จากน้ำเสียงและดวงตาของฉินเสวี่ย ฉินอวี่จึงสรุปได้ว่าเื่ราวคงไม่ธรรมดาอย่างที่ฉินเสวี่ยกล่าวมา และในตอนนี้ เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันเยือกเย็นเมื่อครู่ ฉินอวี่ก็เข้าใจเื่ราวได้ทันที พลันนึกย้อนไปถึงท่าทีที่หวาดกลัวของฉินเสวี่ย เขาก็แทบจะระงับความโกรธในใจไว้ไม่ได้
ฉินอวี่ยังไม่ะเิอารมณ์ออกมา เมื่อดูจากพลังปราณแล้ว ระดับการฝึกฝนของเขาน่าจะอยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้น ระดับการฝึกฝนแตกต่างกันอย่างมาก ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะะเิมันออกมา สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจก็คือ มีรอยตราสีทองอยู่บนระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟย
เป็รอยที่เขาค่อนข้างคุ้นเคย แต่ก็นึกไม่ออก
“เอาล่ะๆ เป็ความเข้าใจผิดกัน ไม่พบเจอสหายเฉินตั้งนาน ระดับการฝึกก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว คนผู้นี้คือถงอวิ๋นเฟย เขาอารมณ์ฉุนเฉียวไปหน่อย ขอสหายเฉินอย่าได้ใส่ใจ มาลองชิมชาของข้าสักหน่อยดีกว่า” ใบหน้าของจื่อซวินเอ๋อเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางลุกขึ้นช้าๆ และมองไปโดยรอบ ยกมือขวาขึ้นหยิบเก้าอี้หวายออกมา และวางไว้ด้านข้าง
คำพูดเหล่านี้ของจื่อซวินเอ๋อดูเป็มิตรยิ่ง แต่กลับทำให้ถงอวิ๋นเฟยไม่พอใจอย่างมาก เหตุใดต้องว่าเขาเป็คนฉุนเฉียวเพื่อคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ถงอวิ๋นเฟยก็สูดลมหายใจเข้าอย่างเ็า และไม่พูดอะไรออกไป
ฉินอวี่จ้องมองไปที่ถงอวิ๋นเฟย ไม่ส่งเสียงใดๆ และนั่งลงอย่างช้าๆ
จื่อซวินเอ๋อรินชาให้ฉินอวี่ หลังจากส่งมันให้เขา ก็พูดเชื้อเชิญขึ้นว่า “สหายเฉิน ลองชิมดูสิ”
เมื่อมองไปที่จื่อซวินเอ๋อที่กำลังยิ้มแย้ม ฉินอวี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางหยิบถ้วยชาแล้วจิบไปคำหนึ่ง
ถงอวิ๋นเฟยจ้องมองที่ฉินอวี่ จื่อซวินเอ๋อรินชาให้กับฉินอวี่ ทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาอีกครา ทั้งนางยังปรนนิบัติฉินอวี่ด้วยตนเองเช่นนี้ ทำให้ถงอวิ๋นเฟยแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงพูดขึ้นอย่างเ็า “ซวินเอ๋อ แม้เ้าจะอุตส่าห์มาถึงสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคบหากับเพื่อนเช่นใดก็ได้ อย่าได้สูญเสียตัวตนของเ้าเลย”
จื่อซวินเอ๋อจ้องไปที่ถงอวิ๋นเฟย จากนั้นก็มองไปทางฉินอวี่ และพูดด้วยรอยยิ้ม “สหายเฉิน ชานี้เป็เช่นไรบ้าง?”
“ใช้ได้” ฉินอวี่ตอบอย่างใจเย็น
“ฮ่าๆ” ถงอวิ๋นเฟยส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยการเย้ยหยันและเสียดสี พลางพูดอย่างเ็า “สหายผู้นี้ หรือว่าเ้ามีชาที่ดีไปกว่าชาภูผาหลิงเฉวียน? เช่นนั้นแล้วนำออกมาแบ่งปันแก่กันบ้างสิ?” ในมุมมองของเขา ฉินอวี่เป็เหมือนพวกชอบเสแสร้งที่ชอบโอ้อวดตัวเอง
แต่เขาไม่รู้ว่าฉินอวี่ไม่ได้เสแสร้ง เขาเคยเป็ผู้ดูแลหอตำรามาก่อน มีศิษย์มากมายที่ให้ความเคารพเขาอยู่เสมอและมักจะนำของขวัญมามอบให้ ซึ่งมีใบชารวมอยู่ในนั้น ฉินอวี่เคยดื่มชาที่ดีที่สุดมาก่อน ซึ่งชานั้นเป็สิ่งที่เ้าสำนักเทียนฉีมอบให้เขาเมื่อตอนได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้ดูแลหอตำราของสำนัก ชาชนิดนั้นมีชื่อว่าชาเซียนเทียนหลิง ซึ่งนั้นเป็ชาเซียนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแดนเซียนอู่
แม้ว่ารสชาติของชาภูผาหลิงเฉวียนจะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับชาเซียนเทียนหลิงแล้ว ก็คงบอกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ฉินอวี่ไม่สนใจคำพูดของถงอวิ๋นเฟย และเพิกเฉยต่อเขา
จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองไปที่ฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ
อารมณ์ของถงอวิ๋นเฟยนั้นไม่ธรรมดา เมื่อมองั้แ่แรกเห็น ทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรัศมีที่ดุร้ายและพลังปราณที่ทรงพลัง หากเป็คนธรรมดาคงจะไม่มีผู้ใดกล้าจะนั่งร่วมกับเขาแน่ แต่ฉินอวี่กลับนิ่งสงบ และไม่ให้ความสนใจกับการถากถางดูถูกของถงอวิ๋นเฟยเลย ระดับจิตใจเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะทำได้
นอกจากนี้ เท่าที่นางรู้จักกับฉินอวี่ ฉินอวี่ไม่ได้พูดโกหกเป็แน่
ทันใดนั้น จื่อซวินเอ๋อกลอกตาหนึ่งหน ก่อนเอ่ยปากพูด “ซวินเอ๋อก็อยากรู้เช่นกัน มิทราบว่าสหายเฉินคิดว่าชาชนิดใดคือยอดชา”
“หากสหายจื่อ้าศึกษาเื่ของชา วันหลังเอาไว้มีเวลาพวกเราค่อยมาพูดคุยกัน แต่วันนี้ ข้ามาที่นี่เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบางสิ่ง มิทราบว่าจะขอให้คนไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อนได้หรือไม่?” ฉินอวี่มองจื่อซวินเอ๋อและกล่าวอย่างเฉยเมย
“เพล้ง!” ถ้วยชาในมือของถงอวิ๋นเฟยถูกเขาบีบจนแตกทันที เขาจดจ้องไปที่ฉินอวี่อย่างเคร่งขรึม แรงบีบบังคับปกคลุมไปทั่วร่างของฉินอวี่ และพูดอย่างเคร่งขรึม “ไม่ทราบว่าผู้ไม่เกี่ยวข้องที่สหายพูดถึงหมายถึงผู้ใดกัน?”
ฉินอวี่ไม่ตอบอะไร ทั้งยังไม่ได้มองถงอวิ๋นเฟยเลยด้วยซ้ำ เขามองไปเพียงทางจื่อซวินเอ๋อเท่านั้น
เมื่อถงอวิ๋นเฟยเห็นดังนี้เขาก็รู้สึกโกรธจนจุกหน้าอก นี่นับเป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกละเลยเช่นนี้ สายตาของเขาที่จ้องมองฉินอวี่จึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองถงอวิ๋นเฟยที่เกือบจะะเิออกมา จากนั้นจึงหันมองฉินอวี่ที่ดูนิ่งสงบ นางก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา ถงอวิ๋นเฟยมักจะแสดงด้านที่เป็กันเองเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ในวันนี้เขาดูเหมือนจะคลั่ง ซึ่งนางไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ถงอวิ๋นเฟยมีสถานะเป็คุณชายของตระกูลใหญ่ เขาไม่ควรจะโกรธง่ายเช่นนี้ นางกัดเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อปกปิดความคิดของตัวเอง ก่อนจะพูดว่า “สหายเฉิน ถงอวิ๋นเฟยก็เป็สหายเช่นกัน มิใช่คนนอก”
ความโกรธของถงอวิ๋นเฟยบรรเทาลงมาก แต่คำพูดต่อไปของฉินอวี่ ทำให้เขายิ่งเคียดแค้นมากขึ้น
“ข้า ฉินอวี่ไม่อาจจะคบหากับสหายเช่นนี้ได้ หากวันนี้สหายจื่อไม่ว่าง เอาไว้วันหลังค่อยคุยกันเถอะ” ฉินอวี่พูดจบก็ลุกขึ้นยืน ความอดทนที่เขามีมาั้แ่ต้นเริ่มอดกลั้นไม่ไหวแล้ว แม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดา แต่แล้วอย่างไร? ในเมืองหลักเทียนอู่แห่งนี้ เขาไม่เชื่อว่าถงอวิ๋นเฟยจะลงมือทำอะไรได้ เป็เพราะจื่อซวินเอ๋อจะเป็คนแรกที่ขัดขวางการกระทำของเขา
นอกจากนี้ ฉินอวี่ยังเดาได้อย่างเลือนรางว่านี่คือสิ่งที่จื่อซวินเอ๋อกระทำโดยเจตนา ถึงแม้ว่าจุดประสงค์จะยังไม่เป็ที่แน่ชัด แต่จื่อซวินเอ๋อกำลังเติมเชื้อให้เปลวเพลิงอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น นางจะต้องอธิบายให้ฉินเสวี่ยได้ฟังั้แ่ตอนแรก แทนที่จะให้ฉินเสวี่ยต้องคิดมากเช่นนั้น
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ฉินอวี่จะมีความปรารถนาเช่นเดียวกับจื่อซวินเอ๋อได้อย่างไร? เขาไม่้ายั่วยุถงอวิ๋นเฟย แต่เขาก็ไม่สามารถเผชิญหน้าอย่างอ่อนน้อมได้ ระดับขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นแล้วจะอย่างไร? หากต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆ แม้ว่าฉินอวี่อาจจะไม่มีโอกาสชนะ แต่ถงอวิ๋นเฟยก็คงไม่ดีกว่ากันสักเท่าไร เพราะท้ายที่สุด ด้วยวิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่ง ยิ่งาเ็เท่าไรพละกำลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น!
ถงอวิ๋นเฟยระงับความเคียดแค้นในจิตใจ จ้องไปยังฉินอวี่อย่างเย้ยหยัน และพูดอย่างเ็า “การรู้จักตนเองย่อมเป็สิ่งที่ดีที่สุด” หากจื่อซวินเอ๋อไม่อยู่ที่นี่ เขาคงลงมือไปนานแล้ว
“มีบางคนที่ไม่มีจิตสำนึกตระหนักรู้ความรู้ของตนเองเลย” ฉินอวี่พูดจบ ก็ก้าวออกไปอีกหนึ่งก้าว
ความโกรธของถงอวิ๋นเฟยที่เพิ่งถูกระงับไปได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เขากวาดโต๊ะชาและขว้างโต๊ะชาลงมาจากระเบียงทันที พลางจ้องมองฉินอวี่อย่างรุนแรงและพูดขึ้นอย่างเ็า “หากไม่ทำให้ชัดเจนในวันนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่แม้เพียงก้าวเดียว”
“ปึง!”
“โอ๊ย! เวรเอ๊ย ใครกันกล้าลอบทำร้ายข้า โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงะโดังขึ้นมาจากชั้นล่าง
เมื่อได้ยินเสียงะโที่ดังมาจากด้านล่าง ฉินอวี่ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ด้านถงอวิ๋นเฟยก็จ้องมองฉินอวี่อย่างเคร่งขรึม จื่อซวินเอ๋อหรี่ตามองลงไปด้านล่างโดยไม่ส่งเสียงใดๆ และยังไม่ทำการเรียกคืนข่ายพลังของค่ายกลเพื่อให้คำอธิบายใดๆ เพราะร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งย่อมมีคนคอยจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว
“เอาล่ะ ถงอวิ๋นเฟย สหายเฉินไม่ได้ตั้งใจจะโต้เถียงกับเ้า” จื่อซวินเอ๋อรีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูไม่ชัดเจน
“ไม่มีใครโผล่หัวออกมาใช่หรือไม่? วันนี้ข้าจะทำลายร้านเฮงซวยของเ้าให้หมด” เสียงะโอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยก็ต่อยไปยังกลเวทป้องกันที่ระเบียงจนแตกออก และจ้องมองไปยังกลุ่มชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง พร้อมพูดว่า “หากเ้าอยากตาย ก็มาลองดูสิ”
วันนี้ถงอวิ๋นเฟยเต็มไปด้วยความหงุดหงิดในใจ เขาไม่้าให้ความประทับใจของจื่อซวินเอ๋อที่มีต่อเขาต้องถูกทำลายลงเพราะฉินอวี่ ดังนั้นที่เขาไม่แสดงอะไรออกมา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่โกรธ เมื่อได้ยินเสียงะโอย่างโกรธเคืองจากด้านล่าง ความอัดอั้นในใจของเขาก็ะเิออกทันที คิดแต่เพียงอยากระบายความโกรธใส่คนด้านล่าง
ค่ายกลพรางตาถูกทำลายไป คนที่อยู่ด้านล่างจึงมองเห็นทั้งสามคนบนระเบียงทันที
เมื่อได้ยินคำพูดของถงอวิ๋นเฟย ชายหนุ่มก็โกรธจัดขึ้นมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง แต่เมื่อเขาเห็นฉินอวี่ที่กำลังหันหลังให้ ดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้าง และขยี้ตาอย่างรุนแรง จากนั้นจึงเงยหน้ามองฉินอวี่อีกครั้ง
เมื่อแน่ใจว่าเป็ฉินอวี่ ชายหนุ่มคนนั้นก็ะโเสียงดัง “พี่ใหญ่...” พูดจบ ร่างของเขาก็หยุดลง พลันะโตรงขึ้นไปบนระเบียง คำเรียกขานของเขาถูกเปลี่ยนไป ลบภาพความเป็ฉินอวี่ไปทันที
“ปัง!” ทันทีที่ชายหนุ่มร่างใหญ่กระแทกเท้าลงกับพื้น ทั่วทั้งระเบียงก็สั่นะเือย่างรุนแรงจนเกือบจะพังลงมา
และตอนนี้ฉินอวี่ก็หันกลับมา พลางมองไปทางชายหนุ่มคนดังกล่าว “สยงท่าเทียน เอาไว้พวกเราคุยกันภายหลัง”
“เ้าคิดจะทำลายร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งหรือ? ไสหัวไปซะ” ถงอวิ๋นเฟยที่คับแค้นใจอยู่แต่เดิม เมื่อเห็นว่าสยงท่าเทียนกับฉินอวี่รู้จักกัน จึงใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งผลักสยงท่าเทียนออกไป
สยงท่าเทียนหลบเลี่ยงฝ่ามือของถงอวิ๋นเฟยในทันที เขาพูดออกไปด้วยใบหน้าที่ลำบากใจ “เข้าใจผิดแล้วๆ ล้วนเป็เื่เข้าใจผิด ข้าไม่รู้ว่าพวกเ้าเป็เพื่อนกับพี่ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้าไม่กล้าจะทำลายที่นี่หรอก” พูดจบ สยงท่าเทียนก็ไม่ได้ให้ความสนใจถงอวิ๋นเฟย พลางเดินตรงไปด้านข้างของฉินอวี่ พูดด้วยดวงตาแดงก่ำ “พี่ใหญ่ เยี่ยมไปเลย ท่านไม่รู้หรือว่าหลายวันมานี้ข้าเป็กังวลใจขนาดไหน”
ก่อนที่สยงท่าเทียนจะพูดจบ ฉินอวี่ก็รีบขวางเอาไว้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแดนสุสานอสูร มีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง ฉินอวี่ไม่้าให้จื่อซวินเอ๋อรู้ว่าตนเองได้เข้าไปในแดนสุสานอสูร เพราะไม่อยากทำให้นางคิดอะไรมากมายกับเื่นี้ ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้น “หลี่เทียนจีล่ะ? ไปกันเถอะ เราไปหาที่คุยกันดีกว่า”
“อืม!” สยงท่าเทียนพยักหน้า และตามฉินอวี่ออกไปจากระเบียง
วันนี้ถงอวิ๋นเฟยถูกทำเมินเฉยใส่ถึงสองครั้งติดต่อกัน ทำให้เขาโกรธเกรี้ยวสุดขีด พลังปราณทั่วทั้งร่างพุ่งออกมา และพูดอย่างดุดัน “ข้าอนุญาตให้พวกเ้าไปได้แล้วหรือ? หากวันนี้ไม่พูดอะไรให้มันชัดเจน ก็อย่าได้คิดว่าจะออกจากร้านขายยาแม้แต่ก้าวเดียว!”
สยงท่าเทียนหยุดฝีเท้าลงทันที และมองฉินอวี่อย่างสงสัย จากนั้นจึงมองไปยังถงอวิ๋นเฟย ก่อนพูดเบาๆ “พี่ใหญ่ เขากำลังพูดกับใคร? เขาเป็สหายของท่านมิใช่หรือ?”
ฉินอวี่พูดไม่ออก เขายังไม่หันหลังกลับในทันที เหตุก็เพราะกลัวว่าสยงท่าเทียนจะจำตนเองได้ และอาจจะสร้างความขุ่นเคืองให้ถงอวิ๋นเฟย แต่ตอนนี้...
“สหายหรือ? คนต่ำต้อยเช่นนี้จะมีคุณสมบัติพอจะมาเป็สหายกับข้าด้วยหรือ?” ถงอวิ๋นเฟยเย้ยหยัน
สยงท่าเทียนไม่ได้ตอบ พลางพึมพำขึ้นมา “พี่ใหญ่ เขากำลังว่าใครเป็คนต่ำต้อย?” พูดจบ สยงท่าเทียนก็หันไปมองจื่อซวินเอ๋อด้วยท่าทางที่เหมือนกำลังตรวจสอบอะไรจากจื่อซวินเอ๋อ
ถงอวิ๋นเฟยถูกสยงท่าเทียนยั่วโมโห จึงพูดออกไปอย่างโกรธเคืองถึงขีดสุด “ที่แท้ก็เป็คนโง่”
ใบหน้าของสยงท่าเทียนนิ่งขรึมอย่างรวดเร็ว เขาหันไปมองที่ถงอวิ๋นเฟย และถามออกไป “เ้าว่าใครเป็คนโง่?”
“นอกจากเ้าแล้วจะมีใครอีก?” ถงอวิ๋นเฟยพูดอย่างเยือกเย็น
“เ้าไม่ใช่สหายของพี่ใหญ่ข้าหรอกหรือ?” สยงท่าเทียนถามอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเริ่มดูไม่ได้เป็อย่างยิ่ง
“เขานะหรือ? มีสิทธิ์จะเป็สหายข้าด้วยหรือ?” ถงอวิ๋นเฟยพูดจาประชดประชัน
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ไปตายซะ!!!” สยงท่าเทียนะโอย่างดุเดือด ร่างกายของเขาปะทุขึ้นอย่างรุนแรง และรีบตรงไปยังถงอวิ๋นเฟย พลันใช้กำปั้นขนาดใหญ่เท่าค้อนโจมตีออกไปอย่างรุนแรงด้วยความโกรธแค้น