เมื่ออันเจิงกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็เป็่บ่ายแล้วร่างของจิงสานลิ้งถูกฝังเอาไว้บนเทือกเขาที่ปลอดโปร่ง เดิมทีเขาเป็คนแถบชายแดนแต่กลับถูกฝังในย่านเมืองหลวง ทำให้ผู้คนต่างโศกเศร้ากันมากขณะกลับมาทุกคนต่างดูหมดอาลัยตายอยาก ทุกก้าวย่างก็ราวกับมีแต่ความปวดร้าว
ตอนนี้สำนักวรยุทธ์เบิก์ไม่ได้ให้ที่หลบซ่อนแค่มารดาและภรรยาของห่าวผิงอันเท่านั้นแต่ยังมีลีเหยียนเนียนที่เป็อดีตผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการด้วยตอนนี้ลีเหยียนเนียนอาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ไกลจากสำนักวรยุทธ์เบิก์เท่าไหร่นักเขาปลูกผักทำสวน หลบอยู่แต่ในบ้านไม่ต่างไปจากการจำศีล ฉะนั้นสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็ได้เข้าร่วมการแย่งชิงในราชสำนักไปโดยปริยาย
หลังจากอันเจิงกลับมาเขาก็รีบไปหาฮูหยินทั้งสองก่อนพูดคุยปลอบประโลมอยู่พักใหญ่ก่อนจะกลับห้องตัวเองเมื่อเดินผ่านห้องของกู่เชียนเยว่ เขาก็เห็นชวีหลิวซีกอดผ้าห่มยืนอยู่ในห้องอย่างทำตัวไม่ถูก
“เสี่ยวเยว่ เ้านอนแบบนี้จริง ๆ น่ะหรือ?” ชวีหลิวซีมองดูเตียงนอนที่ยับเยิน
กู่เชียนเยว่รู้สึกเขินอายจึงใช้มือเขี่ยของบนเตียงไปกองรวมกัน“ไม่เป็ไร ๆ ก่อนเข้านอนข้าจะขุดหลุมให้เ้ามุดเข้าไปเหมือนกัน”
ชวีหลิวซีเอาผ้าห่มในมือยัดใส่กู่เชียนเยว่“ถือไว้”
กู่เชียนเยว่รับผ้าห่มมา นางยังไม่ค่อยเข้าใจว่าชวีหลิวซีกำลังจะทำอะไรชวีหลิวซีใช้เวลาเพียงห้านาทีในการคัดแยกกองสิ่งของบนเตียงจากนั้นก็พับผ้าห่มไว้อย่างเป็ระเบียบ เก็บเสื้อผ้าบนเตียงใส่ในตะกร้าไม้แล้วเดินถือตะกร้าออกไปด้านนอก“ข้าจะช่วยเ้าซักเสื้อผ้า แต่เ้าต้องตอบแทนข้า”
กู่เชียนเยว่หัวเราะแล้วถาม “จะตอบแทนอย่างไรดีเล่าแต่งงานกับเ้าหรือ?”
“อีกหน่อยก็ต้องนอนเตียงเดียวกันในเมื่อเ้าก็เป็คนของข้าแล้ว งั้นก็ให้ข้ากอดหน้าอกเ้านอนแล้วกัน”
ชวีหลิวซีพูดพลางเดินออกไปด้านนอก พลันเห็นอันเจิงที่ยืนหัวเราะแห้งๆ อยู่หน้าประตู
“เอ่อ...” ชวีหลิวซีหันหลังวิ่งกลับไปในห้องแล้วปิดประตูแน่นทันที
กู่เชียนเยว่มีความสุขมาก “ฮ่า ๆ ๆ หลิวซี...ทีนี้ข้าจะรอดูว่าเ้าจะอธิบายอย่างไรกับอันเจิงหลิวซีที่อ่อนโยนของสำนักเรา ที่แท้ก็เป็คนลามกแบบนี้นี่เอง”
ชวีหลิวซีหน้าแดงขึ้นทันที“เขาอาจไม่ได้ยินก็ได้”
อันเจิงขานรับก่อนจะพูดขึ้น“ข้าไม่ได้ยินที่พวกเ้าคุยกันสักนิด”
หน้าชวีหลิวซีแดงมากขึ้นกว่าเก่า“เ้ารีบไปไกล ๆ เลยนะ ผู้หญิงเค้าจะคุยกัน เ้ามาแอบฟังอะไรเล่า!”
“ข้าไม่ได้แอบฟังนะ...” อันเจิงรีบแก้ตัว
กู่เชียนเยว่เปิดหน้าต่างออก จากนั้นก็ปีนขึ้นไปนั่งบนหน้าต่างพลางหัวเราะ“บอกให้ไปก็ไปเถอะ จากวันนี้เป็ต้นไปหลิวซีเป็คนของข้า หากเ้าไม่พอใจก็มาแย่งคืนเอาเองแล้วกันแต่บอกไว้ก่อนว่าเ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ข้ากับนางอยู่ด้วยกันตลอดเวลา นอนกอดกันทุกคืนสนิทอย่างกับอะไรดี”
อันเจิงเบ้ปาก “หากจะนับคนที่นอนด้วยกันข้ามีมากกว่าเ้าหลายเท่า”
กู่เชียนเยว่เบิกตาโต “หา...นี่เ้ากำลังจะบอกข้าว่าเ้าไม่ได้ชอบผู้หญิงอย่างนั้นหรือ? ชายในสำนักวรยุทธ์เบิก์เ้าก็เคยร่วมหลับนอนมาหมดแล้วสินะ”
อันเจิงชักสีหน้า “เ้าแน่มากนะ”
กู่เชียนเยว่ยิ้มยียวน “นับจากวันนี้เ้าเปลี่ยนชื่อเถอะชื่อชายร้อยผัวเป็อย่างไร”
อันเจิงเมินหน้าหนี “เ้านี่มันไม่เหมือนผู้หญิงจริงๆ”
กู่เชียนเยว่ใช้มือเท้าคาง“ข้าเป็ชายอกสามศอกมากกว่าพวกเ้าอีก?”
อันเจิงส่ายหน้า“ไม่มีเวลามาเถียงกับเ้าแล้ว ข้าไปฝึกพลังวัตรดีกว่า”
กู่เชียนเยว่ะโไล่หลัง“อย่าใช้คำว่าฝึกพลังวัตรเป็ข้ออ้างหนีไปนอนกับชายเล่า...ช่างเถอะ นอนก็นอนจากนี้ไปผู้ชายทั้งหมดเป็ของเ้า ส่วนสาว ๆ ทั้งหมดเป็ของข้า เราทั้งสองจับมือยุติากัน!”
อันเจิงก้มหน้าแล้วก้าวจากไปแกล้งทำเหมือนไม่รู้จักกู่เชียนเยว่
เมื่อเดินไปถึงสนามซ้อม อันเจิงก็เห็นตู้โซ่วโซ่วกำลังดื่มเหล้ากับเหล่าชายร่างกำยำถึงแม้เมื่อครู่อันเจิงจะต่อล้อต่อเถียงกับกู่เชียนเยว่ แต่นั่นก็เป็เพียงความตั้งใจของนางเท่านั้นกู่เชียนเยว่รู้ดีว่าการตายของจิงสานลิ้งมีผลต่อจิตใจอันเจิงมากฉะนั้นจึงได้แกล้งหยอกเขาเล่น ส่วนเขาก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มนั่นก็เพราะไม่อยากให้กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีห่วงตนมากเกินไป
ทันทีที่เขานั่งลงบนพื้นสนาม ตู้โซ่วโซ่วก็ยื่นเหล้ามาให้“ตอนพี่จิงอยู่แถบชายแดน เขาก็เป็ชายชาตรีที่อยู่ตัวคนเดียวฉะนั้นเมื่อเขาจากไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ก็คงไม่รู้สึกกลัวหรอกเนอะ?”
อันเจิงพยักหน้า “ด้วยนิสัยของเขา การฆ่าคนก็ไม่ใช่เื่ยาก”
ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างเศร้าสร้อย“หวังแค่เมื่อเราไปถึงโลกนั้น ขอให้เขายังจำเราได้”
อันเจิงถามขึ้น “เ้าจะลืมเขาหรือไม่?”
“ต้องไม่อยู่แล้ว” ตู้โซ่วโซ่วตอบอย่างมั่นคง
อันเจิงดื่มเหล้าในมือ“ฉะนั้นเขาก็จะไม่มีวันลืมเราเหมือนกัน”
ผ่านไปไม่นานนัก เด็กรับใช้ในโรงจวี้ฉ่างก็ส่งบัตรเชิญมาบอกว่าโรงจวี้ฉ่างได้รับของวิเศษมาจำนวนไม่น้อย จึงขอเชิญให้อันเจิงไปช่วยตรวจสอบอันเจิงรู้ว่าต้องเป็เื่ของหน่วยทหารแน่ เขาจึงรีบเปลี่ยนชุดแล้วพาตู้โซ่วโซ่วกับเสี่ยวชีเต้าไปยังโรงจวี้ฉ่างถึงเวลาที่เสี่ยวชีเต้าต้องออกไปเผชิญโลก เปิดหาประสบการณ์แล้ว
เพิ่งเดินออกนอกประตู ก็ได้ยินผู้เฒ่าฮั่วะโขึ้น“อันเจิง เสี่ยวช่านตื่นแล้ว”
อันเจิงอดใจไม่ไหวจึงหัวเราะขึ้น “เ้าแมวน้อยนี่หลับไปตั้งสี่ปี ในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาสักที”
ตู้โซ่วโซ่ววิ่งกลับเข้าไป จากนั้นก็อุ้มเสี่ยวช่านมาจากอ้อมแขนผู้เฒ่าฮั่ว“เสี่ยวช่าน เ้ายังจำข้าได้หรือไม่?”
เ้าเหมียวส่งเสียงร้องความหมายก็คือปัญญาอ่อนสิ้นดี ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะแล้วอุ้มเสี่ยวช่านวิ่งไปมา ทันใดนั้นผ้าฟู่หมัวก็ลอยออกมาจากห้องเอง มันพับอย่างเป็ระเบียบกลางอากาศแล้วหล่นลงข้างตัวเสี่ยวช่าน
เสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกตู้โซ่วโซ่วมองอันเจิงพลางส่งเสียงร้องราวกับถามว่าระหว่างที่มันหลับไปเกิดเื่อะไรขึ้นบ้าง เสียดายที่อันเจิงฟังไม่รู้เื่จึงได้เพียงลูบหัวเ้าแมวอย่างอ่อนโยนผ่านไปสี่ปี เสี่ยวช่านไม่ได้โตขึ้นกว่าเดิมมากนัก แต่ขนสีขาวบนตัวแลดูเปล่งประกายกว่าเดิมเมื่ออันเจิงััตัวเสี่ยวช่าน แววตาเขาก็เปล่งประกายทันที“เลื่อนระดับพลังแล้ว”
ตู้โซ่วโซ่วรีบถาม “อยู่ขั้นไหนแล้ว?”
“รู้สึกได้ว่าพลังลมปราณในร่างเสี่ยวช่านพลุ่งพล่านมากด้วยความรู้ที่ข้ามีต่อเยาโซ่ว อย่างน้อยเสี่ยวช่านก็เป็เยาโซ่วระดับล่างหรือกลางหากแบ่งแยกตามระดับสีแล้วละก็ ตอนนี้เสี่ยวช่านน่าจะอยู่ระดับสีขาวแล้ว”
ตู้โซ่วโซ่วลูบหัวเสี่ยวช่านเบา ๆ“เ้าโง่ หลับไปตั้งสี่ปีทำไมยังอยู่แค่ระดับสีขาวเล่า”
เหมียว...ความหมายของเสี่ยวช่านก็คือ ระดับพลังข้าเลื่อนได้เร็วกว่าเ้าอีกเ้าแมวมีท่าทีหยิ่งผยองมาก โดยเฉพาะกับตู้โซ่วโซ่ว ราวกับมันดูถูกเขาไปเสียทุกอย่าง
ตู้โซ่วโซ่วพูดอย่างตื่นเต้น “ตื่นมาพอดีไปกัน จะพาเ้าไปดูของดี ดูซิว่าดวงตาเ้าเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่”
เสี่ยวชีเต้ายื่นมือออกไปเพื่อจะจับมืออันเจิง ทว่าอันเจิงกลับส่ายหน้า“เ้าโตแล้ว อีกหน่อยเวลาไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องมาจับมือข้า ตอนนี้เ้าเป็ลูกผู้ชายอกสามศอกต้องดูเด็ดเดี่ยวและมีบารมี”
เสี่ยวชีเต้าทำปากจู๋ “แต่ข้าอยากจับจะทำอย่างไรดี?”
อันเจิงพูดอย่างเบื่อหน่าย “อยู่นอกสำนักห้ามจับอยู่ในสำนักจับได้”
เสี่ยวชีเต้าเอ่ยค้าน “อ้อ...แต่อยู่ในสำนักจะจับทำไมเล่า?”
อันเจิง “...”
อันเจิงเดินไปด้านหน้าตู้โซ่วโซ่วและเสี่ยวชีเต้าเดินตามด้านหลังหลังจากอันเจิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาพูด “ที่ว่าไม่จับมือเ้าทำได้แล้วแต่เ้าอย่าลากเสื้อข้าได้หรือไม่?”
เสี่ยวชีเต้าส่ายหน้า
“เมื่อครู่ข้าก็บอกไปแล้วอย่างไรเล่า?เ้าโตแล้ว ต่อไปเวลาเดินจะจับมือผู้ใหญ่ไม่ได้แล้วเ้าต้องเดินเอง”
เสี่ยวชีเต้าชี้ไปด้านข้าง ห่างออกไปไม่ไกลนักมีบิดากำลังจูงมือบุตรตัวเองเดินไป“เขาโตกว่าข้าอีก”
“ชีเต้า เ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองมีพลังในขอบเขตใด?”
เสี่ยวชีเต้าพยักหน้า “รู้อยู่แล้ว”
“อย่างนั้นเ้าเคยเห็นผู้มีพลังในขอบเขตสุมารุลากแขนคนอื่นเดินรึ?”
“ถึงแม้จะมีพลังในขอบเขตสุมารุแต่ข้าเพิ่งจะอายุแปดขวบเองนะ”
“ต่อให้จะแปดขวบก็คือขอบเขตสุมารุอยู่ดี”
“อายุแปดขวบแล้วมีพลังในขอบเขตสุมารุบอกได้ว่าข้าเก่งกาจ แต่บอกไม่ได้ว่าข้าโตแล้วใช่หรือไม่เล่า?”
อันเจิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายจากนั้นก็ยื่นมือออกไป “ไปเถอะ”
เสี่ยวชีเต้ายิ้มหวานทันทีจากนั้นก็จับมืออันเจิงเดินไปด้านหน้า ทั้งยังพูดจ้อไปตลอดทาง“เหมือนถนนเส้นนี้จะมีร้านข้าวหมูบดนะ”
อันเจิงพยักหน้า “ซื้อ!”
“ถนนตรงทางโค้งด้านหน้ามีร้านหนึ่งมาจากจักรวรรดิต้าซีเป็ต้นตำรับของขนมปิ้ง เค้กขาวและเค้กสับปะรด ของอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย”
“ซื้อ!”
อันเจิงถามด้วยความสงสัย“แต่เ้าไม่ค่อยออกจากสำนักนี่ แล้วรู้ละเอียดขนาดนี้ได้อย่างไร”
“ใครบอกว่าข้าไม่ค่อยออกจากสำนักเล่า ่ดึกๆ พี่กู่เชียนเยว่และพี่ชวีหลิวซีมักจะพาข้าออกมาหาอะไรอร่อย ๆ กินประจำ”
อันเจิงถอนหายใจ “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเวลากินข้าวพวกนางต้องพูดว่าตัวเองลดน้ำหนักอยู่ด้วย”
เสี่ยวชีเต้าตอบอย่างจริงจัง “ก็กับข้าวที่พ่อครัวในสำนักทำไม่อร่อยนี่”
ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะเสียงดัง เขาขำจนน้ำมูกน้ำลายจะไหลออกมาอยู่แล้ว“นี่ข้าหลงเชื่อคำพูดของชวีหลิวซีกับกู่เชียนเยว่ได้อย่างไรนะ พวกนางบอกว่าเป็หญิงต้องแน่วแน่ทุกวันต้องกินข้าวน้อยกว่าแมว ทีแรกก็ไม่เข้าใจว่าจะแน่วแน่อะไรนักหนาที่แท้แล้วก็เหมือนแมวนี่เอง ขโมยกินทุกวัน...”
เสี่ยวช่านยกเท้าหน้าขึ้นกรงเล็บในมือเปล่งประกาย ตู้โซ่วโซ่วเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยแก้ “เ้าไม่เหมือนพวกนางเ้าไม่ได้กินมาสี่ปีแล้ว”
พวกเขาเดินไปพลางซื้อของกินไปเรื่อย ๆเมื่อเดินมาถึงโรงจวี้ฉ่าง เสี่ยวชีเต้าก็อุ้มของกินเต็มอกแล้วแต่ทว่ามืออีกข้างกลับจับมืออันเจิงแน่น
อันเจิงถอนหายใจพลางพูด“เ้าอุ้มของเยอะแยะขนาดนี้ด้วยมือข้างเดียว เหนื่อยมากหรือไม่?”
เสี่ยวชีเต้าปล่อยมืออันเจิงออกจากนั้นก็มองของกินในมือแล้วตัดใจเลือกออกมาหนึ่งชิ้น “ข้าให้!”
จากนั้นก็รีบจับมืออันเจิงอีกครั้ง
อันเจิงชะงักไป “ข้าไม่อยากกิน”
“ไหน ๆ ก็แบ่งให้แล้ว...ไม่ต้องพูดมากอีกพี่เชียนเยว่ก็ชอบใช้ไม้นี้ นางมักจะบอกว่าพาข้ามากินของอร่อย ความจริงแล้วตัวเองกินไปมากกว่าครึ่ง”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“เื่นี้เป็เื่ที่ร้ายแรงมากใช่หรือไม่ หลอกใครก็หลอกไป แต่อย่าได้หลอกเด็กเชียว”
“ข้าไม่ใช่เด็ก พี่อันเจิงบอกว่าตอนนี้ข้าเป็ชายชาตรีแล้ว”
“หากเป็ชายชาตรี แน่จริงก็ปล่อยมือสิ”
“ชายชาตรีบอกว่าไม่!”
ตู้โซ่วโซ่วยอมแพ้ “เ้าแน่มาก...”
เมื่อพวกเขาเข้ามาในโรงจวี้ฉ่างจึงพบว่าคนนั่งเกือบเต็มแล้วเดิมทีอันเจิงคิดว่าโรงจวี้ฉ่างอ้างว่าให้มาตรวจสอบของวิเศษแต่ความจริงคือมีเื่อยากปรึกษานึกไม่ถึงว่าโรงจวี้ฉ่างจะมีการตรวจสอบของวิเศษจริง ๆก่อนหน้านี้ไม่กี่วันโรงจวี้ฉ่างก็เพิ่งเปิดประมูลไปคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ของวิเศษมารวดเร็วอย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นการคงอยู่ของโรงจวี้ฉ่างสำคัญมากกับหน่วยทหาร ค่าใช้จ่ายของทหารส่วนหนึ่งก็มาจากโรงจวี้ฉ่าง
นอกจากหน่วยทหารแล้ว กรมมหาดไทย กรมพิธีการกรมโยธาธิการ กรมเหล่านี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของไทเฮาทั้งนั้น โดยเฉพาะกรมมหาดไทยที่ดูแลเงินทั้งหมดของแคว้นเยี่ยนเงินส่วนใหญ่ในกรมก็มักจะถูกใช้ไปกับการต่อเติมตำหนักจิงเซี่ยวไม่ว่าหน่วยทหารจะของบประมาณกี่ครั้ง คำตอบเดียวที่ได้ก็คือ...ไม่มีงบ
อันเจิงเพิ่งเดินเข้าไปจางอี้ฟูที่ดูแลโรงจวี้ฉ่างก็ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ผู้าุโท่านนี้มีผมสีขาวแลดูเป็ผู้ที่มีจิตใจเมตตา เมื่อเห็นอันเจิง เขาก็เดินมาหาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้ม“ท่านอันมาพอดีเลย เราขึ้นไปชั้นสองกันเถอะ”
เขาเดินนำอันเจิงขึ้นไปชั้นสองด้วยตัวเองเหล่าชนชั้นสูงในห้องโถงต่างก็หันมามอง ในใจคิดว่าเด็กคนนี้ต้องมีที่มาไม่ธรรมดาแน่ๆ จางอี้ฟูที่ดูแลโรงจวี้ฉ่างถึงกับเดินนำเขาขึ้นไปเอง
ในห้องที่ชั้นสอง จวงเฟยเฟยนั่งรออยู่ด้านในแล้ว
เมื่อเสี่ยวชีเต้าเห็นจวงเฟยเฟยจึงเอ่ยเรียกเสียงหวานว่าพี่สาวจวงเฟยเฟยยิ้มกว้าง “หนุ่มน้อย ปากหวานจริง ๆ มานั่งข้างพี่สิ”
เสี่ยวชีเต้าเดินเข้าไปจากนั้นก็นั่งที่ตักของจวงเฟยเฟยอย่างไม่เกรงใจ
จวงเฟยเฟยชะงักไปตู้โซ่วโซ่วชกเสี่ยวชีเต้าทางแววตา เสี่ยวชีเต้าไม่เข้าใจอะไรพวกนี้เขายังนั่งบนตักนุ่มแล้วก้มหน้ากินขนมในมือ ตู้โซ่วโซ่วยื่นมือจะไปหยิบขนมบ้าง แต่เสี่ยวชีเต้าแสดงสีหน้าราวกับจะไม่ยอมแบ่งให้แม้แต่ชิ้นเดียว
อันเจิงนั่งตรงข้ามจวงเฟยเฟย “นี่อะไรกัน?ได้ของวิเศษอะไรมาอีกหรือ?”
จวงเฟยเฟยชี้ไปยังด้านนอก “ไม่ใช่ได้มาแต่มีคนส่งมาให้ถึงที่นี่ ที่มาแปลกประหลาดยังไม่พอ ตำหนักวิหาร์ยังส่งคนมาจับตาดูด้วย”
“นี่มันเื่อะไร?” อันเจิงถาม
จวงเฟยเฟยพูด “เป็คนมาจากแคว้นโยวอีกทั้งยังเป็คนของกลุ่มลัทธิเทพด้วย”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที “กลุ่มลัทธิเทพจากแคว้นโยว!”
ในสมองเขามีความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา ตอนนั้นตอนที่เ้าสำนักของหอสมุดมายา รองแม่ทัพอัศวินเพลิงเหล็กเชียวจ่างเฉินถูกสังหาร เขาเผชิญหน้ากับกลุ่มลัทธิเทพแห่งแคว้นโยวที่สวมชุดสีแดงยาว
