บทที่ 7
แกงจืดสามสหาย
เห็ดสดๆ ที่หย่อนลงไปในน้ำแกงไข่ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นออกมาในทันที
ภายในเตาไฟ ฟืนส่งเสียงแตกประทุ "เปรี๊ยะๆ" ยิ่งน้ำแกงเดือดพล่าน กลิ่นหอมของเห็ดก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
คู่แฝดอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หอมเหลือเกิน!
โดยเฉพาะเอ้อหยา นางเลียริมฝีปากพลางถามอย่างร้อนใจ "พี่ใหญ่ เสร็จหรือยังเ้าคะ"
"ใกล้แล้ว รออีกประเดี๋ยว" ซ่งหยวนตอบอย่างใจเย็น
แม้เขาจะรู้ว่าเห็ดเหล่านี้กินได้ แต่เพื่อความปลอดภัย การต้มให้สุกทั่วถึงย่อมทำให้สบายใจกว่า
เมื่อเห็นว่าเห็ดสุกได้ที่แล้ว ซ่งหยวนก็ฉีกใบผักกาดขาวใส่ลงไป เขาไม่เอาใบชั้นนอกสุดที่แก่เกินไป เลือกเอาแต่ใบชั้นในที่นุ่มที่สุด
เพียงแค่ลวกในน้ำแกงร้อนๆ ครู่เดียวก็พร้อมกินแล้ว
ซ่งหยวนเงยหน้าถาม "ในบ้านยังมีน้ำมันไหม"
"มีขอรับ" เอ้อหลินเดินไปที่กองฟืนตรงมุมห้องครัวอย่างไม่รีบร้อน แล้วหยิบไหใบเล็กออกมา
ซ่งหยวน "..."
"แล้วเกลือล่ะ" เขาถามต่อ
เอ้อหลินเขย่งเท้า เอื้อมมือเข้าไปในตะกร้าใส่ของจุกจิกที่แขวนอยู่บนผนัง แล้วหยิบโถเกลือออกมา
หนุ่มน้อย... เ้านี่มันยอดนักซ่อนของจริงๆ
เมื่อเปิดไหน้ำมันออก น้ำมันข้างในดูใสวาวและส่งกลิ่นหอมที่เป็เอกลักษณ์ของน้ำมันหมู
ซ่งหยวนใช้ตะเกียบแตะน้ำมันมานิดหน่อยใส่ลงในแกงแล้วคนให้เข้ากัน
จากนั้นเขาก็เปิดโถเกลือ พบว่าเกลือข้างในแทบไม่เหลือแล้ว แถมยังเป็เกลือเม็ดหยาบ สีออกเหลือง ความบริสุทธิ์ต่ำ รสชาติคงจะออกขมฝาดเล็กน้อย
ซ่งหยวนเผลอจะเทเกลือที่เหลือลงไปทั้งหมด แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเอ้อหลินเอ่ยอย่างตื่นตระหนก "พี่ใหญ่ ใส่น้อยๆ หน่อยขอรับ ใส่น้อยๆ หน่อย"
จังหวะนั้นเอง ซ่งหยวนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในยุคนี้ เกลือมีราคาแพงลิบลิ่ว เกลือหนึ่งชั่งราคาสูงถึง 40 อีแปะ
ชาวบ้านทั่วไปกินเกลือกันอย่างมัธยัสถ์สุดขีด มื้อหนึ่งกล้าใส่เพียงหยิบมือเล็กๆ เท่านั้น ต้องคำนวณถ้วนถี่เพื่อความอยู่รอด
ภายใต้สายตาจับจ้องของเอ้อหลิน ซ่งหยวนจึงแตะเกลือหยาบเพียงไม่กี่เม็ดหย่อนลงไปในน้ำแกง แล้วบอกกับแฝดว่า "รีบไปเอาชามมา"
พอแฝดทั้งสองเดินไปหยิบชาม ซ่งหยวนก็รีบหยิบเกลือจากในมิติออกมา ใส่ลงไปประมาณครึ่งช้อนเล็ก
การใส่เกลือต้องพอดี ถ้าเค็มไปก็ไม่ได้ แฝดทั้งสองแม้จะยังเด็กแต่ก็ไม่ได้ลิ้นจระเข้ ถ้าเค็มเกินไปพวกเขาต้องรู้แน่
รสชาติที่ออกมาจึงเค็มปะแล่มกำลังดี
ซ่งหยวนตักน้ำแกงให้ตัวเองเต็มชาม จิบตอนร้อนๆ รสชาติที่ััปลายลิ้นทำเอาเขาประหลาดใจ
ในน้ำแกงไข่ที่หอมมัน มีความสดหวานจากเห็ดป่า และความหวานฉ่ำจากผักกาดขาว
น้ำแกงถ้วยนี้มีทั้งความสด หอม และหวานรวมอยู่ด้วยกัน จึงได้ชื่อว่า "แกงจืดสามสหาย"
ซ่งหยวนจ๊อบแจ๊บปาก คิดในใจว่าถ้าได้ใส่เนื้อกุ้งลงไปด้วยคงจะเชงกว่านี้อีก
น่าเสียดาย...
ในตู้เย็นเขามีกุ้งสด แม้แต่ล็อบสเตอร์เจ็ดสีก็มี แต่ที่นี่คืออำเภอหยุนซานซึ่งอยู่ห่างไกลจากทะเลนัก ต่อให้มีอาหารทะเลเขาก็ไม่สามารถเอาออกมากินอย่างเปิดเผยได้
สามพี่น้องนั่งยงโย่ยงหยกเรียงแถวกันตรงประตูห้องครัว ก้มหน้าก้มตาซดน้ำแกง
เสียง "ซูดซาด" ดังขึ้นสลับกันไปมา ฝาแฝดไม่เคยได้กินแกงจืดไข่ที่รสชาติสดชื่นขนาดนี้มาก่อน ทั้งคู่กินอย่างเอร็ดอร่อยราวกับลูกหมูตัวน้อย
พอน้ำแกงร้อนๆ ตกถึงท้อง กระเพาะก็อบอุ่นขึ้นมาทันที ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปถึงปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ทำให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว
ฝาแฝดซดไปคนละสองชามแล้วยังดูไม่หนำใจ จ้องมองน้ำแกงก้นหม้อตาเป็มัน
ซ่งหยวนทั้งขำทั้งเอ็นดู เลยเอาใบผักกาดขาวที่เหลือทั้งหมดโยนลงไปต้มในหม้อดิน จนสุดท้ายทุกคนกินกันจนพุงกาง
"แง้—" เสียงร้องไห้ของเ้าตัวเล็กดังสนั่นไปทั่วลานบ้าน
"หยาหยาตื่นแล้ว" เอ้อหยารีบวางชามแล้วเข้าไปดูน้องในห้อง
ซ่งหยวนเดินตามเข้าไป เห็นเอ้อหยาอุ้มเ้าตัวเล็กขึ้นมา ลูบที่ก้นน้อยๆ ปรากฏว่าผ้าอ้อมเปียกจริงๆ นางหยิบผ้าอ้อมที่ซักตากแห้งแล้วออกมาจากตู้ข้างเตียง แล้วเปลี่ยนให้น้องด้วยความคล่องแคล่ว
เอ้อหลินถามว่า "หยาหยาหิวหรือยัง ต้องต้มน้ำข้าวให้นางไหม"
"ข้าวที่ตำไว้เมื่อคืนหมดแล้วเ้าค่ะ" เอ้อหยาตอบโดยไม่เงยหน้า
"งั้นข้าจะไปตำข้าวเพิ่ม"
เ้าตัวเล็กถีบขาไปมาพลางร้องไห้ไม่หยุด "แง้ๆๆ—"
เอ้อหลินดูออกทันทีว่าหยาหยาหิวจัด เขาเอ่ยอย่างร้อนรน "ไม่ทันแล้ว ข้าจะไปขอยืมข้าวบ้านคนอื่นมาก่อน"
ซ่งหยวนเอ่ยปาก "พี่ไปเอง เ้าไปล้างหม้อแล้วต้มน้ำรอไว้ พี่จะรีบกลับมา"
พูดจบ ซ่งหยวนก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านไปที่หน้าบ้านป้านัวฝั่งตรงข้าม เขาเคาะประตูเสียงดัง "ท่านป้าหนิว! ท่านป้าหนิวขอรับ!"
"ไม่จบไม่สิ้นเสียทีเ้าคนนี้!" ป้านัวบ่นพึมพำขณะเดินมาเปิดประตู "มีเื่อะไรอีก!"
ซ่งหยวนยังสวมผ้าไว้ทุกข์อยู่จึงไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน เขาปั้นหน้ายิ้มประจบ "ท่านป้าขอรับ พอจะมีข้าวบ้างไหม ข้าขอยืมข้าวไปลงหม้อหน่อย"
พอได้ยินว่าจะมาขืมข้าว สีหน้าป้านัวก็เปลี่ยนไปทันที "ไม่มี!"
จากนั้นนางก็ซักไซ้ "นี่เ้าแอบเอาข้าวไปขายอีกแล้วใช่ไหม"
ซ่งหยวนรู้สึกอบอุ่นใจจริงๆ "ไม่ใช่ขอรับ คือหยาหยาน่ะสิ ข้าวลงหม้อไม่มีแล้ว เลยอยากจะมายืมข้าวท่านป้าสักหน่อย"
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าป้านัวจึงดูเบาลง นางเข้าไปในบ้านหยิบข้าวฟ่างที่ตำแล้วมาสองกำมือ ใส่ชามออกมาให้ "อย่าลืมเอาชามมาคืนด้วยล่ะ"
ขณะกำลังจะยื่นให้ซ่งหยวน จู่ๆ นางก็มองเขาอย่างระแวดระวัง "นี่เอาไปต้มน้ำข้าวให้หยาหยานะ เ้าห้ามแอบกินเชียว"
ซ่งหยวนร้องลั่นด้วยความขัดข้องใจ เขาดูเหมือนคนที่จะแย่งข้าวเด็กทารกกินขนาดนั้นเลยหรือ
"ท่านป้า ท่านอย่าปรักปรำคนดีสิขอรับ"
"เ้ายันยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ ข้าเห็นมากับตาตัวเองทั้งสองข้าง" ป้านัวชี้ที่ดวงตาตัวเอง "เมื่อปีที่แล้วตอนเ้ากลับมา ที่หน้าหมู่บ้าน เ้ายังไปแย่งขนมหวานของเ้าโก่วตั้นลูกสะใภ้รองตระกูลจางเลย"
"แล้วเมื่อปีก่อนนู้น..."
ซ่งหยวนรีบยกมือไหว้ขอขมา "ท่านป้าขอรับ พอเถอะขอรับ ไม่ต้องพูดแล้ว"
เขารีบค้นหาความทรงจำของซ่งต้าซู่แล้วก็เจอเข้าจริงๆ
ตอนนั้นเ้าโก่วตั้นเพิ่งจะ 5 ขวบ ได้ขนมมาก็ไม่กล้ากิน ค่อยๆ เลียทีละนิด ผลคือถูกไอ้คนพาลซ่งต้าซู่เห็นเข้า แย่งไปกินหน้าตาเฉยจนโก่วตั้นร้องไห้จ๋า
ต้องโทษเ้าของร่างเดิมแท้ๆ แม้แต่ขนมเด็กยังแย่งกิน ทำเอาเขาต้องมารับกรรมรับหน้าแทนเนี่ย
ซ่งหยวนปาดเหงื่อ เดินออกจากบ้านป้านัวกลับไปที่ห้องครัว ส่งถุงข้าวให้เอ้อหลิน
อาจเป็เพราะเพิ่งดูความทรงจำของซ่งต้าซู่มา เขาจึงนึกเื่อื่นๆ ออกอีกหลายอย่าง
เมื่อก่อนบ้านตระกูลซ่งแม้ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงกับขัดสน ของใช้ในบ้านควรจะมีครบถ้วน แม้แต่ท่านแม่ซ่งยังมีเครื่องทอผ้าไว้ทอผ้าช่วยจุนเจือครอบครัว แต่คราวนี้ซ่งหยวนกลับไม่เห็นมันในบ้านเลย
โต๊ะเก้าอี้ก็หายไป แม้แต่กระทะเหล็กในครัวก็ไม่เหลือ
ซ่งหยวนจึงถามขึ้นลอยๆ "ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนที่บ้านมีกระทะเหล็กใบหนึ่งนี่นา มันหายไปไหนแล้วล่ะ"
เอ้อหลินที่กำลังนั่งยงโย่ก่อไฟอยู่ ได้ยินคำถามก็ชะงักไปทั้งตัว แผ่นหลังของเด็กหนุ่มดูค่อมลงในทันที
"เอาไปขายหมดแล้วขอรับ" เอ้อหลินเอ่ยเสียงแ่ "่ก่อนหน้านี้ ข่าวเื่ท่านพ่อพลีชีพในสนามรบส่งมาถึง ท่านแม่ก็ล้มป่วย ในบ้านไม่มีเงิน เลยต้องขายทุกอย่างที่พอจะขายได้ เพื่อเอาเงินมาซื้อยาให้ท่านแม่..."
พอพูดถึงตอนท้าย เสียงของเอ้อหลินก็เริ่มสั่นเครือราวกับจะร้องไห้
ซ่งหยวนถอนหายใจเงียบๆ เขาตบไหล่น้องชายเบาๆ "เป็เพราะพี่ไม่ดีเอง ถ้าพี่กลับมาเร็วกว่านี้..."
"เป็ความผิดของข้าเอง!" เอ้อหลินพูดขัดขึ้นมา "ถ้าไม่ใช่เพราะต้องส่งเสียข้าเรียนหนังสือ บ้านเราก็คงมีเงินจ่ายค่าเว้นเกณฑ์ทหาร ท่านพ่อก็ไม่ต้องไปออกรบ ท่านแม่ก็คงไม่ตาย"
ซ่งหยวนแสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าเอ้อหลินจะคิดมากขนาดนี้ เขาจึงปลอบใจว่า "ไม่เกี่ยวอะไรกับเ้าเลย การเรียนหนังสือไม่ใช่เื่ผิด อย่าโทษตัวเองเลย ดวงิญญาท่านพ่อท่านแม่บน์ก็คงไม่อยากเห็นเ้าโทษตัวเองแบบนี้หรอก"
เอ้อหลินยังคงจมอยู่ในความรู้สึกผิด "เรียนมาตั้งหลายปี แม้แต่ถงเซิง* ก็ยังสอบไม่ได้ แสดงว่าข้าไม่ใช่คนมีหัวทางด้านนี้ ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรเรียนหนังสือแต่แรก"
*(วุฒิการศึกษาขั้นแรกของระบบสอบจอหงวน)
ซ่งหยวนให้กำลังใจเขาว่า "อย่าคิดมากเลย ตั้งใจเรียนเถอะ พี่ยังรอให้เ้าสอบได้จอหงวนในภายหน้าอยู่นะ"
เอ้อหลินส่ายหัวแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่น "พี่ใหญ่ ข้าจะไม่เรียนหนังสือแล้วขอรับ"
