การที่หลิ่วอีอีไม่อวดอ้างความดีความชอบยิ่งสร้างความประทับใจให้กับเหล่าผู้มีอิทธิพลในวงการอสังหาริมทรัพย์ พวกเขาจึงมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม
ก่อนหน้านี้ พวกเขาให้ความร่วมมือกับหลิ่วอีอีเพียงเพราะมองว่าเธอมีหน้าตาสะสวย อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็ภรรยาของเฉินเฟิง
ด้วยเหตุที่เฉินเฟิงกำลังอยู่ในสภาพหลับลึกไม่ได้สติ พวกเขาจึงได้แต่สานสัมพันธ์ผ่านหลิ่วอีอีแทน
"พวกคุณสองสามีภรรยาไม่จำเป็ต้องถ่อมตัวกันหรอก เฉินเฟิงมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่เฉียบแหลม ส่วนความสามารถในการบริหารธุรกิจของหลิ่วอีอีก็โดดเด่นไม่แพ้กันเลย"
ผู้เฒ่าหวังกล่าวพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
หลังจากนั้น งานเลี้ยงฉลองครั้งนี้ก็จบลงด้วยดีท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น
เฉินเฟิงตระหนักดีว่าประเทศเหยียนหวงเพิ่งจะเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตได้ในเดือนสิงหาคมปีนี้เอง ซึ่งในขณะนี้เป็เดือนพฤศจิกายน
อินเทอร์เน็ตในเหยียนหวงกำลังเริ่มแตกแขนงออกอย่างช้าๆ ตลาดหลักทรัพย์ที่พัฒนามากว่าห้าปีก็ค่อยๆ เริ่มเป็รูปเป็ร่าง
เฉินเฟิงลองคำนวณ่เวลาดู ตอนนี้ แจ็คหม่าคงเริ่มสร้างเว็บไซต์เหยียนขึ้นมาแล้ว แต่ยังห่างไกลจากการก่อตั้งอาลีบาบาอีกถึงสี่ปีเต็ม
ด้วยเหตุนี้ เฉินเฟิงจึงตั้งใจจะไปจัดหาคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดจากเทคโนคอมพิวเตอร์เซียงเหลียนกรุ๊ป เพื่อเริ่มต้นเส้นทางการเทรดหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง
เฉินเฟิงไม่ใช่บุคคลที่ถนัดด้านการริเริ่มธุรกิจหรือก่อตั้งบริษัทนัก ในชาติก่อน สิ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดคือการเล่นหุ้นและการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่างหาก
หลังจากงานเลี้ยงฉลองสิ้นสุดลง เฉินเฟิงนำพากลุ่มของเขากลับไปยังบ้านของหลิ่วอีอี
แม้เขาจะทำเื่กู้เงินสำเร็จั้แ่เมื่อห้าเดือนก่อน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่ทันได้ซื้อบ้านในฝัน
เขาจึงต้องอาศัยอยู่ที่บ้านของหลิ่วอีอีไปก่อน
บ้านหลังใหญ่หลังเดิมของหลิ่วอีอีนั้น โดยปกติแล้วมีเพียงหลิ่วอีอีกับแม่ของเธอที่อาศัยอยู่ด้วยกันเท่านั้น
แต่มาถึงตอนนี้ ทั้งจ้าวฉินเสวีย หลินชิวหยุน และจางหลิงเจี๋ย ทั้งสามสาวต่างก็ย้ายมาอยู่ร่วมกันที่บ้านของหลิ่วอีอีแล้ว
หลังจากกลับถึงบ้าน คุณแม่หลิ่วก็เดินทางกลับจากที่ทำงานพอดี เฉินเฟิงจึงรีบเปิดประเด็นสนทนา
"แม่ยายครับ บริษัทคอมพิวเตอร์ของพ่อตาแอบดำเนินการวิจัยและพัฒนาคอมพิวเตอร์พกพาแบบโน้ตบุ๊กออกมาบ้างหรือยังครับ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น คุณแม่หลิ่วจึงตอบกลับด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"ได้ยินมาว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยพัฒนานะ แต่ยังค่อนข้างยากที่จะนำออกวางจำหน่ายได้ ลูกไปซื้อ ThinkPad 760cd ที่วางขายแล้วดีกว่านะ"
ในปี 1995 ThinkPad 760cd ได้เปิดตัวออกมาสู่ตลาด นับเป็คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องแรกของโลกที่รองรับฟังก์ชันมัลติมีเดียอย่างครบครัน ตัวเครื่องมาพร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูง SVGA ขนาด 12.1 นิ้ว การรองรับการประมวลผลมัลติมีเดียนี้เองที่ทำให้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเริ่มก้าวพ้นขอบเขตการใช้งานด้านธุรกิจเพียงอย่างเดียว แล้วมุ่งไปสู่ตลาดที่หลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น ในยุคนั้นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กก็เหมือนกับพีซีในปีก่อนหน้าที่เริ่มเข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น
เฉินเฟิงเองก็รู้จักโน้ตบุ๊กรุ่นนี้เช่นกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขากลับสนใจคอมพิวเตอร์ที่ผลิตจากเซียงเหลียนกรุ๊ปของหลิ่ว่จื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ของ IBM
น่าเสียดายที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ภายในประเทศ ณ ขณะนี้ยังไม่อาจเทียบชั้นกับพวกต่างชาติได้
ดังนั้น เฉินเฟิงจึงได้แต่พยักหน้ารับและเตรียมตัวไปซื้อโน้ตบุ๊กจากตลาดไฮเอนด์ในวันพรุ่งนี้ตามคำแนะนำ
เมื่อมีโน้ตบุ๊กที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว เฉินเฟิงก็จะสามารถซื้อขายหุ้นผ่านทางเน็ตได้
หรือถ้ายังไม่มีใครพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการซื้อขายหุ้น งั้นเขาก็พร้อมจะเป็ผู้บุกเบิกคนแรก
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เฟิงฮวาเจว๋ต้ายกรุ๊ปก็มีเงินทุนจำนวนมหาศาลที่สูงถึงห้าพันล้านหยวน ซึ่งเพียงพอสำหรับให้เฉินเฟิงผงาดบนตลาดหุ้นได้แล้ว
คืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนต่างคนต่างนอนหลับพักผ่อน มีเพียงเฉินเฟิงที่รู้สึกว่าตนเองนอนมานานเกินไป เขาจึงไม่ได้เข้านอน
แต่เขากลับใช้เวลายามค่ำคืนอันเงียบสงัดนี้ริเริ่มเขียนนิยายของตัวเองแทน
หากไม่นับรวมครั้งที่เขาได้เขียนนิยายระหว่างที่อยู่ในโลกคู่ขนาน นี่ถือเป็ครั้งแรกที่เฉินเฟิงเขียนนิยายด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เขาอยากลองเขียนอะไรที่แปลกใหม่ดูบ้าง
"ไม่นึกเลยว่าข้าผู้เป็เหล็กต้นกำเนิดเพียงชิ้นเดียวในทางช้างเผือก ต้องกลายเป็อาวุธวิเศษนับพัน กระจัดกระจายอยู่บนโลกนานับสี่พันห้าร้อยล้านปี จวบจนวันนี้ถึงได้กลายร่างเป็มนุษย์เก้าส่วนโดยสมบูรณ์แล้ว!"
"ปีที่ 17 แห่งสาธารณรัฐ กายเดิมของข้าในรูปแบบอาวุธ ปาจ่านเตา ได้ผ่านด่านกรรมสุดท้าย ณ ูเาหลงหู่ ไม่คิดเลยว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จะพบว่าตนเองมีร่างกายเป็มนุษย์เสียแล้ว"
"ข้าผงาดทั่ว์และนรกนานนับล้านล้านปี บัดนี้กลับมีกายเนื้อเฉกเช่นมนุษย์สามัญ ทว่าเป็ร่างของเด็กเรียนธรรมดาที่มีนามว่าเฉินเฟิง เขาเป็เพียงเด็กหนุ่มยากจน ทั้งยังเป็เด็กกำพร้าไร้พ่อแม่อีกด้วย!"
หนุ่มน้อยได้แต่นิ่งอึ้ง ครุ่นคิดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ หนุ่มมัธยมปลายปีสามวัยสิบเจ็ดสิบแปดคนนี้ แท้จริงแล้วได้ดำรงอยู่บนโลกมาแล้วถึงสี่พันห้าร้อยล้านปี
ยามเมื่อผานกู่ [1] เปิดฟ้าผ่าแผ่นดิน เขาคือขวานศักดิ์สิทธิ์ผู้เปิดโลกเมื่อครั้งนั้น ครั้นเมื่อเ้าแม่หนี่วาซ่อมแซมฟ้าและปั้นแต่งมนุษย์ เขาคือหินศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้อุดช่องโหว่บนฟากฟ้าก้อนนั้น
ยามเมื่อฝูซีสร้างแปดทิศ ผู้วิเศษทั้งแปดล้วนเป็ร่างแยกของเขา ครั้นเมื่อเซินหนงชิมหญ้าร้อยชนิดเพื่อเรียนรู้การต้มยา หม้อศักดิ์สิทธิ์ของเซินหนงก็คือร่างแยกของเขาอีกเช่นกัน
เหยียนตี้ส่องสว่างทั่วหล้า กระจกเพลิงเฮ่าเทียนก็เป็ร่างแยกของเขา หวงตี้มีชัยเหนือชือโหยว ดาบแห่งราชันซ่วนหยวนก็ยังคงเป็ร่างแยกของเขาอีกด้วย
แผนภาพไท่จี๋ในมือเต๋าเต๋อเทียนจุน รวมถึงดาบสังหารเซียนทั้งสี่เล่มในมือหลิงเป่าเทียนจุน ล้วนแล้วแต่เป็ร่างแยกของเขาทั้งสิ้น
วันคืนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน กาลเวลาผ่านพ้นไป ราวกับผู้เฝ้ามองประวัติศาสตร์ด้วยดวงตาของตนเอง ร่างแยกในรูปแบบอาวุธวิเศษต่างๆ ได้ข้ามผ่านกาลเวลาและมิติที่แตกต่างกัน
จนกระทั่งปีที่ 17 แห่งสาธารณรัฐนั้น เขารู้สึกว่าความฝันอันยาวนานที่รอคอยมาสี่พันห้าร้อยล้านปีในที่สุดก็ใกล้จะเป็จริง ขณะนี้เขาอยู่ในร่างของดาบปาจ่านเตา ซึ่งเป็อาวุธของปรมาจารย์หย่งชุน นามยิปมัน ตัวเขาได้ผ่านวิบากกรรมที่เขาเจี่ยวหลงซานแห่งเขาหลงหู ดูดซับพลังจากดวงตะวันจันทราและจักรวาล จนในที่สุดก็ได้กลายร่างเป็มนุษย์
ผงาดไร้ผู้ต้านทานบนโลกนานนับล้านๆ ปี กายกลายเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์นับหมื่น ดำรงอยู่เป็นิรันดร์
ผานกู่ หนี่วา เซินหนง เหยียนตี้ หวงตี้ ซุนหงอคง หยางเจี่ยน กานเจี้ยงโม่เหยีย(จากร้อยอาลัยโฉมงาม) โอวเหยียจื่อ(สุดยอดช่างตีเหล็ก) และเหล่าเทพเ้าและมนุษย์ที่ผู้คนคุ้นเคยอื่นๆ อีกมากมาย
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานสี่พันห้าร้อยล้านปีของโลกมนุษย์ เหล่าผู้ถือครองเขาแต่ละคนในอดีต สุดท้ายกลับกลายเป็เพียงฝุ่นผงแห่งกาลเวลา หากไม่สูญสลายไปก็บินออกนอกท้องฟ้าทางช้างเผือกเพื่อไปสร้างโลกใหม่
"ในชาตินี้ ข้าจะหล่อหลอมผลเต้าแห่งปฐมกาล จิติญญาหงเิเพื่อเป็เซียน ก้าวขึ้นเป็เทพ กลายเป็ผู้เหนือกว่าผู้สร้างโลกอย่างผานกู่ ข้าไม่ขอทิ้งความเสียดายใดๆ ไว้ในชีวิตนี้"
"กว่าสองพันปีก่อน ร่างแยกที่ข้าแบ่งออกไป ทำให้กระบี่ล้ำค่าอวี่ฉางที่โอวเหยียจื่อตีขึ้นถึงกับถูก..."
"ด้วยพลังอำนาจอาณาจักรผู้ชุบกายเทพาขั้นสอง จุดสูงสุดขั้นเริ่มต้น เส้นเหรินตูสองสายถูกขยายออก ปราณแท้สามารถหมุนเวียนตามจุดฝังเข็มขนาดเล็กได้อย่างอิสระ อีกทั้งิัและกล้ามเนื้อก็ถูกหล่อหลอมจนถึงขีดสุด"
……
เมื่อเฉินเฟิงเริ่มลงมือเขียนนิยายด้วยตัวเองอย่างจริงจัง เขาจึงตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วการเขียนนิยายไม่ใช่เื่ง่ายเลย
ทั้งๆ ที่ครุ่นคิดอย่างอึดอัดอยู่หลายชั่วโมง แต่กลับเขียนได้เพียงไม่กี่ตัวอักษรเท่านั้น
เส้นทางแต่ละอาชีพช่างเปรียบดั่งขั้นบันไดูเาที่ห่างไกลกันจริงๆ
แม้จะบอกว่าสามารถนำประสบการณ์จากการััชีวิตในโลกคู่ขนานตั้งหลายครั้งมาเขียนเป็นิยายได้ทั้งหมด
แต่เมื่อลงมือเขียนลงกระดาษจริงๆ เฉินเฟิงกลับพบว่าตัวเองยังจำเป็ต้องพัฒนาการหล่อหลอมทักษะในด้านวรรณกรรมให้มากกว่านี้
ไม่อย่างนั้น เขาก็ควรจะทำตัวเป็เพียงัหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการการเงินก็พอ เลิกเพ้อฝันถึงเื่วรรณกรรมทิ้งไปได้เลย
อย่างมากก็ได้แค่เปิดเว็บไซต์นิยายไว้เพื่อให้มีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมด้านนิยายบางส่วน
ถึงแม้ในชาติก่อนเฉินเฟิงจะไม่ค่อยได้อ่านนิยายสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ได้ลงทุนในบริษัทด้านวรรณกรรมหลายแห่ง เขาจึงรู้ดีว่าภายในวงการนั้นยังมีตลาดที่ใหญ่โตอยู่อีกมาก
ยามเช้าตรู่ หลิ่วอีอีและสาวๆ คนอื่นๆ ทยอยตื่นขึ้น พวกเธอต่างก็เห็นเฉินเฟิงนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
"ที่รัก เป็อะไรเหรอ?"
หลิ่วอีอีถามด้วยเสียงนุ่มนวล
"ผมคิดว่าจะลองเอาประสบการณ์ในความฝันที่ผ่านๆ มา มาลองเขียนเป็นิยายดู แต่กลับพบว่าวิชาภาษาจีนที่ผมเรียนมาก่อนหน้านี้มันไร้ประโยชน์ไปเลย
ถึงจะมีความทรงจำสดใหม่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอธิบายมันออกมายังไง
ผมเลยตั้งใจจะเขียนนิยายขึ้นมาใหม่ทั้งเื่ แต่เขียนโครงเื่ได้แค่ไม่กี่ร้อยตัวอักษรผมก็แทบอกแตกตายแล้ว"
เฉินเฟิงตอบกลับด้วยสีหน้าขมขื่นและหม่นหมองสุดขีด
เชิงอรรถ
[1] ผานกู่ เป็สิ่งมีชีวิตตนแรกสุด เป็ผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งตามความเชื่อการสร้างโลกของชาวจีน
