พิษและยาแก้พิษนั้นเป็สิ่งที่อยู่คู่กัน
คำโบราณมักกล่าวเอาไว้ว่าพิษงูออกมาจากไหน อวัยวะภายในของมันมักจะมียาแก้อยู่เสมอแม้ว่าจะดูพูดเกินจริงไปหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลดังนั้นยาที่หลินลั่วหรานทำขึ้นมาในครั้งนี้ก็มีวัตถุดิบมาจากเืของเ้างูตัวนั้นเอง
เดิมทีตัวของเ้างูตัวนี้เต็มไปด้วยพิษมันไม่ได้เหมือนกับพวกงูที่ใช้ต่อมพิษในการหลั่งสารพิษออกมาตัวของมันนั้นเป็พิษไปหมดทั้งตัว แม้แต่น้ำลาย เมือก เืหรือแม้แต่หนังและกระดูกของมันต่างก็เป็พิษ หลินลั่วหรานจึงคิดขึ้นมาว่าสิ่งมีชีวิตที่มีพิษได้มากขนาดนี้ เหตุใดมันถึงไม่ติดพิษของตัวเองตาย?
และนั่นก็แสดงให้เห็นว่าภายในร่างกายของมันจะต้องมีสิ่งที่ใช้ต่อต้านพิษเหล่านี้ได้ดังนั้นหลังจากการเผาไหม้กลั่นให้บริสุทธิ์จนมันก็กลายเป็ฝุ่นผงสีทองและไม่อาจจะฟื้นคืนกลับมาได้อีก
ไฟประหลาดนี้ไม่สามารถที่จะทำลายอะไรให้หายไปได้ผงสีทองที่ซ่อนเอาไว้ในเืของงูพิษตัวนี้เมื่อหลินลั่วหรานลองนำมาทำการทดลองดูแล้ว ก็พบว่ามันมีฤทธิ์ในการแก้พิษที่น่าใ
เธอจึงไม่คิดทำอะไรมากเพียงแค่นำผงสีทองเ่าั้ไปผสมกับน้ำในพื้นที่ลึกลับ ก่อนที่มันจะกลายเป็ ‘ยาที่มีฤทธิ์ประสิทธิภาพ’ มากขึ้นมาและเื่ของคนที่ถูกงูทำร้ายก็ถูกจัดการให้คลี่คลายลงได้ด้วยดี
สำหรับหลินลั่วหรานแล้วนี่เป็หนึ่งในข่าวดีที่เธอได้พบ หลังจากกลับมาบ้าน
เื่ที่สองก็คือ...เธอมองไปยังเสี่ยวจินที่อยู่บริเวณ้ากระท่อมไม้ไผ่มันกำลังถูกห่อหุ้มอยู่ในดักแด้สีทองอย่างสงบนิ่ง
ในสภาวะพิเศษแบบนั้นดูเหมือนว่าพลังบางอย่างในร่างกายของเสี่ยวจินจะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นหลังจากที่มันกินถุงน้ำดีของเ้างูสีแดงตัวเล็กเข้าไปแล้วนกอินทรีทองก็กลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความเ็ปในตอนนั้นทําเอาหลินลั่วหรานใไปหมด แม้ว่าเธออยากจะเข้าไปปลอบประโลมมันเธอก็ยังถูกเสี่ยวจินขยับปีกกระพือขึ้นทำเอากระเด็นออกมาในระหว่างที่ผู้คนในบ้านหลินต่างพากันเป็กังวล เรือนขนของมันก็หลุดออกก่อนที่จะติดเข้ากับตัวของมันและกลายเป็ดักแด้อย่างน่าประหลาด
หลินลั่วหรานรู้สึกได้ว่ามันสงบนิ่งอยู่ในนั้นแล้วบางทีเสี่ยวจินอาจจะกำลังเติบโตขึ้นอยู่ก็ได้ กำลังผลัดขนอยู่หรือเปล่า?
และเื่ที่สามมันคือเื่ที่ทำให้หลินลั่วหรานดีใจที่สุดนั่นก็คือหรงตงหลินแปลเอกสารชุ่ยชูบนบันทึกไม้ไผ่ออกมาเสร็จทั้งหมดแล้ว
หลินลั่วหรานมองไปยังกองกระดาษหนาเธอรีบเปิดมันดูในทันที สายตาของเธอนั้นดีมากเธอจึงสามารถอ่านมันทีละคำทีละประโยคเสร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว เธอหลับตาลงคิดไตร่ตรองอยู่สักพักเมื่อเธอลืมตาขึ้นมา เธอก็ถามความเห็นของหรงตงหลินขึ้น
“การแปลข้อมูลพวกนี้มีเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องอยู่ที่เท่าไรเหรอ?”
“เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ”หรงตงหลินตอบกลับไปตามความจริง ไม่ใช่เพราะระดับความสามารถในการแปลภาษาของเขาไม่ดีแต่เป็เพราะความจริงแล้วเื่ของชุ่ยชูต่างก็ต้องอาศัยการสืบทอดมาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ทั้งนั้นระยะเวลาอันเนิ่นนานที่ผ่านมา แม้แต่ประวัติศาสตร์ยังถูกดัดแปลงแก้ไขจนบิดเบือนไปเสียหมดดังนั้นเื่ที่อ้างอิงจากการ ‘บอกเล่าปากต่อปาก’ ก็อดที่จะมีความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ไปไม่ได้
“เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ถ้าแบบนั้นก็คงไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วล่ะ!”
หลินลั่วหรานวางกองเอกสารลงความดีใจปรากฏขึ้นในแววตาของเธอ
หรงตงหลินรู้สึกลำบากใจขึ้นมาเล็กน้อยเขาจึงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “รุ่นพี่หลิน คุณคงไม่ใช่เชื่อเื่ราชวังัซ่อนสมบัติอะไรที่เขียนอยู่บนนั้นหรอกใช่ไหมครับ?บนโลกนี้จะไปมีัได้ยังไง ” อยู่ๆ หรงตงหลินก็นิ่งไปก่อนหน้านี้เขาคงจะไม่เชื่อเื่พวกนี้ แต่ว่าในตอนนี้เทพฝึกหัดกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา
ดังนั้นหรงตงหลินจึงทำได้เพียงแค่เผยรอยยิ้มออกมาและไม่พูดอะไรต่อ
แววตาของหลินลั่วหรานนั้นเปล่งประกายขึ้นมา ก่อนจะพูดพึมพำขึ้นว่า “ถ้าหากมันเขียนถึงที่อื่น ก็คงจะ ไม่ได้สนใจอะไร แต่มันกลับเป็ที่นั่น”
“ที่ไหนเหรอครับ?” หรงตงหลินรู้สึกประหลาดใจขึ้น
หลินลั่วหรานเผยรอยยิ้มที่ดูลึกลับออกมา “ทะเลสาบหยุนเมิ้ง”
ทะเลสาบหยุนเมิ้ง?หรงตงหลินเป็นักศึกษาทางด้านอักษรโบราณทะเลสาบโบราณหยุนเมิ้งอยู่ในแถบแม่น้ำต้งถิง แน่นอนว่าเขานั้นต้องรู้จัก แต่ว่ารุ่นพี่หลินคงจะไม่ได้ตั้งใจจะไปหาสมบัติที่แม่น้ำต้งถิงจริงๆใช่ไหม? เื่ตำนานนั่นดูไร้สาระมากเกินไปแล้ว...
“ปัง!” หลินลั่วหรานนำเอาหนังสือที่กระดาษกลายเป็สีเหลืองซีดวางลงบนโต๊ะปลายสายตาของหรงตงหลินเหลือบไปเห็นว่ามันมีชื่อว่า ‘บันทึกเื่ราวประหลาดแห่งจิ่วโจว’ หลินลั่วหรานเปิดไปยังหน้าหนึ่ง ก่อนจะเรียกให้เขาเข้าไปดู
บทที่ห้าสิบสาม
ข้าอยู่ที่ต้งถิงและได้พบเจอเื่ราวประหลาดบนหอคอยเย้ว์หยาง แม่น้ำต้งถิงยาวแปดร้อยลี้ปกคลุมไปด้วยหมอกในบริเวณกว้างเกิดภาพประหลาดขึ้น...เมื่อเมฆสลายหายไปปลาคาร์ฟทองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
บทนี้เขียนอธิบายถึงเื่ราวประหลาดที่ผู้เขียนในสมัยราชวงศ์ิได้พบเจอสำหรับหรงตงหลินแล้ว มันก็ดูเป็เื่ไร้สาระ และไม่ได้มีค่าอะไรแต่สายตาของเขากลับทิ้งลงไปยังตัวอักษรสีแดงเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง “ใต้ทะเลสาบแห่งนี้มีราชวังัอยู่หรือเปล่า?”
หรงตงหลินรู้สึกว่าริมฝีปากของตัวเองแห้งผากขึ้นมาหลินลั่วหรานยิ้มขึ้นพร้อมกับพยักหน้าให้กับเขา
“นี่คือบันทึกการเดินทางของนักฝึกศาสตร์าุโในสมัยราชวงศ์ิท่านหนึ่งเื่ที่เขียนเอาไว้ว่า ปลาคาร์ฟทองพยายามที่จะะโผ่านประตูเข้าไป มันมีความเป็ไปได้ว่าจะเป็เื่จริงที่ค่อนข้างสูงดังนั้นสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกไม้ไผ่ในสุสานราชวงศ์ฮั่นก็อาจจะเป็เื่จริง”
บันทึกการเดินทางของนักฝึกศาสตร์าุโ?
หรงตงหลินรู้สึกว่าหนังสือโบราณเก่าๆในมือนั้นร้อนขึ้นมาเขาเป็เพียงแค่คนธรรมดาจึงไม่ได้อยากจะรับรู้เื่ราวความลับมากมายของโลกแห่งการฝึกศาสตร์นักเขารีบนำเอาหนังสือนั่นวางลงบนโต๊ะด้วยความระมัดระวังและบังคับให้ตัวเองเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความ ‘จริงใจ’ออกมา “รุ่นพี่หลิน ผมไม่รบกวนการตรวจสอบข้อมูลของรุ่นพี่แล้วผมขออวยพรให้การเดินทางครั้งนี้ของรุ่นพี่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนะครับ”
หลินลั่วหรานนั่งลงบนเก้าอี้หวายเธอหยิบชาขึ้นมาจิบ
“รุ่นน้องหรงเธอพูดผิดแล้วล่ะ ควรจะพูดว่าขอให้การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีต่างหากเดี๋ยวฉันจะไปขอลากับอาจารย์ชีให้เองนะ”
ร่างกายของหรงตงหลินนิ่งไปก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มที่ดูแย่เสียยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา
“ตามที่รุ่นพี่ว่าเลยครับ”
แต่ว่าขอร้องล่ะที่นั่นไม่ใช่สถานที่ธรรมดาทั่วไป แต่มันคือราชวังัน้ำผู้คนธรรมดาที่ได้เข้าไปจะไม่ถูกลดอายุขัยให้สั้นลงใช่ไหม?
หรงตงหลินรู้สึกกังวลกับเื่นี้เป็อย่างมาก
“ท่านผู้าุโที่ท่านพูดนั่นหมายความว่า สถานที่ที่หลินลั่วหรานจะไปก็คือแม่น้ำต้งถิงเหรอ?”ไอลี่ขมวดคิ้วอยู่บริเวณด้านหน้าโต๊ะทำงานแม้ว่าซินหยวนผิงจะให้สัญญากับเธอเอาไว้ว่าจะถ่ายทอดวิชาศาสตร์ให้กับเธอแต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
เธอได้ดูคลิปวิดีโอที่ใช้โทรศัพท์แอบถ่ายเอาไว้แล้วแม้ว่าจะเป็การต่อสู้ในเวลาสั้นๆแต่ไอลี่กลับรู้สึกได้ว่าหลินลั่วหรานดูไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรกับการต่อสู้กับซินหยวนผิงเลยแม้แต่น้อย สำหรับไอลี่แล้วการที่หลินลั่วหรานบังคับดาบบินมาอย่างโดดเดี่ยวก็ถือว่าเป็ข่าวที่เลวร้ายมากสำหรับเธอทีเดียว
ซินหยวนผิงทิ้งตัวอยู่บนโซฟามือของเธอถือตราประทับอันเล็กเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้าลง
“หลินลั่วหรานกำลังพยายามหาไม้รวมจิตไปทั่วบังเอิญที่ฉันก็รู้จักของสิ่งนี้อยู่เหมือนกัน มีเพียงแค่ราชวังัเท่านั้นที่จะมีอยู่แต่ว่าครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่หลินลั่วหรานที่จะไปหรอกนะ เธอเองก็ต้องไปด้วย”
ตัวฉันก็ต้องไปเหรอ?
ไอลี่ไม่เข้าใจว่าซินหยวนผิงกำลังคิดอะไรอยู่ก่อนที่เธอจะได้ฝึกศาสตร์ เธอก็ไม่อยากจะไปพบหน้ากับหลินลั่วหรานเลยแม้แต่น้อย
ทั้งรูปร่างหน้าตาพร์ ระดับการฝึกศาสตร์ ผู้หญิงคนนั้นต่างก็ดีกว่าเธอไปเสียหมดสำหรับไอลี่ที่เป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งแล้วเธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างไร้ซึ่งความมั่นใจ
ความจริงแล้วเธอนั้นคิดมากไปเองในทุกวันนี้หลินลั่วหรานแทบจะลืมไอลี่ไปแล้วดังนั้นเธอจะมามัวคิดทำให้ไอลี่ลำบากอยู่ทำไม?
ความแตกต่างที่ห่างกันมากมายนี้เป็เพราะว่าคุณยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน แต่ ‘ศัตรู’ของคุณในตอนนั้นกลับไม่ได้ยืนอยู่ในระดับเดียวกันกับคุณอีกต่อไปแล้วเื่ราวความแค้นมากมายเ่าั้จึงเป็เพียงแค่เื่เก่าๆที่ไม่ได้ราบรื่นนักก็เท่านั้น
เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของไอลี่ซินหยวนผิงก็หยิบเอาไพ่ตายออกมา
“สบายใจเถอะการไปต้งถิงในครั้งนี้ ตอนที่เธอจะต้องมาขอร้องพวกเรา ไม่ใช่เพียงแค่สามารถจะระบายอารมณ์ออกไปได้แต่หากกลับมาปลอดภัย ฉันก็จะถ่ายทอดวิชาการฝึกศาสตร์ให้ด้วย”
ระบายอารมณ์วิธีการฝึกศาสตร์ ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้แววตาของไอลี่เป็ประกายขึ้นมา
ในระหว่างที่ไอลี่กำลังจะพูดอะไรออกมาสักอย่างเสียงเคาะประตูไม้หนาของห้องทำงานของเธอก็ดังขึ้นเป็จังหวะ
“เข้ามา”เมื่อมีคนนอกเข้ามา ไอลี่ก็ต้องรีบกลับไปมีท่าทางที่ท่านประธานควรจะมีอีกครั้ง
ประตูถูกเปิดออกเบาๆหลี่อันผิงยกเอาเอกสารกองหนึ่งเข้ามา “ท่านประธานนี่คือรายงานการเงินของเมื่อปีที่แล้ว ผมจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ”
แม้ว่าหลี่อันผิงจะอวบอ้วนไม่เหมือนกับผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลาเมื่อหลายปีก่อนแล้วแต่ว่าผู้หญิงส่วนมากต่างก็ไม่ชอบให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘แฟนเก่า’ มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าตลอดทั้งวันไอลี่ไม่ได้หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ให้กับเขาเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าเธอจะเรียกเขากลับมาทำงานตามคำสั่งของซินหยวนผิง แต่เธอก็ไม่เคยสนใจอะไรเขาและไม่ได้ให้เขาทำงานอะไรจริงๆ จังๆ เลยสักอย่าง
อย่างเช่นในตอนนี้เอกสารที่หลี่อันผิงนำเข้ามาเดิมทีมันก็เป็เอกสารที่ถูกไอลี่จัดการเอาไว้เรียบร้อยแล้วที่เธอเรียกให้หลี่อันผิงนำมันมาจัดการอีกครั้ง ก็เพียงแค่เพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น
“ผู้ช่วยหลี่ฉันจำได้ว่าให้นายจัดการเอกสารการเงินของเมื่อสองปีก่อนแต่ที่นายเอามานี่มันเป็ของปีที่แล้ว รบกวนช่วยจัดการใหม่อีกรอบด้วยนะ!”
ความโมโหในแววตาของหลี่อันผิงปรากฏขึ้นมาโดยยากที่จะเก็บซ่อนเอาไว้ เขาพยายามอดทนอยู่สักพัก ก่อนจะตอบตกลงออกมา
ไอลี่สะบัดมือบอกให้เขาออกไปริมฝีปากของเธอยกรอยยิ้มบางๆ ขึ้น
หลี่อันผิงหอบเอาเอกสารทั้งหลายขึ้นมาเตรียมตัวจะออกไปแต่อยู่ๆ ซินหยวนผิงก็พูดขึ้น “ผู้ช่วยหลี่ คุณพอจะมีเวลาว่างช่วยไปส่งจดหมายให้ฉันหน่อยได้ไหม?”แม้ว่าจะเป็ประโยคคำถามแต่น้ำเสียงของเธอกลับไม่ได้ดู้าคำตอบเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่ความไม่สนใจใยดีของไอลี่หลี่อันผิงก็ยังสามารถทนรับกับมันได้ เขารู้ดีว่าซินหยวนผิงเป็คนมีอำนาจในบริษัทดังนั้นเขาจะปฏิเสธเธอได้อย่างไร?
เขารับจดหมายในมือของเธอมาบนซองกระดาษสีขาวสะอาดเขียนเอาไว้เพียงแค่ที่อยู่ แต่กลับไม่มีชื่อของผู้รับหลี่อันผิงเดินออกมาด้วยความสงสัย ซินหยวนผิงจัดการเก็บตราประทับอันเล็กลงไปก่อนที่จะยิ้มเผยรอยยิ้มที่ดูขี้เล่นออกมา
ผู้ชายคนนี้มีความอดทนเสียจริงความโมโหในแววตาของเขาอาจจะสามารถหลอกไอลี่ที่โง่เขลาคนนี้ได้แต่กลับหลอกตัวเธอไม่ได้หรอก เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเขาไม่ได้โมโหแต่กลับทำตัวเป็โมโห นี่มันช่างดูน่าสนใจเสียจริง
เมื่อเห็นว่าไอลี่ดูไม่เข้าใจกับการที่เธอให้หลี่อันผิงไปส่งจดหมายให้เธอก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไป “เกรงว่าเธอจะต้องทำตัวดีๆกับเขาสักหน่อยนะ”
“หืม?”ไอลี่รู้สึกมึนงงขึ้นมา
“ฉันบอกว่าเธอต้องทำตัวดีกับหลี่อันผิงสักหน่อย การไปแม่น้ำต้งถิงในครั้งนี้จะต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่ใช่สั้นๆหากว่าพวกเธอทั้งสองคนเป็แบบนี้ทั้งวัน ก็อย่าได้คิดจะทำอะไรเลย”
อะไรนะ?!
หลี่อันผิงก็จะไปแม่น้ำต้งถิงเหรอ?ไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม!
ไอลี่ไม่อยากจะเชื่อเลยเธออยากจะแสดงความไม่พอใจ และความไม่เห็นด้วยออกมาแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของซินหยวนผิงแล้ว คำพูดเ่าั้ก็ถูกเก็บกลืนกลับลงไป
ท่านผู้าุโซินไม่ใช่ลูกลูกน้องในฝูหม่านโหลวเดิมทีเธอก็ไม่จำเป็จะต้องฟังคำพูดของไอลี่อยู่แล้ว...เมื่อนึกไปถึงเื่นี้สีหน้าของไอลี่ก็ยิ่งดูย่ำแย่ขึ้นไปอีก
