“มาแล้ว...!” ฮวาเฟยฟาอุทาน ก็ปรากฏแสงสว่าง้าทั้งสาม องค์พุทธะซิงซิงเจี่ย และเหล่าอรหันต์ปรากฏตัวที่ภพภูมิปีศาจ อีกด้านหนึ่งของท้องฟ้าปรากฏการณ์มาของพระแม่แห่งจิติญญาในร่างผู้หญิงสูงโปร่งสง่างามสวมมงกุฎแต่ดวงตานั้นยังปิดอยู่เฉกเช่นเดิม เทพธิดาเม่งเซี๊ยะปรากฏชึ้นอีกด้านพร้อมพิณ และท้ายสุดอี้เฟิงเหวินปรากฏขึ้นพร้อมเหล่าภูติที่มีหูยาวมากมาย นั่นคือภูติแห่งป่ากระซิบ ภูติร้องเพลง
“ฝ่ามือโพธิสตว์” องค์พุทธะขยายมือขนาดใหญ่และประทับลงมาจากฟากฟ้าลงบนร่างเหย้าหลู่กู่แบบไม่ทันตั้งตัว
“ห๊า...!” บึ้ม! เหย้าหลูกู่าเ็เพียงเล็กน้อย แต่ขณะกำลังเงยหน้ากลับเพื่อท้าทาย กลับรู้สึกเหมือนร่างถูกตรึงอยู่กับบัลลังค์ราชันย์ “เอ๊ะนี่มัน!”
“ร่างแก้วตรึงจิติญญา” พระแม่แห่งจิติญญา
ทั้งสามคืนกลับสู่ร่างเดิม เ้าวั่งซูผายมือในอากาศปรากฏเคียวสู่ภพ “มนต์แห่งเวลาจงหลับใหล” สิ้นเสียงเ้าวั่งซู เหย้าหลูกู่นิ่งไม่ติงไหว
“นี้เ้าหยุดเวลาได้สำเร็จ!” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“แต่ข้าว่าไม่นาน! พลังของจอมมารนี่มันแข็งแกร่งมาก! ทุกคนรีบเถอะ! แยกดวงจิตมัน!” เ้าวั่งซูเอ่ย
องค์พุทธะซิงซิงเจี่ยและเหล่าอรหันต์เริ่มสวด “มนต์แสงธรรมโพธิสัตว์” แสงสว่างและทำนองดังก้องไปทั่วบริเวณ
พระแม่แห่งจิติญญาเข้าร่าย “บทสวดแห่งผู้ฟื้นกลับ มนต์ถอดิญญานิรันดร์ เ้าต้องตื่นเหย้าหลูกู่!”
เทพธิดาเม่งเซี๊ยะนั่งลงได้ท่างาม พร้อมเริ่ม” บรรเลงพิณเพลงนำิญญา”
อี้เฟิงเหวิน และ เหล่าภูติ เริ่มทำนอง “ิญญาแห่งป่ากระซิบ” เพื่อขับกล่อมให้ดวงิญญาออกจากร่าง
เ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา เรียกผีผาประทีปอนันตกาล และ ซวิ่นดำสิบสองซุ่น เริ่มเล่นทำนอง “กล่อมิญญา” ไปพร้อมกับทุกคน
หลิ่งกวางและชิงหลงบินกลับมาสมทบข้างๆ ทั้งสองและท่องมนต์” มนต์แยกจาระไนิญญา”
ิญญาทั้งสามดวงในตัวจอมมารเริ่มปรากฏ จิตมารกะโหลก จิตผู้พิทักษ์ จิตมนุษย์ “เราต้องใช้กระจกในการดึงจิตผู้พิทักษ์ออกมา พวกท่านทั้งเก้า “มนต์ย้อนจิตจินตภาพ 9 ภพ” ดึงดวงจิตแห่งเทพผู้พิทักษ์ออกมา” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
ปรมาจารย์ทั้งเก้า และ กงซุนต้าเฉียน ตั้งค่ายล้อมเป็วงด้านล่าง กงซุนต้าเฉียนร่ายคาถา เขียนอักษรโบราณ และเริ่มร่างรูปดวงดาวครอบทั้งหมดไง้ ตอนนี้บัลลังค์ที่เหย้าหลูกู่นั่งลอยค้างในอากาศท่ามกลางวงล้อ “โลหิตสายธารเทพ” เืสีแดงไหลรอบวงอาคมดวงดาว ปรมาจารย์ทั้งเก้า เรียกกระจกแห่งภพปรากฏลอยตัวล้อมเป็วงกลมรอบอาคมดวงดาว และ รอบตัวเหย้าหลูกู่
“มนต์ย้อนจิตจินตภาพ 9 ภพ” ความมืดหม่นและเืผสานกันกลายเกิดเป็หิมะสีเืตลกลงมาบรืเวณพิธี ทั้งสิบเริ่มไล่ “มนต์เปิดประตูสู่ห้วงจิต” กระจกทั้งหมุนวนรอบตัวจอมมาร สีแดงเืหลั่งไหลเชี่ยว หิมะเืตกไม่มีแววหยุด
“์ไร้คำกล่าว เพียงเปิดประตูผ่านขอบแดน เดินย้อนเก้ารอบ แสดงจิตแท้เรา”
เมื่อร่ายถึงประโยคสุดท้าย ห้วงมิติของจอมมารปรากฏขึ้นรอบวงอาคมดวงดาว แต่เป็มิติที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาจะต้องใช้จิตแห่งผู้สร้างและผู้ปกปักษ์ในการเข้าไปสู่ด้านในมิติของเหย้าหลู่กู่ และ แยกพลังมารออกจากต้นจิตแห่งผู้ทำลาย ซึ่งคือหนึ่งในจิตเดิมของทั้งคู่และผสานทั้งสามเข้าด้วยกัน
“มนต์ะแห่งผู้สร้าง มนต์ะแห่งผู้ปกปักษ์ จงเปิดประตูนำเราสู่ มิติจิตแห่งผู้ทำลาย” ทั้งคู่หายวับเข้าไปในมิติของจอมมาร ด้านในปรากฏภาพความทรงจำอันเ็ปมากมายหลายแสนหลายหมื่นชาติของราชันย์กะโหลก
“โลกแตกแยกเป็ซาก ลอยอยู่ในความว่างเปล่า เสียงกรีดร้องแทรกจากเงามืด มือทียื่นไปไม่มีใครจับ”
เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาต้องหาตัว “จิตแห่งผู้ทำลาย” ด้วยผีผาประทีปอนันตกาล แสงแห่งประทีปส่องไปยังดวงิญญาหนึ่งซึ่งมาในร่างเด็กไร้หน้า พูดเป็เสียงของความกลัว และร้องไห้สะอึกสะอื้น กำลังพยายามเดินเข้าหาความมืดมิด
“มนต์หัวใจอำมตะแห่งผู้สร้าง มนต์หัวใจอำมตะแห่งผู้ปกปักษ์ โปรดส่องแสง นำทาง และเรียกหา หัวใจแห่งผู้ทำลายกลับมา” เ้าวั่งซู และ ฮวาเฟยฟา ผสานมือที่กลางอก หัวใจอำมตะต่างส่องแสง เรียกหาหัวใจแห่งผู้ทำลาย จนเด็กน้อยไร้หน้านั้น หันกลับมาและเดินกลับมาทางทั้งสอง แต่เสียงร้องไห้ และ พลังแห่งความโดดเดี่ยวก็แรงกล้าไม่จางหายไปไหน เมื่อเด็กไร้หน้าเดินเข้ามา ทั้งสองย่อตัวลง
“จิติญญาแห่งการทำลายที่โดดเดี่ยว พวกเราขอโทษที่ทอดทิ้งท่านไว้ระหว่างทางที่ยาวไกลนี้ ให้อภัยความโง่เขลาของพวกเรา และกลับมาอยู่ด้วนกัน กลับมาเดินบนหนทาง แห่งการสร้าง การปกปักษ์ และการทำลาย เพื่อทุกสรรพชีวิต”
เสียงร้องไห้ และ บรรยากาศแห่งความโดดเดี่ยวจางหายไป เด็กน้อยไร้หน้านั้นเริ่มปรากฏใบหน้าที่สลับไปมาระหว่างเ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟา พร้อมเอามือทาบกลางอก ปรากฏหัวใจอำมตะแห่งผู้ทำลาย รับและมอบให้ทั้งสอง ทั้งสองยิ้มอย่างอบอุ่น และรับหัวใจอำมตะแห่งผู้ทำลายมาไว้ในมือ “จิติญญาแห่งเรา อย่ากังวล ที่นี่คือบ้านของท่าน ท่านได้กลับมาบ้านแห่งความนิรันดร์” สิ้นเสียงเ้าวั่งซู ร่างเด็กน้อยก็สลายไปพร้อมรอยบิ้มบนใบหน้า
“เราต้องแบ่งจิติญญาแห่งผู้ทำลายนี้ไว้ในตัวคนละครึ่ง ฮวาเฟยฟาเริ่มร่ายมนตร์ “มนต์แบ่งดวงจิต”
“รากิญญาเป็สะพาน เืและลมหายใจเป็พันธะ สองจิตแบกร่วมกัน ชะตาจึงขับเคลื่อนตามใจ”
ทั้งสองหลั่งเืออกที่ปลายนิ้ว จากนั้นเืที่หลั่งของทั้งสองไหลรวมกันเกิดเป็ “หัวใจบริสุทธิ์แห่งการทำลายที่แบ่งออกเป็สอง” หัวใจะแห่งผู้ทำลายที่ปราศจากซึ่งจิตมารทางด้านมืด
พื้นถ้ำในมิติของเย้าหลูกู่ เริ่มมีหิมะสีเืตกโปรยปราย ทั้งมิติเริ่มสั่นะเื จอมมารเริ่มฟื้นพร้อมความโกรธแค้นและบ้าคลั่ง พลังแห่งองค์พุทธะ และ พระแม่แห่งจิติญญา เริ่มสลายลง
“พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ มนต์เปิดประตูสู่โลก” ทั้งสองผลุบออกมาสู่ภพปีศาจตรงลานพิธีที่เข้าไป พร้อมกับการตื่นเต็มกำลังของจอมมาร
“พวกแกบังอาจมาก เอาจิติญญาแห่งข้าคืนมา” ดวงตาสีแดงเผาด้วยเพลิงพิโรธ เหย้าหลูกู่อ้าปากกว้างและคายไฟนรกมากมาย ที่เผาทำลายวงอาคม และใส่ทุกคน ต้องกระโจนออกหนี บ้างก็ได้รัาเ็จากไฟนรกอเวจีที่รุนแรงนั่น ในพริบตาทุกอย่างราบเป็หน้ากลอง เหลือเพียงเหย้าหลูกู่ที่ลอยเท้งเต้งกลางอากาศ มันงอตัวก้มหน้าลง นิ่งอยู่หลายนาที
“พวกแก! ทำข้าแสบสันต์มากนะ! ข้าจะสอนให้พวกแกรู้ว่าการดับสูญในภพปีศาจแห่งนี้ และดวงจิตจะถูกตรึงอยู่ที่นี่ เป็ทาสรับใช้ข้าไปตลอดกาลมันเป็ยังไง หึหึหึ!” เสียงหัวเราะที่น่ากลัวนั่น ทำทุกคนที่อยู่รอบๆ พากันขนลุก ก้าวถอยออกมาด้วยความกลัว
จอมมารเริ่มเงยหน้าและยืดตัวตรงขึ้น พร้อมเปล่งพลังจักราที่เป็เงาควันดำมืดและมีสายฟ้า รอบกาย ศีรษะที่เป็กะโหลกดวงตาเพลิงอเวจี เริ่มมีการงอกศีระษะเพิ่มออกมาจากจากคอ ใบหน้ากะโหลกน่าสะอิดสะเอียดมากมายทยอยงอกออกมา และแขนกระดูกก็งอกตามออกมามากมายเช่นกัน ด้านหลังมีปีกคล้ายปีกค้างคาวงอกแผ่ออกมา มือข้างหนึ่งปรากฏเคียวยมฑูติเฉกเช่นเดียวกับของเ้าวั่งซู และ โซ่สีดำล้อมรอบด้วยคบเพลิงอเวจีที่สิ่งวนรอบตัวเคียว
“อยู่ในร่างนี้ข้าไม่ใจดีละนะ! ไหนใครที่สร้างวงเวทย์ดวงดาวสู่มิติแห่งจิตข้า หืม!?”
