เมื่อ คังอิงกลับมาถึงบ้าน ก็รีบถอดเสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อออก แล้วล้างเนื้อล้างตัวง่ายๆ จากนั้นก็เริ่มทำอาหารเย็น เธอยังไม่ลืมราดน้ำใส่ด้ามจอบ เพื่อไม่ให้ด้ามจอบหลุดออกมาอีก
พี่รองจางบอกว่าไม่ต้องแช่จอบไว้ในน้ำก็ได้ แค่ราดน้ำใส่ลิ่มตรงด้ามจอบก็พอ
ถั่วแขกที่อาซ้อรองจางให้มานั้นสดมาก คังอิงเด็ดถั่วแขกแล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปผัดในกระทะ พอใกล้สุกก็ใส่น้ำมันพริกและกระเทียมสับลงไป จากนั้นค่อยตักขึ้นใส่จาน
จากนั้นเธอก็โยนบะหมี่ก้อนหนึ่งลงไปในหม้อต้มน้ำเดือด พอบะหมี่สุกแล้วก็ตักขึ้นใส่ชามใบใหญ่ เธอใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำมันหมูลงไปในชาม จากนั้นก็เทถั่วแขกผัดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
บะหมี่คลุกถั่วแขกผัดสดใหม่ก็เสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็วและง่ายดาย คังอิงหิวมาก เธอกินบะหมี่จนหมดชาม
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว คังอิงพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง เธอนั่งดูข่าวภาคค่ำในห้องนั่งเล่น พอถึงเวลาเธอจึงไปอาบน้ำ
เหตุผลที่เธอมาอาบน้ำเอาป่านนี้ก็เพราะว่า เธอกลัวว่าพออาบน้ำเสร็จแล้วไปทำอาหาร ร่างกายของเธอจะเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งคืน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เธอทำกับข้าวและกินอาหาร เธอก็เหงื่อออกมาก เพราะฉะนั้นการอาบน้ำตอนนี้จึงเป็เวลาที่เหมาะสมที่สุด
คังอิงเดินเข้าไปในห้องน้ำ เธอถอดเสื้อผ้าออกแล้วอาบน้ำอย่างสบายใจ
ในห้องน้ำมีกระจกบานหนึ่งติดอยู่ ขณะที่คังอิงกำลังอาบน้ำ จู่ๆ เธอก็เหลือบไปเห็นกระจก เธอก็พบว่าตรงรักแร้ซ้ายของเธอมีไฝเม็ดใหญ่เท่ากับนิ้วก้อย หากไม่ได้ยกแขนขึ้นล้าง เธอคงไม่มีทางสังเกตเห็นมันแน่
ไฝเม็ดนี้ค่อนข้างใหญ่ คังอิงยกมือซ้ายขึ้น เผยให้เห็นรักแร้ของเธอ แล้วส่องกระจกอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็พบว่ามันเป็ไฝจริงๆ
คังอิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจขึ้นมา โชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้ขึ้นบนใบหน้า หากไฝเม็ดใหญ่ขนาดนี้ขึ้นบนใบหน้า เธอคงเสียโฉมไปแล้ว
สระผมด้วยแชมพูยี่ห้อ บี แอนด์ ฟลาวเวอร์ แล้วรู้สึกสะอาดสบาย ส่วนสบู่ยี่ห้อลักส์ ถึงแม้กลิ่นจะฉุนไปหน่อย แต่ก็ช่วยขจัดกลิ่นเหงื่อบนร่างกายได้ดี หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว คังอิงก็เริ่ม่เวลาที่แสนสบายที่สุดของวัน นั่นก็คือการนั่งจิบชาใต้ต้นหอมหมื่นลี้
ชาเถี่ยกวนอินกลิ่นท้อน้ำผึ้งชั้นเลิศ ค่อยๆ ชง ค่อยๆ จิบ พร้อมกับฟังเสียงข่าวจากโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น คังอิงเคยลิ้มลองชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่ามาแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อมองดูปัจจุบัน เธอถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วไม่ว่าจะคนรวยหรือคนจน ล้วนแต่มีความสุขในแบบของตนเอง
‘ก๊อกๆ’ ขณะที่คังอิงกำลังดื่มด่ำกับความสุข จู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตูเหล็ก คังอิงนึกว่าที่มาเป็สือเจียงหย่วน เธอสะดุ้งใ คิดว่าหมอนี่จะกลับมาทำไมอีก หรือว่าเขาเมาอีกแล้ว?
คังอิงจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ใครคะ?”
“ผมเอง บุรุษไปรษณีย์ครับ ผมนำหนังสือพิมพ์มาส่ง” เสียงแปลกหูดังขึ้นจากด้านนอก
คังอิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดประตูเหล็ก พบว่าคนที่ยืนอยู่นอกประตูเป็ชายวัยกลางคนที่สวมเครื่องแบบแขนสั้นสีเขียวของบุรุษไปรษณีย์จริงๆ ข้างๆ เขามีจักรยานจอดอยู่ คันนี้เป็จักรยานที่หน่วยงานแจกให้ บนตัวรถมีสัญลักษณ์ไปรษณีย์สีเขียวติดอยู่
ตะแกรงหลังจักรยานถูกแบ่งออกเป็สองส่วน มีถุงไปรษณีย์สีเขียวสองใบใหญ่ๆ วางอยู่ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จดหมาย ฯลฯ ถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ
พอเห็นคังอิงเดินออกมา ชายวัยกลางคนก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาเอ่ยขึ้นว่า
“ผมนึกว่าเ้าของบ้านหลังนี้ย้ายออกไปแล้วคงไม่มีใครสั่งซื้อนิตยสารอีก เมื่อสองสามวันก่อน ตอนกลางวันผมมาที่นี่แล้วเคาะประตู แต่ไม่มีใครตอบกลับ ผมไม่รู้ว่ามีคนอยู่หรือเปล่า เลยไม่กล้าวางหนังสือพิมพ์ไว้ในลานบ้านแบบส่งๆ
อีกอย่าง ตอนนี้เป็่ฤดูร้อน มักจะเกิดฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้ง หากไม่มีคนเก็บหนังสือพิมพ์ แล้วผมวางมันทิ้งไว้ในลานบ้าน ถ้าฝนตกมันก็จะเปียกหมด
ผมคิดว่าแบบนี้ไม่ได้ ก็เลยลองมาดูตอนกลางคืน ที่แท้ก็ยังมีคนอยู่ที่นี่จริงๆ”
คังอิงพอได้ยินแบบนี้ก็เลยเข้าใจว่าทำไมหลายวันมานี้เธอถึงไม่ได้รับหนังสือพิมพ์ ที่แท้ก็เป็เพราะบุรุษไปรษณีย์คนนี้เป็คนมีความรับผิดชอบ จึงทำให้เธอไม่ได้รับหนังสือพิมพ์
คังอิงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนใจพลางกล่าวว่า “ขอโทษด้วยนะคะ ่นี้ตอนกลางวันฉันต้องออกไปทำธุระข้างนอก ตกดึกถึงจะกลับมาบ้าน ทำให้คุณต้องเสียเวลาวิ่งมาหลายเที่ยว ไม่งั้นฉันติดตั้งตู้รับจดหมายเอาไว้ข้างนอกก็แล้วกัน หากฉันไม่อยู่บ้าน คุณก็เอาหนังสือพิมพ์กับจดหมายมาใส่ไว้ในตู้จดหมายก็ได้”
“ได้ครับ คุณสั่งซื้อหนังสือพิมพ์กับนิตยสารเยอะมาก ผมจะช่วยคุณติดต่อขอรับตู้รับจดหมายให้ก็แล้วกัน ทางหน่วยงานของพวกเราสามารถให้บริการติดตั้งตู้รับจดหมายฟรีแก่ลูกค้าอย่างคุณได้ครับ”
คังอิงเพิ่งรู้ว่าตู้รับจดหมายสามารถขอรับได้ฟรีด้วย ในยุคสมัยที่เธออยู่ คนส่วนใหญ่ไม่ส่งจดหมายกันแล้ว พวกเขามักจะส่งอีเมล หรือส่งไฟล์เอกสารผ่านทาง QQ หรือวีแชตโดยตรง ดังนั้นถึงแม้เธอจะรู้จักตู้รับจดหมาย แต่ก็ไม่เคยใช้มัน คิดว่าต้องจ่ายเงินซื้อตู้รับจดหมายเองเสียอีก
คังอิงจึงตอบด้วยความสนใจว่า “ได้ค่ะ งั้นรบกวนคุณช่วยติดต่อขอรับตู้รับจดหมายให้หน่อยนะคะ”
“ได้ครับ นี่เป็หนังสือพิมพ์กับนิตยสารของ่หลายวันที่ผ่านมา ขอโทษด้วยนะครับ ที่ทำให้คุณอดอ่านหนังสือพิมพ์” บุรุษไปรษณีย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสและใจกว้าง
คังอิงกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ดึกป่านนี้แล้ว เลยทำให้คุณเลิกงานไม่ตรงเวลา”
บุรุษไปรษณีย์ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่เป็ไรครับ นี่เป็งานของผม”
จากนั้นเขาก็หยิบหนังสือพิมพ์และนิตยสารของ่หลายวันที่ผ่านมาออกมาจากกระเป๋าไปรษณีย์แล้วส่งให้กับคังอิง ซึ่งนับว่ามีจำนวนไม่น้อยทีเดียว
คังอิงรับหนังสือพิมพ์กับนิตยสารมาจากบุรุษไปรษณีย์ ทำให้กระเป๋าไปรษณีย์ของเขาว่างเปล่าไปครึ่งหนึ่ง
คังอิงกล่าวขอบคุณเขาหลายครั้ง บุรุษไปรษณีย์ยิ้มพลางกล่าวว่าไม่เป็ไร จากนั้นก็ขึ้นจักรยานแล้วจากไป
คังอิงคิดในใจ บุรุษไปรษณีย์ช่างเป็อาชีพที่ยากลำบากจริงๆ ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็จดหมายหรือหนังสือพิมพ์ต่างก็ต้องพึ่งพาพวกเขาในการส่งต่อให้กับทุกครัวเรือน ฝ่าทั้งแดด ฝ่าทั้งฝน
เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์ที่หลิวเย่ [1] แสดงนำ เื่ ‘The Mountain That Man That Dog’ [2] ซึ่งเล่าถึงเื่ราวของบุรุษไปรษณีย์พ่อลูกสองรุ่น
การเดินทางไปส่งจดหมายของบุรุษไปรษณีย์ในเขตูเานั้นยากลำบากยิ่งกว่า พวกเขาต้องเดินทางไกลเป็ระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อไปส่งจดหมายในหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในูเา
ในยุคสมัยนี้ไม่มีอีเมลและเครื่องมือสื่อสารไร้สายแบบอื่น หากไม่มีบุรุษไปรษณีย์เหล่านี้ ดูเหมือนมนุษยชาติจะขาดการติดต่อกัน
คงไม่แปลกที่ตอนที่เธอเป็ผู้ใหญ่ในชาติที่แล้ว คังอิงมักจะเห็นบุรุษไปรษณีย์ได้รับรางวัลจากรัฐบาลบ่อยครั้ง
ตอนนี้พอเธอได้ััถึงความรับผิดชอบและความอดทนของพวกเขา คังอิงก็รู้สึกว่าการที่รัฐบาลมอบรางวัลให้กับพวกเขานั้น สมควรแล้วจริงๆ
เช่นเดียวกับการคัดเลือกบุรุษไปรษณีย์ใน่สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เพิ่งจะจบลง การทำงานของพวกเขานั้นช่างยากลำบากจริงๆ พวกเขาต้องรับรองว่าพวกเขาจะส่งใบตอบรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปให้ถึงมือนักเรียนทุกคนอย่างปลอดภัย นี่นับว่าเป็ความท้าทายสำหรับพวกเขา
คังอิงถอนหายใจ พอได้หนังสือพิมพ์กับนิตยสารมาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะสิ่งเหล่านี้ก็คืออาหารสมองของเธอ
่นี้หากมีโอกาส เธอจะตั้งใจอ่านหนังสือกับหนังสือพิมพ์เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ให้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็ตอนที่เธออยู่ในห้องทำงานของผู้อำนวยการเจิง ผู้อำนวยการสำนักงานการเกษตร หรือจะเป็ตอนที่เธอเดินทางไปเซ็นสัญญากับตัวแทนจำหน่ายที่ตัวเมือง ขอเพียงมีตัวหนังสือ เธอก็จะไม่พลาดที่จะอ่านมัน
คังอิงจำได้ว่า ชาติที่แล้วเธอเคยอ่านหนังสือจิตวิทยา ซึ่งกล่าวว่าอาการแบบนี้เป็อาการที่อยากจะอ่านหนังสือโดยไม่รู้ตัว ใครจะไปรู้ว่าอดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาก็มีอาการแบบนี้เช่นกัน ไม่ว่าอะไรที่มีตัวหนังสือ เขาก็จะหยิบขึ้นมาอ่านทั้งหมด แม้แต่คู่มือการใช้งานสินค้า เขาก็ยังอ่านมันเลย
ทว่าอาการที่อยากจะอ่านหนังสือแบบนี้ กลับทำให้เขามีความรู้มากมายมหาศาล
เชิงอรรถ
[1] หลิวเย่ นักแสดงชายชาวจีน มีผลงานการแสดงเปิดตัวจากภาพยนตร์สารคดี เื่ Postmen in the Mountains (1999) และต่อมาก็ได้รับการยอมรับจากภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่าง Lan Yu (2001) ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Golden Horse Awards หลิวเย่มีผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์มาจนถึงปัจจุบัน
[2] The Mountain That Man That Dog ภาพยนตร์จีนที่ออกฉายในปี 1999 เล่าถึงเื่ราวของบุรุษไปรษณีย์พ่อลูกสองรุ่น
