ห้านาทีต่อมา ที่โลก Diablo
“โอ้? ใช่แล้วล่ะ ในร่างของเ้ามีพลังแปลกๆ บางอย่างประทับไว้จริงๆ ด้วย…อืม พลังนี้แข็งแกร่งมาก เหมือนจะประทับพลังเข้าไปในจิติญญาของเ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ดูเลือนรางมากๆ หากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากจะหาเจอ!”
ใน 'ค่ายโร้ก'
แม่ชีอาคาร่ามีความชำนาญเกี่ยวกับเวทมนตร์และการรักษาสูงมาก หลังจากที่นางกวาดสายตามองร่างของซุนเฟยอย่างละเอียดแล้ว จึงแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
พระเ้า นี่แหละคือปัญหา!
ในใจของซุนเฟยพลันว่างเปล่า
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนที่ตัวเองเปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' และใช้ทักษะในการซ่อนตัวหรือแอบแฝงของ 'โหมดมือสังหาร' แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหลบหนีจากการไล่ล่าของยอดฝีมือที่น่ากลัวคนนั้นได้ ที่แท้ที่อีกฝ่ายสามารถหาร่องรอยของเขาพบได้นั้น ไม่ได้เป็เพราะว่าทักษะมือสังหารของเขาไม่มีผลกับนักฆ่าคนนั้น แต่เป็เพราะว่าพลังที่ประทับอยู่ในร่างของเขาต่างหาก
ความจริงนี้ทำให้เขารู้สึกกลัวอย่างมาก การที่ใครสักคนจะเข้ามาประทับตราพลังที่ร่างของคนอื่นโดยที่เ้าตัวไม่รู้สึกตัวเลยนั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก พลังของนักฆ่าคนนั้นอยู่ในระดับไหนกันแน่?
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว
ทันใดนั้น ซุนเฟยก็รู้สึกได้ว่า พลังของตัวเองที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นใน่นี้ ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย เขายังคงอ่อนแอเหมือนเดิม
ถึงแม้ว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรได้ และสามารถสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าขุนนางในราชอาณาจักรกับคนจากอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรได้ แต่อัศวินผู้ตัดสินเ่าั้ก็เป็แค่นักรบระดับหกดาวเท่านั้น เหล่านักวณิพกพเนจรต่างก็เคยเล่าว่า ยอดฝีมือระดับจันทราและระดับสุริยะสามารถจะตัดูเาแยกมหาสมุทรได้ เทียบกันแล้วเขายังห่างไกลอีกมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ราชอาณาจักรเซนิทที่แสนยิ่งใหญ่ที่เมืองแซมบอร์ดยังต้องเกรงใจนั้น เมื่อลองนำราชอาณาจักรเซนิทไปวางไว้บนแผ่นดินอาเซรอทก็จะพบว่า เซนิทก็เป็แค่ราชอาณาจักรระดับหนึ่งเท่านั้น ราชอาณาจักรสามารถแบ่งได้เก้าระดับ และเซนิทก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดอีกด้วย นี่มันไม่ต่างอะไรกับเม็ดทรายเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากราชอาณาจักรเซนิทแล้ว บนพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลที่แม้แต่พระเ้ายังเดินทางเข้าไปไม่ถึง อาจจะมียอดฝีมือระดับสูงมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้?
เทียบกันแล้ว การสร้างความสั่นะเืไปทั่วราชอาณาจักรเซนิทไม่ใช่เื่ที่น่าภาคภูมิใจสักนิด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของซุนเฟยก็เริ่มรู้สึกเืเดือนพล่านขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!
เป้าหมายใหม่ เข้าสู่ระดับจันทราให้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ
“ป้ามีวิธีทำลายไอ้พลังตราประทับอะไรนี่ออกไหม?”
เพียง่เวลาสั้นๆ ซุนเฟยก็สามารถกำหนดเป้าหมายขึ้นมาใหม่ได้โดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าด้วยซ้ำ หลังจากที่คิดขบคิดไปเรื่อย ในที่สุดเขาก็วกกลับมาที่ปัญหาใหญ่ของตัวเอง หากที่นี่ไม่สามารถแก้ไขตราประทับนี้ได้ นั่นเท่ากับว่าชะตาชีวิตของซุนเฟยกำลังตกอยู่ในมือของนักฆ่ายอดฝีมือคนนั้น แค่อีกฝ่าย้าก็สามารถสังหารเขาได้ตลอดเวลา
“อืม...ได้อยู่นะ แต่มันต้องใช้เวลา” แม่ชีอาคาร่าสำรวจร่างของซุนเฟยอีกครั้ง ก่อนจะให้คำตอบออกมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“เวลา? นานแค่ไหน?” ซุนเฟยชะงัก
“ก็ขึ้นอยู่กับโชคและความพยายามของตัวเ้า”
แม่ชีอาคาร่าเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมา นางหันหลังเดินเข้าไปในเต็นท์เล็กๆ ที่ดูเก่าและแตกหัก แต่ในความเป็จริงแล้ว ข้างในเต็นท์กลับหรูหรามาก นางหยิบหนังสือที่มีความหนาประมาณสองนิ้วออกมาเล่มหนึ่งแล้วมอบให้ซุนเฟย
“หนังสือเล่มนี้เป็หนังสือทักษะไร้ชื่อที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ตามประเพณีแล้วมีเพียงผู้นำสูงสุดของค่ายเท่านั้นถึงมีสิทธิ์อ่าน ด้วยความแข็งแกร่งของเ้าในตอนนี้ เ้ารับหนังสือเล่มนี้ไปได้ ในตำนานบอกว่าหนังสือเล่มนี้มีทักษะที่สามารถขยายจิติญญาได้ ถ้า้าควบคุมพลังของทักษะในหนังสือเล่มนี้ เ้า้าโชคและพร์อย่างมากถึงจะทำมันได้!”
ซุนเฟยรับหนังสือทักษะสีม่วงมาไว้ในมือแล้วเปิดอ่านมันอย่างละเอียด
ลวดลายตามตัวหนังสือสีม่วงดูแปลกประหลาดไปบ้าง ตัวกระดาษจะนุ่มมากซึ่งไม่รู้ว่าใข้วัสดุอะไรมาทำ พอลองถือไว้ในมือซุนเฟยก็รู้สึกหนักมากเหมือนกับกำลังถือแท่นเหล็กอยู่ก็ไม่ปาน
“หือ? บทความแห่งพระเ้าที่สามารถเพิ่มหรือสร้างจิติญญาขึ้นมาใหม่?”
หลังจากที่ซุนเฟยเปิดอ่านหน้าแรกของหนังสือทักษะสีม่วงแล้ว ในใจของเขาก็พลันรู้สึกยินดีเมื่อนึกถึงสิ่งที่เป็ไปไม่ได้บางอย่างขึ้นมา เขาแทบอดใจรอที่จะพลิกอ่านหน้าต่อไปไม่ไหว
นี่เป็หนังสือที่น่าสนใจจริงๆ
ลายเส้นตัวอักษรใช้เืของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่แข็งแกร่งมาเขียน แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ถูกเขียนมานานแค่ไหนแล้ว แต่สีหมึกก็ยังคงสดใสเหมือนเดิมและแฝงไปด้วยความผันผวนของพลังที่แข็งแกร่ง ซุนเฟยยืดมือออกมาลูบตัวอักษร ความรู้สึกเหมือนกำลังแตะที่ปลายเข็มอยู่จนรู้สึกเจ็บจี๊ดที่นิ้วมือ
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาด้วยภาษาโบราณที่ใช้ในโลก Diablo โชคดีที่ซุนเฟยเคยเรียนภาษาพวกนี้จากแม่ชีอาคาร่ามาบ้าง ไม่อย่างนั้นซุนเฟยคงอ่านไม่ออกแน่ๆ
ไม่ช้า ซุนเฟยก็ถูกเนื้อหาในหนังสือดึงดูด
พริบตาเดียว เวลาที่เหลืออยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ได้หมด ลงขีดจำกัดเวลาเล่นเกมมาถึงแล้ว ซุนเฟยครุ่นคิดสักพัก เขาไม่คิดจะให้เวลาในเกมหมดลงในตอนนี้ เขาจงใจเหลือเวลาไว้ประมาณยี่สิบนาที เผื่อว่าหากโชคไม่ดีออกไปจ๊ะเอ๋กับนักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นเข้า เขาจะได้รีบเผ่นเข้ามาในโลก Diablo ได้ทันที
ตอนนี้ตราประทับพลังก็ยังอยู่บนร่างของเขา
ตามที่แม่ชีอาคาร่าพูด จิติญญาของซุนเฟยมีเพียง 150 แต้ม ต้องรอจนกว่าจิติญญาทะลุ 300 แต้มเสียก่อน นางและตาเฒ่าเคนจึงจะสามารถใช้แท่นบูชาบรรพบุรุษช่วยซุนเฟยในการลบตราประทับพลังที่ซ่อนอยู่ในร่างของเขาได้
ในขณะเดียวกัน พลังที่แฝงมากับหนังสือทักษะเล่มนี้มหัศจรรย์มาก ถ้าพกติดตัวไว้ตลอดเวลาจะสามารถช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยตราประทับในร่างไว้ และทำให้ยอดฝีมือไม่สามารถตรวจหาซุนเฟยพบได้
ก่อนจะออกจากโลก Diablo ซุนเฟยได้เปลี่ยนเป็ 'โหมดดรูอิด' ก่อนจะอัญเชิญอีกาออกมาหนึ่งตัว แล้วส่งมันออกไปที่นอกประตูมิติก่อนเพื่อตรวจสอบว่านักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นจากไปแล้วหรือยัง เมื่อพบว่านักฆ่าคนนั้นไม่อยู่ ซุนเฟยจึงก้าวออกมาจากประตูมิติอย่างระมัดระวัง
……
สี่ชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้ก็เข้าสู่่เย็น
ซุนเฟยสังเกตอย่างละเอียดก็พบว่า ยอดฝีมือระดับสูงคนนั้นจากไปนานแล้ว ซุนเฟยจึงไม่ชักช้า รีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ห่างไปประมาณห้าร้อยเมตรทันที
เพื่อให้แน่ใจว่ายอดฝีมือคนนั้นจะไม่ไปดักรอสังหารตัวเองที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ซุนเฟยจึงสั่งให้อีกาบินวนรอบค่ายทหารสองสามรอบ หลังจากที่ตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วซุนเฟยจึงเดินกลับไปที่ค่าย
เมื่อเดินมาถึงหน้าค่ายจู่ๆ ซุนเฟยก็หัวเราะออกมาอย่างเงียบๆ ยอดฝีมือคนนั้นได้ทิ้งรอยประทับไว้ที่ร่างของตัวเอง ทำให้สามารถหาที่ซ่อนของตนพบได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องมาดักรอที่หน้าค่ายเพื่อจะฆ่าเขาเลย ความหวาดกลัวทำให้ซุนเฟยคิดมากไป
แต่นี่ก็ตำหนิเขาไม่ได้
ซุนเฟยก็แค่ระวังตัวเองเท่านั้น แม้ว่าการกระทำของเขาเมื่อเร็วๆ นี้อาจจะดูยโสเกินไปหน่อย แต่ทุกอย่างก็อยู่ในการคำนวณของเขา เมื่อเลือกจะใช้แผนนี้ ซุนเฟยก็ต้องจงใจสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูเหมือนหมาบ้าเพื่อสร้างความสับสนให้แก่ทุกคน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็กลยุทธ์ในการป้องกันตัวเองที่ชาญฉลาดมาก แต่สิ่งที่เหนือการคาดการณ์ของซุนเฟยก็คือ นักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นมีประวัติความเป็มาหรือความตั้งใจของอีกฝ่ายไม่แน่ชัดสักอย่าง สิ่งนี้แหละที่น่าเป็ห่วง
“แองเจล่า?”
เมื่อเดินมาถึงหน้าค่ายซุนเฟยก็ต้องชะงัก
เขาเห็นคู่หมั้นสาวของตัวเองในชุดกระโปรงสีดำลายลูกไม้กำลังยืนรออยู่ที่หน้าค่ายทหาร สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลและร้อนอกร้อนใจ สายลมอันเหน็บหนาวในยามเย็นพัดผ่านร่างของนางจนเส้นผมปลิวไสวไปตามแรงลม ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่จะลาลับขอบฟ้า ร่างบอบบางของนางยืนหนาวสั่นท่ามกลางลมหนาว
เห็นได้ชัดว่านางกำลังรอเขา
ในใจของซุนเฟยพลันรู้สึกเ็ป เขารีบก้าวเท้าเข้าไปหานาง เพียงพริบตาเดียว ร่างของซุนเฟยก็กะพริบไปอยู่ข้างๆ แองเจล่าก่อนจะรวบร่างบอบบางเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเอง เพียงโอบกอดนางก็เหมือนได้โอบกอดโลกทั้งใบ
“อ๊ะ...อเล็กซานเดอร์ ท่านกลับมาแล้ว? ทั้งค่ายกำลังพูดถึงวีรกรรมของท่านอยู่เลย...” แองเจล่าสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อััได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย นางก็รู้ได้ในทันทีว่า ผู้ที่โอบกอดนางอยู่ตอนนี้เป็ใคร นางเอนกายซบอกของซุนเฟย ความกังวลทุกสิ่งอย่างพลันหายไป
ในตอนนั้นเอง ซุนเฟยและแองเจล่าไม่ทันสังเกตเห็นว่าตรงริมฝั่งแม่น้ำที่อยู่นอกค่ายทหาร มีร่างของทหารรับจ้างสาวเอเลน่าในชุดเกราะกำลังยืนฟังเสียงกระแสน้ำที่ไหลอย่างเงียบๆ โดยมีูเามอร์โรเป็ฉากหลัง ร่างสง่างามดูเหมือนจะหลอมรวมไปกับทิวทัศน์อันสวยงามของพระอาทิตย์ยามตกดินท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมในแม่น้ำ ร่างนั้นยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
ในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยบรรยากาศที่รื่นเริง
เหล่าเทศกิจกำลังจัดเตรียมงานฉลองตามคำสั่งของว่าที่ราชินีในอนาคตอย่างคึกคัก
ส่วนด้านนอกค่ายก็เต็มไปด้วยสายตาทิ่มแทงด้วยความอิจฉาลอดผ่านเข้ามาในรั้วไม้ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้ามาภายในรัศมีร้อยเมตรรอบค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดอีกแล้ว การต่อสู้บนสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง การกระทำของซุนเฟยที่ไม่ว่าจะทุบตีอัศวินผู้ตัดสินจนน่วม หรือแม้แต่สั่งสอนบุตรหลานของตระกูลขุนนางชั้นสูง ทุกอย่างได้สร้างภาพลักษณ์ที่น่าครั่นคร้ามขึ้นมาในใจของพวกเขาแล้ว
เมื่อมาถึงเต็นท์ของาา ซุนเฟยเพิ่งได้หย่อนตัวนั่งยังไม่ทันจะได้ดื่มน้ำดับกระหายสักอึก ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าน้อยก็พากันมาขอเข้าเฝ้าเพื่อรายงานบางอย่าง และเื่ที่รายงานก็สร้างความตกตะลึงให้แก่ซุนเฟยเป็อย่างมาก
“อะไรนะ? เหล่าขุนนางคนสำคัญที่มาดูการต่อสู้ในวันนี้ตายเกือบหมด? พวกเขาถูกลอบสังหารหรือ? นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกัน?” ซุนเฟยมองรายงานในมือด้วยท่าทีไม่อยากจะเชื่อ
“หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ทันทีที่เหล่าอัศวินผู้ตัดสิน ท่านบิชอป และฝ่าาเสด็จออกจากสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งได้ไม่นาน ก็มีนักฆ่าจำนวนมากที่ไม่รู้มาจากไหนก็พุ่งเข้ามาทำการสังหารพวกขุนนางทั้งหมด นักฆ่าเหล่านี้แข็งแกร่งมาก ด้วยการโจมตีที่หนักหน่วงทำให้ท่านผู้เฒ่าตระกูลบีเกิ้ลถูกสังหาร อัจฉริยะตระกูลดีน ดีน กาซอร์ลาก็ได้รับาเ็สาหัสและสิ้นใจตายไปกลางทางระหว่างนำตัวส่งกลับไปรักษาที่เมืองหลวง นอกจากตระกูลบีเกิ้ล ตระกูลดีน และตระกูลเฟล็นแล้ว ขุนนางจากตระกูลอื่นๆ ก็ถูกนักฆ่าลึกลับลอบสังหาร นอกจากบีเกิ้ล บียอนเซ่ที่โชคดีหนีรอดมาได้แล้ว คนอื่นๆ ล้วนตายหมดขอรับ!”
หลังจากที่ผู้เฒ่าโซล่าได้อธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นจบ
ซุนเฟยก็ก้มหน้าลงแล้วครุ่นคิดบางอย่าง ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกยอดฝีมือไล่ฆ่า เื่นี้ดูจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว มันต้องมีเบื้องลึกเื้ัที่ไม่มีใครรู้แฝงอยู่แน่ๆ
-----------------
