เสียงของนางก้องสะท้อนและทำให้นายทหารที่ยืนเวรยามตกตื่นและรีบวิ่งเข้ามาในทันใด หนึ่งในนั้นคือโม่โฉว นายทหารเอกของปาอ๋องแคว้นหลู่
“เกิดอะไรขึ้น! เพลิงไหม้ที่ใด”
“ในห้องของพระธิดา พวกท่านรีบเข้าไปดูและช่วยดับไฟให้ที”
โม่โฉวชะเง้อข้ามไหล่หลินเ้าเข้าไปในห้องก็เห็นควันไฟลอยคลุ้งออกมา กลิ่นไหม้ตลบอบอวลจนเขาต้องหันไปะโว่า
“ทหาร!...รีบเข้ามาดับเพลิงในห้องพระธิดา ตักน้ำใต้ตำหนักขึ้นมา ไม่อย่างนั้นตำหนักนี้วอดแน่!”
คำสั่งของโม่โฉวทำให้ทหารเกือบยี่สิบนายที่ยืนเวรยามหน้าตำหนักกรูกันเข้ามา ส่วนหนึ่งเข้าไปในห้องขององค์ชายาช่วยกันใช้ผ้าดับเปลวเพลิงและอีกส่วนหนึ่งวิ่งลงไปตักน้ำใต้ตำหนักขึ้นมาสาดลงในกองเพลิงที่ลามไหม้ จางลี่วิ่งออกไปยืนดูความโกลาหลนั้นหน้าห้องขณะโม่วโฉวรีบเข้าไปคุกเข่าและถามว่า
“องค์ชายา...กระหม่อมโม่โฉว เป็ราชองครักษ์ของหลู่อ๋อง พระองค์ทรงาเ็หรือมีาแบ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ”
“มะ...ไม่...ท่านโม่โฉว ข้ามิเป็อะไร ข้าผิดเองที่มิระวังทำให้พวกท่านต้องเดือดร้อนเช่นนี้”
“หามิได้พระองค์...ได้โปรดทรงรออยู่ตรงนี้ ข้าจะรีบจัดการดับไฟให้เร็วที่สุด”
โม่โฉวรีบลุกขึ้น แต่เมื่อเขาเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องกลับฉุกใจนึกอะไรบางอย่าง ด้วยปฏิภาณของนักรบทำให้เขาเหลียวกลับไปยังองค์ชายาและเห็นว่าจางลี่กำลังให้ความสนใจกับอะไรบางอย่าง เขามองออกไปที่สะพานทอดข้ามจากตำหนักร้อยไหมก็เห็นใครคนหนึ่งสวมผ้าคลุมวิ่งสวนกลับออกไปท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของเหล่าทหาร โม่โฉวนึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ เขาเพียงหันกลับไปออกคำสั่งกับนายทหารนับสิบที่วุ่นวายกับการดับเพลิงในห้องที่อบอวนด้วยควัน
“รีบดับไฟให้เร็วที่สุด ให้การอารักขาพระธิดา ข้า...จะไปช่วยพวกทหารที่ตักน้ำใต้ตำหนัก!”
ตลอดทั้งคืนที่เหล่าทหารช่วยกันดับเพลิงในห้องบรรทมของพระธิดาจางลี่และกว่าจะจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยก็ใช้เวลาจนถึงรุ่งสางของอีกทิวา นางต้องย้ายไปอยู่ที่ห้องอีกด้านหนึ่งของพระตำหนักซึ่งได้ชื่อว่างดงามยิ่งนัก และใช่แต่เหล่าทหารที่ต้องช่วยกันคุมเพลิงมิให้ไหม้ลามตลอดทั้งคืน
จางลี่เองก็หาได้พักผ่อนไม่ นางเป็กังวลต่อการหลบหนีออกไปจากตำหนักร้อยไหมของหลินเจินในห้วงเวลาของความโกลาหล เฝ้าคอยมองว่านางกำนัลคนสนิทจะกลับเข้ามาเมื่อใดหลังทุกอย่างสงบลงแล้ว ปริวิตกว่านางจะได้พบราชองครักษ์เจียนเ้าดังที่หวังหรือไม่เพราะจวบจนแสงโคมทองอาบไปทั่วบึงน้ำใหญ่รอบตำหนักก็ยังไม่เห็นเงาของหลินเจินว่านางจะกลับมา จางลี่นั่งคอยรอจนเกือบผลอยหลับหากไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้นางสะดุ้งตื่นจากภวังค์ใกล้นิทรา
“หลินเจิน...เ้าคงกลับมาแล้วสินะ”
จางลี่รำพึงกับตัวเองด้วยรอยยิ้มก่อนวิ่งไปเปิดประตูหากแต่ต้องผงะเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ที่นั่น
“องค์ชาย!”
ร่างน้อยชะงักและถอยหลัง ใบหน้าสวยซึ้งเปลี่ยนเป็ซีดลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่งามสง่าขององค์ชายหลี่เจี๋ยภายใต้พระภูษาน่าเกรงขามยืนนิ่งและจ้องมองมายังร่างเล็กบอบบางของพระธิดาที่ฝืนยิ้มให้
“องค์ชาย...ไหนพระองค์ตรัสว่าจะกลับมาที่ตำหนักร้อยไหมในอีก...”
“สามราตรี”
หลี่เจี๋ยแทรกด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง ใบหน้าคมคายของอ๋องแคว้นหลู่ดูเหมือนเคียดขึ้งหากรอยยิ้มเหยียดผุดบนมุมปากหยัก ปาอ๋องหรี่ั์ตาดำยาวรี
“สามราตรีนั้นดูจะมากไป ข้าอยากพบพระธิดาจางลี่ของข้าหัวใจแทบขาด แล้วเ้าเล่า...จางลี่...เ้านึกถึงข้าเช่นกันใช่หรือไม่”
“เพคะ...”
“เมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ในตำหนักร้อยไหม ข้าเป็ห่วงเ้ามากรู้หรือไม่”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ถ้าอยากให้ข้ารีบมาหาเ้าก็ไม่เห็นต้องวางแผน ใช้ให้นางกำนัลของเ้าวางเพลิงให้เกิดความวุ่นวายเช่นนี้เลยองค์ชายาของข้า!”
“องค์ชาย...อ๊ะ!...หลินเจิน!”
จางลี่ตาเบิกค้างเมื่อนางสนมต้นห้องก้าวเข้ามาพร้อมทั้งคุกเข่าลงโดยมีทหารสองนายขนาบข้าง หลินเจนใบหน้าซีดเซียวและร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว
“ท่านหญิง...หลินเจิน...หลินเจินขออภัยด้วยเ้าค่ะ”
“องค์ชาย...ท่านทำอะไรคนของหม่อมฉัน”
จางลี่หันไปถามร่างสูงใหญ่ที่เหยียดมุมปากออกและจ้องมองพระธิดาด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
“ถามตัวเ้าก่อนดีไหม พระธิดาจางลี่ ว่าเ้าใช้คนของเ้าให้ล่วงละเมิดคำสั่งของข้าออกไปจากตำหนักร้อยไหมด้วยเหตุอันใด”
“อ่า...เอ้อ...หม่อมฉัน...”
“ที่ตอบข้าไม่ได้เพราะทั้งหมดนี้เ้าเป็คนวางแผนการณ์ไว้ พระธิดาจางลี่...
“ข้าขอรับผิดต่อเื่ทั้งหมดนี้เ้าค่ะ”
หลินเจินหมอบกรานลงกับพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้นยังความตระหนกแก่จางลี่อย่างยิ่ง นางไม่กล้าแม้แต่จะสบั์ตาเหี้ยมของอ๋องแคว้นหลู่ ใบหน้าขององค์ชายตอนนี้เคียดขึ้งและจ้องมองนางราวกับว่าอยากแยกร่างบอบบางออกเป็หมื่นชิ้น หลี่เจี๋ยเหยียดปากออกอย่างเยียบเย็น
“โม่โฉว นายทหารเอกของข้าเป็คนไปพบนางกำนัลของเ้ากำลังจะหลบหนีออกไปจากตำหนักร้อยไหม นางคงจะออกไปหาเหล่าทหารผู้ติดตามตามคำสั่งของพระธิดาและยังได้สารภาพกับข้าว่านางคือคนวางเพลิงตำหนักร้อยไหมจนเกือบวอด…หึ! เ้าควรรู้ว่าการขัดคำสั่งของเ้าผู้ครองแคว้นสุดท้ายแล้วโทษจะเป็เยี่ยงไร แม้เ้ามารับตำแหน่งองค์ชายาของข้าแต่หากคนของเ้ากระทำการละเมิดก็จะต้องได้รับโทษสถานหนักเท่านั้น!”
“อย่าเพคะ!”
จางลี่ถลาเข้าไปขวางหน้าหลินเจินเมื่อหลี่เจี๋ยชักดาบเล่มใหญ่ออกจากฝักที่ติดบั้นเอวของราชองครักษ์โม่โฉวซึ่งยืนนิ่งราวกับศิลากหลักก่อนจ่อลงไปจนปลายดาบคมทิ่มทะลุลงไปบนบ่าของจางลี่ หลินเจินเห็นธารโลหิตแดงเถือกบนบ่านายหญิงก็ร้องลั่น
“ท่านหญิง! ท่านหญิงเ้าคะ!”
“มิเป็ไรดอก” จางลี่กัดฟันแม้เ็ป “ถึงอย่างไรข้าก็ต้องรับผิดชอบต่อเื่ที่เกิดขึ้น...ใช่เพคะองค์ชาย หม่อมฉันเองที่เป็คนวางแผนให้นางกำนังเผาตำหนักเพื่อจะได้ออกไปพบคนของหม่อมฉันในวังของพระองค์ หลินเจินมิมีความผิด หากจะลงทัณฑ์หม่อมฉันก็ขอรับผิดทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว”
“ได้! หากเ้า้าเช่นนั้น...ทหาร! จับพระธิดาลงไปขังรับโทษโบยร้อยครั้งในคุกหลวงชั้นในสุด!”
อ๋องหลี่เจี๋ยดึงดาบเล่มใหญ่กลับและส่งให้โม่โฉวก่อนทหารอีกสองนายเข้าไปหยุดตรงหน้าจางลี่และคุกเข่าลง หนึ่งในนั้นกล่าวว่า
“ขอเชิญพระธิดาจางลี่...พะย่ะค่ะ”
จางลี่กัดฟันแน่น มิได้นึกเ็ปต่อาแแรกที่อ๋องแคว้นหลู่บากมันไว้บนไหล่แต่เจ็บใจที่นางนึกไม่ถึงว่าพระญาติผู้พี่จะมีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้ ก่อนนางขยับตัวหลินเจินจับมือเรียวบางไว้แน่นและเอ่ยทั้งน้ำตา
“ท่านหญิง...เป็เพราะข้าท่านถึงต้องมาตกที่นั่งลำบากเยี่ยงนี้ อภัยให้ข้าด้วย”
“แค่โบยร้อยครั้ง...ก็แค่ตาย”
จางลี่กัดฟันพลางเหลือบมองญาติผู้พี่ของนางที่ยืนอยู่อย่างไม่สะทกสะท้าน นางแสดงความเข้มแข็งด้วยการลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องนั้น ราชองครักษ์โม่โฉวเก็บดาบลงฝักพลางเอ่ยขึ้น
“ท่านอ๋อง...จะให้ผู้คุมเป็ผู้โบยองค์ชายาหรือไม่พะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง...เดี๋ยวข้าจะไปที่คุกหลวงและเป็คนลงแส้นางเอง!”
หลี่เจี๋ยหันหลังกลับและก้าวออกจากห้องนั้น ยังเหลือหลินเจินที่นั่งตาเบิกค้างเมื่อได้ยินบัฐชาของผู้ครองแคว้นหลู่ และก่อนที่โม่โฉวจะเดินตามออกไปหลินเจินก็ร้องออกมาว่า
“มินึกเลยว่าคนแคว้นหลู่จะใจดำอำมหิตเช่นนี้ พระธิดาจางลี่เป็องค์ชายามิใช่ฏแผ่นดินแม้แต่น้อย”
“แต่นางกระทำผิดอย่างร้ายแรง” ราชองครักษ์ตอบเสียงหนักแน่น “เ้ารู้หรือไม่ว่าตำหนักร้อยไหมมีความสำคัญต่อท่านอ๋องเยี่ยงไร”
