบโจ๊กพลางกล่าวว่า “ข้าเขียนจดหมายถึงเหวินเฉิงกับเส้าเหวินแล้ว ท่านแม่ทัพฝากคนไปส่งที่ชิงโจวให้ข้าได้หรือไม่? ข้าวาดภาพร่างไว้แล้ว แต่ไม่ไว้ใจให้คนส่งสารธรรมดานำไป กลัวจะสูญหาย”
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง พยักหน้าแล้วตอบว่า “ข้าจะจัดการให้ เ้าดูแลตัวเองให้ดีก่อน ตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลเื่ค่ายอาวุธไฟเลย”
จากคำพูดของหลูเจิ้งชิง ดูเหมือนว่าต่อไปหวาชิงเสวี่ยอาจจะหมดสติไปอีกเช่นในครั้งนี้ ครั้งนี้หมดสติไปสองวัน ครั้งหน้าเล่า? ...ไม่มีใครรับประกันได้เลย
เขารู้ว่าหวาชิงเสวี่ยมีความคิดแปลกใหม่เสมอ แต่คนโบราณมักจะพูดถึงคำว่า ‘ฟ้าอิจฉาคนเก่ง’ ฟู่ถิงเย่กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะเป็เหมือนดอกไม้ไฟ ที่ส่องแสงเพียงชั่วครู่แล้วก็ดับ
“อืม ข้าจะระวัง” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าเบาๆ น้ำเสียงมีความโศกเศร้าเล็กน้อย
เพียงแค่คิดถึงความรู้มากมายในชิปที่ไม่สามารถบันทึกไว้ได้ นางก็เสียดายมาก แต่ถึงจะเสียดายอย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของตนเอง หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงอีก
สิ่งที่น่าดีใจคือ ก่อนออกจากชิงโจว นางได้บันทึกความรู้เกี่ยวกับเครื่องกลั่นและวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสกัดสารสำคัญสำหรับทำดินปืนไว้หมดแล้ว ดังนั้น แม้ต่อไปจะไม่แตะต้องอะไรในชิปอีก การสร้างอาวุธดินปืนในภายหลังก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก
หวาชิงเสวี่ยทานโจ๊กเสร็จแล้ว ก็นำจดหมายที่เขียนเสร็จแล้วกับภาพร่างของกล้องส่องทางไกลมาให้ฟู่ถิงเย่ดู
ฟู่ถิงเย่ไม่รู้จักสิ่งนี้ เห็นเป็ทรงกระบอก ก็คิดว่าเป็ท่อยิงะเิแบบใหม่ที่หวาชิงเสวี่ยสร้างขึ้น
หวาชิงเสวี่ยกล่าวว่า “นี่คือกล้องส่องทางไกล ข้าอยากให้เหวินเฉิงกับเส้าเหวินลองทำดู หากทำได้ ต้องเป็ประโยชน์มากแน่”
กล้องส่องทางไกล คงมีความหมายตามชื่อที่บอก สามารถมองไปได้ไกล เมื่อได้ยินชื่อก็พอจะคาดเดาได้ว่ามีไว้ทำอะไร
ฟู่ถิงเย่ดูภาพร่าง เก็บจดหมายและภาพนั้นไว้ แล้วกล่าวเสียงแข็งว่า “จะส่งไปให้ภายในสิบวัน ต่อไปเ้าอย่ากังวลเื่พวกนี้อีก” พอเขาคิดว่าหวาชิงเสวี่ยหมดสติไปเพราะเื่นี้ ก็รู้สึกกังวลถึงเื่ในวันข้างหน้า
หวาชิงเสวี่ยไม่เห็นสีหน้าที่ดีใจอย่างที่คิดไว้บนใบหน้าของฟู่ถิงเย่ จึงนิ่งเงียบไป คิดในใจว่าฟู่ถิงเย่มองไม่เห็นความสำคัญของกล้องส่องทางไกลอย่างนั้นหรือ?
แต่ไม่น่าจะใช่ ฟู่ถิงเย่เป็คนที่ละเอียดอ่อนต่อสิ่งต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์รบมาก
เหตุใดถึงไม่ดีใจล่ะ?
นางเห็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตาสีดำลึกล้ำของเขา ถึงได้เข้าใจว่าชายผู้นี้กำลังเป็ห่วงนาง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหวานซึ้งในใจเล็กน้อย...
แต่เมื่อนึกถึงว่าฟู่ถิงเย่เป็คนรักษาหน้าขนาดนั้น นางก็ไม่กล้าพูดอะไร จึงดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ แล้วพูดเสียงค่อย “เคราของท่านแม่ทัพไม่ได้ตัดแต่งมาหลายวันแล้ว ข้าจะช่วยแต่งให้นะเ้าคะ ไม่เช่นนั้น อีกไม่กี่วันก็จะกลับไปเป็สภาพเดิมอีกแน่ๆ”
ฟู่ถิงเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่าการตัดแต่งเคราน่าจะไม่ทำให้หวาชิงเสวี่ยใช้ความคิดมากเกินไปจึงตอบตกลง
อีกทั้งเขาเองก็ชอบความรู้สึกที่หวาชิงเสวี่ยกำลังวุ่นวายอยู่บนร่างกายของเขา...
หวาชิงเสวี่ยเรียกฮวนเอ๋อร์ไปเตรียมน้ำร้อน จากนั้นก็ดึงเขามานอนบนเตียง นางรู้สึกราวกับว่าตนสามารถฝึกสัตว์ป่าขนาดใหญ่ให้เชื่องได้อย่างไรอย่างนั้น
นางนั่งอยู่ที่บริเวณข้างศีรษะของเขา มือคู่นั้นอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง ลูบเคราที่ยาวขึ้นของเขา แล้วหัวเราะเสียงใส
หนวดเครานั้นจิ้มฝ่ามือของนางจนรู้สึกคันยุบยิบ
ทันใดนั้นฟู่ถิงเย่ก็หันหน้าไปข้างๆ งับนิ้วของนางไว้ แล้วกัดเบาๆ เหมือนเป็การลงโทษ
นุ่มนิ่มราวกับกระดูก แทบอยากจะกัดทีละคำ กินเข้าให้หมด
“นี่ท่านถึงกับกัดข้า” หวาชิงเสวี่ยพูดเบาๆ ด้วยท่าทางแง่งอน เหมือนกำลังออดอ้อน
ในตอนนั้นเอง ฮวนเอ๋อร์กับสี่เอ๋อร์ก็เดินเข้ามา พร้อมกับนำผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า มีดโกน สบู่ทำมือ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่หวาชิงเสวี่ยต้องใช้
หวาชิงเสวี่ยแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ ชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แต่ในที่ที่บ่าวรับใช้สองคนมองไม่เห็น นางก็หยิกแก้มด้านข้างของฟู่ถิงเย่เบาๆ
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้รู้สึกเจ็บ มีแต่หัวใจที่รู้สึกหวั่นไหว…
รอจนบ่าวรับใช้สองคนออกไป เขาก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อจะคว้าจับตัวหวาชิงเสวี่ย นางจึงร้องขึ้นเพราะใ “อย่ากวนสิ ข้าถือมีดอยู่นะ”
...เขาลูบแก้มเล็กๆ ของนางไปเล็กน้อย หลังจากนั้นถึงหยุด และไม่ได้ทำตัววุ่นวายอีก
“ไว้เ้าแข็งแรงขึ้นแล้ว กลับไปจวนโหวกับข้าสักครั้งเถอะ” ขณะที่โกนหนวด จู่ๆ ฟู่ถิงเย่ก็พูดขึ้นมา
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเห็นใจ ที่จริงนางก็อยากจะถามฟู่ถิงเย่มานานแล้วว่าจะพานางกลับจวนเมื่อไร แต่เพราะว่าความสัมพันธ์ที่ดูแปลกประหลาดของฟู่ถิงเย่กับแม่เลี้ยง จึงไม่สะดวกใจเอ่ยปากถาม
“ข้าไม่เป็อะไรแล้วจริงๆ ไปได้เสมอ” หวาชิงเสวี่ยยิ้มให้เขา “ท่านบอกข้าหน่อยสิว่าในจวนมีใครบ้าง ข้าจะได้เตรียมของขวัญถูก”
ฟู่ถิงเย่เห็นรอยยิ้มของนาง ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น “ท่านพ่อของข้าเสียไปเมื่อหลายปีก่อนเพราะอาการป่วย ในจวนจึงมีแค่ท่านแม่ของข้าคนเดียว”
เขาคิดดูแล้วก็กล่าวต่อว่า “เมื่อหลายปีก่อนท่านแม่ของข้าอยู่คนเดียวรู้สึกเหงามาก จึงรับเด็กผู้หญิงจากบ้านเกิดมาเลี้ยงดูใกล้ชิด ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับว่าสนิทสนมกันมาก”
หวาชิงเสวี่ยถามว่า “นางคือ...ลูกพี่ลูกน้องของท่านสินะ?”
“อืม” ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว นึกไม่ออกว่าเฉิงหว่านเมี่ยวมีหน้าตาอย่างไร จำได้เพียงว่าตอนที่รับมาเลี้ยงนั้น ดูเหมือนจะมีอายุแค่เจ็ดแปดขวบ?
“เป็แค่เด็กตัวเล็กๆ ไม่ต้องเตรียมของขวัญให้เป็พิเศษหรอก” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า แล้วจำไว้
…
ในคืนนั้น
เฉิงหว่านเมี่ยวนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หวีผมยาวสลวย แต่ในใจกลับล่องลอยไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ั้แ่ฟู่ถิงเย่กลับมาที่เมืองหลวง ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็พยายามจับคู่ให้ทั้งสองคนทุกครั้งที่มีโอกาส
เนื่องจากเป็่ไว้ทุกข์ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงทำอย่างลับๆ อย่างเช่นจงใจให้เฉิงหว่านเมี่ยวไปส่งของที่ห้องหนังสือ หรือไม่ก็ให้สาวใช้มาเชิญเฉิงหว่านเมี่ยวไปหาเวลาฟู่ถิงเย่ไปกราบคารวะ
นางไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ ได้แต่แสร้งทำเป็ขวยเขิน และพยายามอยู่ให้ห่างจากเรือนของฟู่ถิงเย่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน
โชคดีที่ฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะยุ่งมาก มักออกไปข้างนอกแต่เช้าและเข้ามาตอนค่ำมืด ั้แ่กลับมา ก็ยังไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้ง
ที่จริงเฉิงหว่านเมี่ยวไม่รู้ว่า ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ยุ่งมากขนาดนั้น เขาแค่ไม่อยากอยู่ในจวนหลังนี้ จึงอ้างว่าออกไปข้างนอก ไม่ก็ไปตรวจค่ายทหาร ไม่ก็ไปหาหวาชิงเสวี่ย
อย่างไรก็ดี มันก็ทำให้เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกโล่งใจ
สาวใช้เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าให้ท่านไปพบเ้าค่ะ…”
หวีในมือของเฉิงหว่านเมี่ยวถูกกำแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด
สาวใช้มองสีหน้าของนางด้วยความกังวล แล้วถามว่า “คุณหนู ท่านว่า…ฮูหยินผู้เฒ่าจะรู้เื่หรือยังเ้าคะ…”
“ไม่หรอก” เสียงของเฉิงหว่านเมี่ยวนุ่มนวล แต่ก็หนักแน่น “ตราบใดที่ข้าไม่ยอมรับ ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่ารู้แล้วแต่ท่านจะทำอะไรได้?”
นางจ้องมองเงาสะท้อนของตนในกระจกทองเหลือง แล้วกล่าวว่า “แต่งหน้าให้ข้า ข้าจะไปพบฮูหยินผู้เฒ่า”
“เ้าค่ะ…”
เป็เวลาที่ควรจะเข้านอนแล้ว แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ยังไม่ได้พักผ่อน สาวใช้ที่ไว้ใจได้กำลังใช้นิ้วเรียวสวยนวดคลึงหน้าผากและขมับให้ฮูหยินผู้เฒ่า
เฉิงหว่านเมี่ยวค่อยๆ ก้าวเข้าไปในห้อง แล้วส่งยิ้มหวานให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านป้า เหตุใดท่านยังไม่พักผ่อนอีกเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าลืมตาขึ้น เผยรอยยิ้มน้อยๆ “หว่านเมี่ยว มาหาป้านี่มา”
เฉิงหว่านเมี่ยวเดินไปหาตามคำเรียก แล้วนั่งลงอย่างเรียบร้อย แล้วบีบนวดเบาๆ ไปตามท่อนขาให้ฮูหยินผู้เฒ่า
ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือนางไว้ แล้วตบเบาๆ “ไม่รู้ตัวเลย หว่านเมี่ยวโตเป็สาวแล้ว ถึงกับมีคนมาสู่ขอแล้วด้วย”
หัวใจของเฉิงหว่านเมี่ยวเต้นแรง แต่กลับแสร้งทำเป็งุนงงเหมือนไม่เข้าใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าพิจารณานางอย่างถี่ถ้วน เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าดูเหมือนไม่รู้เื่อะไร ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ตราบใดที่เฉิงหว่านเมี่ยวไม่ได้ตั้งใจทำเื่นี้ นางก็มองข้ามเื่นี้ไปได้
“วันนี้ฮูหยินสวีมาที่นี่ เพื่อสู่ขอเ้าให้คุณชายสวี เนื่องจากเป็่ไว้ทุกข์ ไม่สะดวกที่จะหมั้นหมายโดยตรง จึงอยากจะทำข้อตกลงกันแบบปากเปล่ากับข้า…” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวพลางสังเกตท่าทีของเฉิงหว่านเมี่ยว
เฉิงหว่านเมี่ยวใกล่าวว่า “ทำไมเป็เช่นนั้นเล่าเ้าคะ ข้าไม่เคยเจอคุณชายสวีเลยสักครั้ง…”
แล้วก็ทำท่าทางเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ๊ะ! ...หรือว่าจะเป็เขา?”
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องนางถามว่า “อย่างไร หรือเ้าจะรู้จัก?”
เฉิงหว่านเมี่ยวหน้าแดงฉ่า รีบอธิบายว่า “ท่านป้าอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่รู้จักเขานะเ้าคะ เมื่อสองสามวันก่อน ชิ่งเสวี่ยชวนข้าไปบ้านของนาง เพื่อเล่นว่าวกันในสวน แต่ว่าวตกลงบนต้นไม้ จากนั้นมีคุณชายท่านหนึ่งช่วยนำลงมาให้ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเขาคือคุณชายสวีหรือไม่…”
