เมื่อฮูหยินคนนั้นถูกลู่ชิงปฏิเสธ และยังพูดจาดูถูกนางเอาไว้เดินออกไป ครอบครัวสวียังคงแจกจ่ายอาหารกันต่อ เพราะยังมีคนมาต่อแถวกันเรื่อย ๆ จนกระทั่งข้าวถุงสุดท้ายมีคนมารับไปแล้ว พวกเขาจึงช่วยกันเก็บโต๊ะรวมถึงข้าวของอย่างอื่น นำไปวางไว้บนเกวียนเสียก่อน จากนั้นจึงพากันเดินขึ้นบันได เพื่อนำอาหารเจไปถวายไต้ซือที่จำวัดอยู่้าเขา
ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงวัดต้าซื่อเมี่ยวเสียที ทุกคนพากันไปจุดธูปกราบไหว้ขอพร กับองค์พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่ด้านหน้า จากนั้นค่อยไปสอบถามพระลูกวัด เพื่อขออนุญาตนำอาหารเจที่ทำมา เข้าไปถวายกับไต้ซือเ้าอาวาส ขณะที่กำลังช่วยกันมองหาพระลูกวัดอยู่นั้น ก็มีเสียงเรียกดังมาจากอีกด้านหนึ่งพอดี
“พวกโยม้านำอาหารเจไปถวายไต้ซือฉีเวยใช่หรือไม่ ตอนนี้ไต้ซือกำลังเข้าฌาน ไม่อาจออกมารับอาหารจากพวกโยมได้”
“ใช่แล้วขอรับ พวกเราทำอาหารเจมาเยอะพอสมควร เพื่อถวายแก่ไต้ซือและพระลูกวัดท่านอื่นด้วยขอรับ ในเมื่อไต้ซือไม่สะดวกเช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนฝากไว้ที่ท่านแล้วขอรับ” ลู่เวินและทุกคนเมื่อรู้ว่าไต้ซือไม่สะดวกเพราะกำลังเข้าฌาน จึงได้ฝากอาหารเจนี้ไว้กับพระลูกวัดแทน ก่อนจะเดินไปอีกทางที่มีไว้ให้ชาวบ้านได้ชมวิวทิวทัศน์
“ขอบคุณพวกโยมมาก ไว้อาตมาจะเรียนไต้ซือฉีเวยได้ทราบ เกี่ยวกับเื่อาหารเจนี้อีกครั้งอาตมาขอตัวก่อน”
พระลูกวัดกล่าวขอบคุณครอบครัวสวี และขอตัวไปปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่นต่อ ครอบครัวสวีพร้อมทั้งเจียวมิ่งและสหาย ยกมือไหว้โค้งตัวให้กับพระลูกวัด ก่อนจะเดินออกมาบริเวณด้านนอก ลู่ชิงเอ่ยชวนทุกคนไปเดินเล่นดูภาพทิวทัศน์ จากบนวัดต้าซื่อเมี่ยวมองลงไปยังด้านล่าง ซึ่งทางวัดได้ทำเป็ทางเดินอ้อมไปยังด้านหลังูเา พอเดินไปถึงก็ต้องตะลึงกับความงดงามของธรรมชาติ และบ้านเรือนที่อยู่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ
ลู่ชิงที่กำลังชมทิวทัศน์อันงดงามกับครอบครัว ก็ต้องแปลกใจไม่รู้ว่ามันเป็ความบังเอิญจริง ๆ หรือไม่ ที่ทำให้นางต้องเจอกับเื่ใหญ่เป็ครั้งที่สอง เพราะลู่ชิงมองลงไปยังป่าด้านล่าง เห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวจึงได้เพ่งมองนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น จนมันเริ่มชัดเจนว่าสิ่งที่เห็นคือคนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง นางหันไปมองทางครอบครัวและหันไปทางเจียวมิ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ลู่ชิงตัดสินใจเรียกให้ทุกคนมาช่วยดูทันที
“ทุกคนเ้าคะ พวกท่านช่วยมาดูอะไรบางอย่างได้หรือไม่ เพราะข้าไม่แน่ใจว่าจะใช่อย่างที่คิดเอาไว้หรือไม่เ้าค่ะ” ลู่ชิงส่งเสียงเรียกทุกคนอย่างตื่นตระหนก
“ชิงเอ๋อร์มีอะไรให้พวกเราช่วยเ้าดูอย่างนั้นหรือ มันคือสิ่งใดลองชี้บอกตำแหน่งหน่อยสิลูก พวกเราจะได้ช่วยดูให้เ้า” ลู่เวินที่เดินเข้ามาถึงพร้อมกับเจียวมิ่งก่อนคนอื่น ก็เอ่ยถามบุตรสาวทันที
“ท่านพ่อพี่เจียวมิ่ง ข้าเห็นเหมือนมีคนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ด้านล่าง พวกท่านช่วยดูหน่อยสิว่าข้าตาฝาดไปหรือไม่เ้าคะ” ลู่ชิงบอกสิ่งที่นางเห็นกับบิดาและเจียวมิ่ง
ลู่เวินและเจียวมิ่งรีบมองตามนิ้วมือของลู่ชิง ที่ชี้ลงไปด้านล่างเพราะไม่ได้เป็ป่าทึบ ทั้งสองคนจึงมองเห็นได้ชัดว่าที่ลู่ชิงพูดมานั้น เป็ความจริงและนางไม่ได้ตาฝาดอีกด้วย เมื่อคนอื่นเดินมาสมทบกันครบแล้ว ก็เห็นลู่ชิงชี้มือไปด้านล่างก็อยากรู้ว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้น
“ท่านพี่ ชิงเอ๋อร์เรียกให้มาดูอันใดหรือเ้าคะ แล้วทำไมถึงได้ทำหน้าเหมือนใอะไรอยู่” ฟางซินเดินเข้ามาถึงก็เอ่ยถามสามี เมื่อเห็นว่าพวกเขาสามคนทำหน้าคล้ายคนใ
“ก้งคุน ก้งเจี้ย พวกเ้ารีบพาทุกคนลงจากวัดไปรอที่รถม้า เดี๋ยวข้าจะลงไปตรวจดูข้างล่างสักหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วจะรีบตามไป” เจียวมิ่งอาสาลงไปดูชายคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต
“พวกเ้าอย่าเพิ่งมีคำถาม ตอนนี้ทำตามที่เจียวมิ่งบอกก่อนเถิด เมื่อลงไปถึงข้างล่างแล้วค่อยถามก็ยังไม่สาย” ลู่เวินเห็นแววตาของภรรยาและบุตรชายมีคำถาม เขาจึงรีบพูดตัดบทไปก่อนค่อยอธิบายหลังจากนี้
“พวกเรารีบลงเขากันก่อนเถิดขอรับ ไม่นานเจียวมิ่งคงจะกลับมาบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ก้งคุนเอ่ยสำทับให้ครอบครัวสวีรีบลงเขาอีกครั้ง
เมื่อยังไม่สามารถพูดอะไรได้ในตอนนี้ พวกเขาจึงรีบเดินลงเขา หากวัดไม่ได้อยู่บนเขาสูงเช่นนี้ ทุกคนคงจะวิ่งแทนเดินแล้ว ด้านเจียวมิ่งที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงใช้วิชาตัวเบา ะโไปตามต้นไม้จนเข้าไปใกล้ชายวัยกลางคน ที่กำลังวิ่งหนีอยู่ จากลักษณะการแต่งกายคล้ายกับชาวบ้าน ที่ขึ้นเขาไปหาของป่าหรือล่าสัตว์มากกว่าจะเป็ทหาร เจียวมิ่งไม่รอช้ารีบเข้าไปขวางทางด้านหน้าทันที
“พี่ชายหยุดก่อนเถิด ไม่ทราบว่าท่านวิ่งหนีสิ่งใดมาหรือ เหตุใดถึงมีสีหน้าหวาดกลัวเช่นนี้ด้วยขอรับ”
“ว๊ากกก!! จะ จะ เ้าเป็ใคร คิดจะฆ่าปิดปากข้างั้นหรือ”
“ข้าจะฆ่าปิดปากท่านทำไมกันพี่ชาย ข้ามาทำบุญที่วัดบนเขาแห่งนี้ แต่บังเอิญเห็นท่านกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง จึงลงมาสอบถามเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างเท่านั้น” เจียวมิ่งยิ่งคิดยิ่งสงสัยทำไมชายคนนี้ ถึงคิดว่าเขาจะมาฆ่าคนปิดปาก
“ขะ ขะ ข้าวิ่งหนีพวกทหารของแคว้นตงหนาน วันนี้ข้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ในป่าลึกกว่าทุกวัน และบังเอิญเห็นกลุ่มคนนับสิบนั่งจับกลุ่มคุยกัน พวกเขาพูดว่าตอนนี้แคว้นตงหนาน ได้จัดกองทัพเอาไว้จำนวนสี่แสนนาย จะแบ่งทหารออกจากทัพใหญ่ห้าหมื่นนายเพื่อข้ามูเาของตำบลหย่งฝูเข้ายึดที่นี่ก่อน จากนั้นค่อยยกกำลังทหารเข้าไปยึดเมืองหย่งจินอีกทอด ส่วนทหารสามแสนห้าหมื่นนาย จะยกไปประจันหน้ากับทหารแคว้นฉู่ที่ชายแดน พวกมันจะเริ่มส่งกองกำลังมาในอีกหนึ่งเดือน
เพราะตอนนี้ต้องรวบรวมเสบียงอาหารให้พร้อมเสียก่อน ข้าแอบอยู่ในโพรงต้นไม้ที่ทำเอาไว้เวลามาล่าสัตว์ รอจนพวกมันเดินออกไปไกล จึงรีบวิ่งหนีเพื่อจะพาครอบครัวอพยพไปอยู่ที่อื่น เ้าเชื่อเถิดว่าที่ข้าพูดมาล้วนเป็ความจริง” ตอนที่เขาวิ่งหนีมายังกลัวว่า พวกทหารของแคว้นตงหนานจะตามมาหรือไม่
“ข้าเชื่อว่าที่ท่านพูดมาเป็ความจริง เช่นนั้นข้าจะพาท่านกลับขึ้นไป้า จะได้ไม่เสียเวลากลับไปพาครอบครัวอพยพ อีกอย่างรบกวนท่านบอกกับคนในหมู่บ้านด้วยก็แล้วกัน หากใครไม่เชื่อก็ปล่อยให้รอฟังคำสั่งจากนายอำเภอก็พอ” เจียวมิ่งพูดจบก็จับตัวชายคนนั้น พาเขาขึ้นมา้าด้วยวิชาตัวเบาเช่นเดิม
“ขอบคุณน้องชายที่ช่วยพาขึ้นมา ข้าจะรีบไปบอกกับทุกคนตอนนี้เลย” ชายคนนั้นก้มหัวขอบคุณเจียวมิ่ง แล้วก็รีบวิ่งกลับหมู่บ้านของตนทันที
เจียวมิ่งที่เห็นว่าชายคนนั้นวิ่งกลับหมู่บ้าน จึงลงเขาด้วยวิชาตัวเบาอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งจิบชาก็มายืนอยู่ข้างรถม้าครอบครัวสวีแล้ว
“เจียวมิ่งเ้ากลับมาแล้ว เป็อย่างไรตรวจเจอเื่อะไรรีบพูดมาเร็วเข้า” ก้งคุนเห็นเจียวมิ่งมายืนอยู่ข้างรถม้าก็รีบถามขึ้นมาทันใด
“เกิดเื่ใหญ่เกินกว่าพวกเราจะรับมือไหวเสียแล้ว” เจียวมิ่งตอบก้งคุนด้วยท่าทางหนักใจไม่ใช่น้อย
“เกิดเื่ใหญ่อะไรหรือเจียวมิ่ง พอจะบอกพวกเราได้หรือไม่” ลู่เวินที่ได้ยินก้งคุนกับเจียวมิ่งพูดคุยกัน ด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วไม่สู้ดีนัก
“นายท่านสวี พวกเรารีบกลับกันก่อนเถิดขอรับ เมื่อถึงที่ร้านแล้วข้าจะเล่าให้พวกท่านฟังทันทีขอรับ”
“ได้ เช่นนั้นพวกเรารีบเดินทางกลับร้านกันเถิด” ลู่เวินที่เห็นสายตาของเจียวมิ่งแล้ว ก็คิดว่าคงจะไม่พ้นเื่าเป็แน่แท้
จากนั้นต่างคนต่างบังคับรถม้าและเกวียนวัว กลับไปตำบลหย่งฝูทันที ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ลู่ชิงเองก็กังวลใจไม่น้อย ทำไมต้องเป็ตนเองที่บังเอิญเจอเื่เช่นนี้ หรือว่าท่านเทพจะแอบเพิ่มภารกิจให้นางโดยไม่รู้ตัวกระนั้นหรือ เหตุใดไม่บอกนางล่วงหน้าว่าจะต้องพบเจอเื่สำคัญระดับแคว้นเล่า
ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงร้านอาหารแล้ว เกวียนและรถม้าถูกนำไปเก็บด้านหลังร้าน ตอนนี้ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้ากัน เจียวมิ่งจึงเล่าเื่ที่ลงไปตรวจสอบด้านหลังูเา ของวัดต้าซื่อเมี่ยวให้ทุกคนได้ฟัง
“สิ่งที่คุณหนูลู่ชิงเห็นในป่านั่นเป็คนจริง ๆ ขอรับ ชายผู้นั้นเป็ชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากวัดสักเท่าใดนัก วันนี้ชายผู้นั้นขึ้นเขาไปล่าสัตว์ในป่าลึก บังเอิญเห็นทหารของแคว้นตงหนานคุยกันเื่า โดยทัพใหญ่มีทหารสามแสนห้าหมื่นนาย จะเดินทางไปยังชายแดนระหว่างสองแคว้น และยังวางแผนส่งทหารอีกห้าหมื่นนาย ข้ามูเาฝั่งตำบลหย่งฝูเพื่อทำการยึดที่นี่เสียก่อน จากนั้นจึงเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยึดเมืองหย่งจินอีกทอด พวกตงหนานจะเริ่มแผนการ
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าขอรับ” เจียวมิ่งเล่าจบทุกคนพากันเงียบไปหมด
“แม้ว่าเราจะอพยพไปที่เมืองหย่งจิน ก็อาจจะไม่รอดใช่หรือไม่เจียวมิ่ง” ลู่เวินที่ได้สติก่อนใครเอ่ยถามกับเจียวมิ่งถึงเื่อพยพ
“ข้าไม่อาจให้คำตอบกับนายท่านในเื่นี้ได้ แต่ว่าพวกเราจำเป็ต้องอพยพไปที่เมืองหย่งจินก่อน เพราะที่นั่นมีกำแพงเมืองที่สูงใหญ่พอจะต้านข้าศึกได้ ประเดี๋ยวข้าจะรีบไปส่งจดหมายถึงคุณชาย เพื่อขอคำแนะนำว่าควรทำอย่างไรต่อหลังจากนี้
ก้งคุนเ้าใช้ป้ายหยกไปแจ้งนายอำเภอ เร่งออกประกาศเตือนเื่นี้เป็การเร่งด่วน ส่วนก้งเจี้ยเ้ารีบขี่ม้าเร็วไปแจ้งเื่นี้กับเ้าเมืองหย่งจิน จะได้เตรียมพื้นที่ในเมืองเพื่อรองรับชาวบ้าน และป้องกันความวุ่นวายที่อาจตามมาหลังจากนี้” เื่นี้ต้องขอคำแนะนำจากซื่อจื่อเท่านั้น
“เช่นนั้นข้าจะไปบอกเื่นี้ ที่หมู่บ้านอันผิงเองที่นั่นมีไม่กี่ครอบครัว คงจะเตรียมตัวอพยพได้เร็วกว่าหมู่บ้านอื่น” ลู่เวินอาสาไปบอกเื่นี้กับหัวหน้าหมู่บ้านหลิ่ว ทุกคนจะได้เตรียมตัวอพยพได้ทันการณ์
“ท่านพ่อ ข้ากับอาเสียนจะไปกับท่านด้วย พวกเราจะไปบอกสหายและครอบครัว ทุกคนจะต้องเชื่อแน่นอนขอรับ” ลู่จื้อกับลู่เสียนอยากไปบอกเื่นี้กับสหายด้วยตนเอง พวกเขาย่อมเชื่อที่ตนพูดแม้จะมีคนไม่เชื่อ และกล่าวหาว่าตนพูดโกหกก็ตาม
“ท่านพี่ ท่านพาอาจื้อกับอาเสียนไปด้วย ยิ่งทำให้คำพูดของท่านมีน้ำหนักนะเ้าคะ ส่วนข้ากับชิงเอ๋อร์จะช่วยกันเก็บของที่จำเป็เตรียมไว้เ้าค่ะ และท่านพี่อย่าลืมแวะเข้าไปที่บ้านของเรา บอกนายช่างหานกับคนงานด้วยเล่า” ฟางซินให้สามีพาบุตรชายไปช่วยพูดเื่นี้ด้วย ย่อมดีกว่าให้สามีไปเพียงคนเดียวลำพัง ส่วนบ้านของครอบครัวคงต้องหยุดสร้างเอาไว้ก่อน
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปจัดการเถิด หากชักช้าจะไม่ทันการณ์เอาได้” ลู่เวินจึงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปจัดการตามที่ได้พูดคุยกัน
เจียวมิ่งแยกกลับไปที่บ้านเช่า รีบเขียนจดหมายผูกด้ายสีแดง ส่งให้เซียวหนิงหลงอย่างเร่งด่วน และเล่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ก้งเยว่ได้ฟัง ก่อนจะมีความคิดว่าเชลยสามคนนี้คงไม่ต้องเก็บไว้อีกแล้ว สมควรกำจัดพวกมันทิ้งจะได้ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อข้าวให้กินอีกต่อไป
ลู่เวินกับบุตรชายใช้รถม้าเดินทางเข้าหมู่บ้านด้วยความเร็ว เขาแวะไปที่บ้านของตนเพื่อบอกเื่นี้ กับนายช่างหานกับคนงาน จากนั้นก็บังคับรถม้ามาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านหลิ่ว ลู่จื้อกับลู่เสียนก็รีบะโลงจากรถม้า และวิ่งไปยังบ้านของสหายตนเองทันที
ส่วนลู่เวินเข้าไปบอกเล่าเกี่ยวกับา ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้หัวหน้าหมู่บ้านได้ฟัง และเรียกประชุมชาวบ้านเพื่อแจ้งกับทุกคน จะได้เก็บของเตรียมตัวอพยพเข้าเมืองหย่งจินโดยเร็ว พอชาวบ้านมากันครบแล้วหัวหน้าหมู่บ้านหลิ่ว จึงบอกเื่ากับทุกคน
“ทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าจะพูดให้ดี วันนี้ข้าได้รับข่าวมาจากลู่เวินว่าอีกไม่นานจะมีา ระหว่างแคว้นตงหนานและแคว้นฉู่ของเรา โดยเป้าหมายแรกที่ทหารตงหนาน จะเข้าทำการยึดครองคือตำบลหย่งฝู และทางผ่านแรกย่อมเป็หมู่บ้านอันผิงแห่งนี้ ข้าอยากให้พวกเ้าเก็บข้าวของที่จำเป็ เตรียมตัวอพยพไปในเมืองหย่งจินในวันพรุ่งนี้”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ที่ท่านพูดมาเป็เื่จริงหรือขอรับ”
“นั่นสิ ข้าไปที่เมืองหย่งจินก็ไม่มีใครพูดถึงเื่นี้เลยนะท่านหลิ่ว”
“ข้าว่านะ คนที่คาบข่าวมาบอกหัวหน้าหมู่บ้าน คงสร้างเื่ขึ้นมาเองมากกว่า ถ้าจะเกิดาจริง ๆ ทางการก็ต้องรีบประกาศออกมาแล้ว ไม่ต้องใช้เ้ามาบอกพวกเราเช่นนี้หรอก” นางหม่าที่ยังคงอิจฉาริษยาลู่เวินพูดแย้งขึ้น และมีคนคิดเหมือนกับนางหลายคนทีเดียว
“ถ้าหากพวกท่านไม่เชื่อว่าเื่ที่ข้านำบอกเป็ความจริง ก็แล้วแต่พวกท่านเถิด ข้าเพียงแค่หวังดีมาแจ้งข่าวนี้ล่วงหน้า เพื่อจะได้เป็กลุ่มแรกที่อพยพเข้าเมืองหย่งจินได้ หากมีคนไหนที่เชื่อก็รีบกลับบ้านไปบอกคนในครอบครัว และเก็บของเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ส่วนใครที่ไม่เชื่อก็อยู่ที่หมู่บ้านต่อไป รอทหารจากแคว้นตงหนานข้ามเขามาฆ่าพวกท่านทั้งครอบครัวก็แล้วกัน หรือใครที่มีบุตรหลานเป็สตรี ก็อาจจะกลายเป็ของเล่นให้กับทหารพวกนั้นอย่างแน่นอน ข้าหมดธุระแล้วขอตัวก่อน” ลู่เวินพูดจบก็รีบเดินออกมารอบุตรชายที่รถม้า
“ลู่เวิน ๆ ๆ ข้าขอฝากท่านแม่กับฮูหยิน นั่งรถม้าเข้าตำบลไปกับเ้าด้วยได้หรือไม่ ส่วนข้ากับบุตรชายจะเดินตามหลังไป” บิดาของเว่ยหลินรีบวิ่งมาหาลู่เวิน เพราะอยากฝากมารดาที่อายุมากแล้ว กับฮูหยินของเขาอาศัยรถม้าไปด้วย ส่วนตนเองกับบุตรชายจะแบกห่อสัมภาระเดินตามไปอีกที
“เอาเช่นนี้เป็อย่างไร รถม้าก็คันใหญ่พอสมควรสามารถนั่งได้หลายคน ท่านขึ้นรถม้ากับข้าเพื่อไปรับพวกเขาที่บ้านน่าจะดีกว่า ไม่ต้องพากันเดินออกมาให้เหนื่อย จะได้วนไปบ้านสหายคนอื่นของบุตรชายข้าด้วย พวกเรารีบไปเถิดอย่าได้ชักช้าเลย” ลู่เวินชวนบิดาของเว่ยหลินขึ้นรถม้าเพื่อไปรับสตรีกับเด็ก รวมถึงคนชราตามบ้านสหายของบุตรชาย
“ข้าได้พูดตามที่ลู่เวินรับรู้มาให้พวกเ้าฟังแล้ว พวกเ้าก็ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน” หัวหน้าหมู่บ้านหลิ่วพูดได้แค่นั้น ก็เดินเข้าไปในบ้านและบอกให้ฮูหยินกับครอบครัวของบุตรชาย เก็บของสำคัญให้เรียบร้อย เขาเชื่อว่าที่ลู่เวินพูดมานั้นเป็ความจริง าที่ไม่เกิดขึ้นมาหลายปี กำลังกลับมาทำลายทุกอย่างอีกครั้ง
ชาวบ้านหลายคนที่เชื่อคำพูดของลู่เวิน ก็รีบกลับบ้านของตนเอง ส่วนที่เชื่อตามคำพูดของนางหม่า พวกเขาก็ไม่ใส่ใจจะทำตามต่างแยกย้ายกลับบ้านของตน หรือกลับไปทำงานที่ค้างเอาไว้ต่อ
พวกเขาไม่เชื่อคำเตือนล่วงหน้า จึงต้องเสียใจภายหลังเพราะกลุ่มอพยพที่อยู่ท้าย ๆ จะได้ที่พักไม่ค่อยดี แต่จะโทษใครได้พวกเขาดันไปเชื่อคำพูดของคนอย่างนางหม่า ที่เอาแต่นินทาคนอื่นไปทั่วเช่นนั้นเอง
หลังจากเมื่อวานยามเว่ย นายอำเภอได้มีประกาศเื่า ระหว่างสองแคว้น ทุกคนล้วนไม่รอช้ารีบทำตามเก็บข้าวของมีค่าทันที เช้าวันถัดมาจึงได้รวมตัวกันเป็กลุ่มใหญ่ มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวเพื่ออพยพเข้าเมืองหย่งจิน แม้แต่คนที่เดินทางด้วยเท้าก็มีมากไม่ต่างกัน
