“เฮอะ!!”
แขนสองข้างของจู้จื่อมีเส้นเืปูดนูนขึ้น แขนดำคล้ำทั้งสองหยาบหนาล่ำสัน ขณะจับเขากวางไว้แแ่ก็ร้องะโขึ้นพร้อมกับยกกวางขนาดเท่าลูกวัวขึ้นแล้วฟาดลงกับพื้น จากนั้นจู่จื่อก็ขึ้นคร่อมก่อนจะใช้กำปั้นชกใส่ห้าหกหมัดจนกวางแน่นิ่งสิ้นแรงที่จะดิ้นรนต่อ
เสียงปรบมือดังมาจากชาวบ้านที่ยืนรุมล้อมอยู่โดยรอบ สีหน้าทุกคนฉายแววตื่นเต้นขณะที่โห่ร้องชื่นชม
“จู่จื่อช่างร้ายกาจนัก! เพียงลำพังก็สามารถจัดการกับกวางป่าตัวใหญ่ได้!”
“มิผิด! เชื่อว่าหากเติบโตขึ้นต้องสามารถจัดการหมูป่าได้อย่างแน่นอน!”
“ต้องลำบากจู้จื่อแล้ว ไม่เช่นนั้นเ้ากวางป่าที่กระโจนเข้ามานี้คงทำร้ายพวกเราาเ็แล้ว...”
“จู้จื่อ...”
“...”
ได้ยินเสียงชื่นชมจากชาวบ้าน ใบหน้าดำคล้ำของจู้จื่อก็เผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมา ั้แ่ที่ได้รับหินประหลาดก้อนหนึ่งมาเมื่ออายุสิบขวบ ร่างกายของมันก็แข็งแรงขึ้นทุกวัน จากเด็กชายที่อ่อนแอขี้โรคก็กลายเป็เด็กหนุ่มที่แข็งแรงไม่ป่วยไข้ทั้งยังมีเรี่ยวแรงมหาศาล จนกลายเป็นายพรานที่ได้รับการยกย่องที่สุดในหมู่บ้าน
“ฮ่า ฮ่า ทุกคนจับกวางป่ามัดแล้วหามไปเถอะ พวกเรา...”
“อ๊ะ! พี่ไป๋ระวัง!”
ระหว่างที่จู่จื่อกำลังกล่าววาจา จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความแตกตื่นแทรกขึ้น ที่แท้ก็เป็เสียงเส้าหลิงที่ดังมาจากพุ่มไม้ด้านขวา
ขณะที่ทุกคนกำลังประหลาดใจจนไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใด ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากทางเดิม‘ปัง!’ จากนั้นก็มีเสียงวัตถุล้มลงกระแทกพื้น ตามมาด้วยเสียงแตกตื่นของเส้าหลิงดังมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้น้ำเสียงกลับแฝงด้วยความตื่นเต้นยินดี “หวา! ล้มแล้ว มันล้มลงแล้ว! พี่ไป๋ท่านร้ายกาจจริงๆ!”
เสียงร่ำร้องของเส้าหลิงดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมองไป แล้วพุ่มไม้ด้านขวาก็มีเสียงสั่นะเืแว่วมาคราหนึ่ง จากนั้นก็มีคนแหวกพุ่มไม้ออกมา เมื่อได้เห็นผู้ที่ออกมาจากดงไม้ทั้งสองสายตาของทุกคนก็เปลี่ยนเป็ตะลึงลาน
ที่ทุกคนตกตะลึงไม่ใช่เพราะได้เห็นไป๋หยุนเฟยและเส้าหลิงทั้งสอง แต่เป็เพราะได้เห็นหมูป่าขนาดเท่าควายป่าตัวเต็มวัยบนไหล่ของไป๋หยุนเฟย...
……
ขณะกวาดตามองชาวบ้านโดยรอบ ไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพลางพยักหน้าแก่ทุกคน ส่วนเส้าหลิงกำลังใช้สีหน้าตื่นเต้นบอกเล่าเื่ราวความเก่งกาจของไป๋หยุนเฟยแก่ทุกคน ยามมองดูกวางป่าบนพื้นที่ขนาดไม่ถึงครึ่งของหมูป่าั์บนไหล่ของไป๋หยุนเฟยสีหน้าของจู้จื่อก็บิดเบี้ยวปั้นยาก มันเพียงแค่นเสียงแ่เบาโดยไม่ได้เข้ามาทักทาย
“เส้าหลิง ไฉนพวกเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านข้าง จู้จื่อจึงหันไปมองด้วยสีหน้ายินดี เห็นเสี่ยวฟางที่แบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลังในมือถือจอบเล็กๆกำลังเดินออกมาจากด้านข้าง ขณะเดียวกันก็ส่งสายตามองดูทั้งหมดด้วยแววตาสงสัย
“ท่านพี่? ท่านไม่ได้ไปเก็บสมุนไพรที่ป่าทางตะวันตกหรือ? ไฉนจึงมาที่นี่ได้?” เส้าหลิงเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
เสี่ยวฟางยิ้มทักทายชาวบ้านก่อนจะหันไปกล่าวกับเส้าหลิงว่า “ป่าตะวันตกก็ที่นี่อย่างไรล่ะ! พวกเ้าน่าจะล่าสัตว์อยู่ทีู่เาทางเหนือไม่ใช่หรือ แล้วไฉนจึงมาอยู่ที่นี่ได้...”
“เอ๊ะ? ที่นี่คือป่าตะวันตก?” เส้าหลิงเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความสงสัย ทันใดนั้นก็พลันเข้าใจ “อ้อ! ข้าทราบแล้ว น่าจะเป็เพราะพวกเราไล่ติดตามรอยเท้ากวางจนไม่ทันสังเกตจึงมาถึงที่นี่ได้...”
“เสี่ยวฟาง ไฉนเ้าจึงมาเก็บสมุนไพรเพียงลำพัง? เหตุใดท่านป้าจึงไม่มาด้วยกัน? ที่นี่มีสัตว์ป่าดุร้ายมากมาย เ้ามาเพียงลำพังมันอันตรายมาก...” จู้จื่อเอ่ยปากถามด้วยแววตากังวลห่วงใยต่อเสี่ยวฟาง
“มารดาไม่วางใจให้ท่านย่าอยู่ลำพังจึงกลับไปก่อน พี่จู้จื่อไม่ต้องกังวล ข้าจะระวังตัว...” เสี่ยวฟางยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะมองกวางบนพื้นที่ข้างเท้าจู้จื่อพร้อมกับเอ่ยปากด้วยความประหลาดใจ “กวางป่า! พี่จู้จื่อท่านล่ามาได้หรือ? ท่านเก่งกาจจริงๆ มันใหญ่...”
ยังไม่ทันได้กล่าวจบ นางก็พลันพบเห็นหมูป่าบนไหล่ของไป๋หยุนเฟยที่ใหญ่โตราวกับูเา --- เมื่อครู่เพราะชาวบ้านบังเอาไว้นางจึงไม่ทันได้พบเห็น
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางหัวเราะทักทายต่อเสี่ยวฟาง “สวัสดีแม่นางเสี่ยวฟาง ไม่ทราบเก็บสมุนไพรเป็อย่างไรบ้าง?”
“อ๊ะ? อ้อ... ยังขาดหญ้าพิษงู(หญ้าเซ่อซิน) (เป็ชื่อสมุนไพรที่ตั้งขึ้นเอาเอง ถ้ามีจริงก็ถือว่าเป็เื่บังเอิญเท่านั้น)...” เสี่ยวฟางรู้สึกตัวจากความตะลึงจึงได้ตอบไป
“อ้อ หญ้าพิษงูหรือ ถ้าเช่นนั้นให้ข้าช่วยหา... ระวัง!” ไป๋หยุนเฟยยังกล่าวไม่ทันจบ จู่ๆสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปก่อนจะร้องเตือนขึ้น จากนั้นก็มีเสียงแตกตื่นดังมาจากชาวบ้าน
เห็นกวางป่าที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น จู่ๆก็พลิกตัวลุกขึ้นพร้อมกับพุ่งไปยังทิศทางซึ่งมีคนอยู่น้อยที่สุด นั่นก็คือด้านที่เสี่ยวฟางยืนอยู่ มันพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว --- ที่แท้เมื่อครู่มันก็แกล้งสลบไป!
กวางป่าก้มหัวพุ่งกระโจนใส่ เขาที่คล้ายปะการังทั้งคู่ของมันก็กวาดไปเบื้องหน้า เพียงพริบตาเดียวก็วิ่งไปได้ห้าหกวา อีกเพียงสองวาเศษก็จะถึงตัวเสี่ยวฟางแล้ว! เสี่ยวฟางตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกแม้แต่ความคิดจะหลบหลีกก็ยังไม่มีจึงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ความหนักหน่วงจากการชนของกวางป่าตัวนี้เพียงพอจะโค่นต้นไม้ขนาดเท่าปากชามหักโค่นลงได้ ครั้งนี้หากเสี่ยวฟางถูกชนใส่คงไม่ยากจะคาดเดาว่าจะเป็อย่างไรแล้ว
สีหน้าจู่จื่อแปรเปลี่ยนกลับกลาย มันมีปฏิกิริยารวดเร็วกว่าผู้อื่นทั้งยังอยู่ใกล้กับกวางป่ามากที่สุด จึงะโก้องก่อนจะถีบเท้ากับพื้นดินเหนียวจนกลายเป็หลุม รีบพุ่งกายออกไปราวเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง จู่จื่อพุ่งทีหลังแต่กลับไปถึงก่อน ชั่วขณะที่กวางป่าจะถึงเบื้องหน้าเสี่ยวฟางมันก็พุ่งไปถึงด้านหลังก่อนจะคว้าจับใส่หางของมัน
แต่ผู้ใดจะทราบ หลังจากกวางป่าร่ำร้องออกมา ก็ใช้เท้าคู่หน้ายันพื้นก่อนจะใช้เท้าหลังอันทรงพลังถีบพื้นจนก้นยกขึ้น จากนั้นจึงพับขาหลังถีบออกอีกครา!
“ปัง!”
จู้จื่อคิดไม่ถึงว่ากวางป่าจะถีบขาหลังออกมาเช่นนี้ มือขวาเพิ่งคว้าหางไว้ได้แต่หน้าท้องกลับถูกเท้าทั้งคู่ถีบใส่อย่างหนักหน่วงจนต้องสำรอกพร้อมกับกระเด็นออกไป
จากนั้นกวางป่าอาศัยแรงจากการถีบเพื่อพุ่งไปด้านหน้า ชั่วขณะที่จะพุ่งชนใส่เสี่ยวฟางที่อยู่ถัดออกไปนั้นเอง
“ท่านพี่!”
“เสี่ยวฟาง!”
เส้าหลิงและอาซูของเส้าหลิงกับเสี่ยวฟาง พร้อมทั้งชาวบ้านอื่นๆได้แต่มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจยับยั้ง ดวงตาของทุกคนฉายแววสิ้นหวังและอับจนปัญญา
เสี่ยวฟางเองก็สิ้นหวัง นางรู้สึกได้ว่ารอบกายมีแต่ความเงียบงัน มีเพียงการเคลื่อนไหวของกวางป่าที่พุ่งเข้ามาอย่างคลุ้มคลั่งเท่านั้นที่ยังคงแจ่มชัด แม้แต่เขากวางที่กำลังจะพรากชีวิตนางไปก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน ความตายที่กำลังกระโจนเข้าหาทำให้เสี่ยวฟางอึดอัดจนลมหายใจแทบขาดห้วง
ทันใดนั้น เสี่ยวฟางกลับรู้สึกว่าข้อมือถูกกุมกระชับก่อนจะถูกฉุดถอยไปสองก้าวโดยไม่ทันตั้งตัว จากนั้นก็มีเงาร่างสูงใหญ่บดบังเบื้องหน้าเอาไว้
“ไม่ต้องกลัว”
คำพูดที่ราบเรียบสองคำดังแว่วสู่โสตประสาท เสี่ยวฟางยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอันใดก็พบว่าหมัดขวาของอีกฝ่ายพุ่งออกไปแล้ว
“ปัง!!”
หลังเสียงดังสนั่น ก็เห็นกวางป่าที่พุ่งเข้ามาราวเหินบินต้องปลิวกระเด็นออกไปด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าขามา หลังจากร่วงกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วงที่เบื้องหน้าชาวบ้านทั้งหลาย ปากจมูกของกวางป่าก็มีเืหลั่งไหลออกมาก่อนจะสิ้นใจลง
“……”
“……”
เงียบงัน ภายในป่ากลางเขาแห่งนี้ตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าประหลาด ทุกคนอ้าปากตาค้างจ้องมองที่กวางป่าที่ยังชักกระตุก ในขณะที่สมองของทุกคนกลับว่างเปล่า
