“ท่านแม่ทัพ ขุนนางในราชสำนักพวกนั้นเก่งที่สุดในเื่การเล่นคำพูดอะไรพวกนี้แหละ อะไรที่ว่า ‘คาดหวังด้วยใจจริง’ อะไรที่ว่า ‘หวังให้บ้านเมืองสงบสุข’ แต่จริงๆ ก็แค่กลัวว่าท่านแม่ทัพจะนำทัพพวกเราไปสู้รบแล้วเผลอทำสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตของพวกเขาเท่านั้น!”
คนข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า “นั่นสิ ตอนนี้กองทัพใหญ่ของพวกเราเหยียบย่ำไปทั่วทั้งแผ่นดินก็ไม่เจอคู่ต่อสู้ที่สามารถสู้รบกันได้อย่างสมใจ มันช่างน่าเบื่อเสียจริงๆ!”
เหล่าทหารพากันพูดคุยเซ็งแซ่ อาจเป็เพราะความสำเร็จที่ได้มานั้นราบรื่นเกินไป จนพวกเขาละทิ้งความระมัดระวังไปหมดแล้ว แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าที่แฝงด้วยความหยิ่งผยอง ไม่ว่าใครก็ไม่จำเป็ต้องลงมือ เพียงชื่อเสียงอย่างเดียวก็ดังกระฉ่อนไปไกลจนเมืองต่างๆ พากันยอมแพ้โดยไม่ต้องรบ นี่ไม่เพียงแต่จะไม่เคยปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ของซีเฮ่าเท่านั้น แต่ทั่วทั้งแผ่นดินก็ไม่เคยได้ยินเื่ราวเช่นนี้มาก่อนเลย
กงจื้อิกวาดตามองเหล่าทหารที่กำลังถกเถียงกัน คิ้วสีดำเข้มของเขาขมวดเล็กน้อย เส้นโค้งบนแก้มก็ตึงเครียดขึ้นมา
ตามที่กล่าวกันว่า “ทหารที่หยิ่งผยองย่อมพ่ายแพ้” แม้ว่าในตอนนี้กองทัพอาจจะหาคู่ต่อสู้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่คนเหล่านี้จะดูิ่ยอดฝีมือทั่วแผ่นดิน ยกตัวอย่างเช่นกองทหารชุดดำลึกลับก่อนหน้านี้ หากพวกเขามีจำนวนเกินหมื่นนาย ก็จะสามารถบุกโจมตีค่ายกองทัพอี้จวินได้อย่างแน่นอน
ท่านแม่ทัพาุโฉู่และท่านแม่ทัพาุโเฝิงหยงต่างก็เป็แม่ทัพที่นำทัพมาหลายปีจึงเข้าใจเื่นี้ดี ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความกังวลเล็กน้อย ท่านแม่ทัพฉู่ก็อ้าปากเตรียมจะตักเตือน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดออกมา ก็ได้ยินคนหนึ่งพูดเสียงดังลั่นว่า “ขุนนางพวกนี้ เื่มาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังวางท่าอีก! ถ้าเอาตามความคิดของข้านะ ข้าจะบุกเข้าไปในเมืองหลวงปล้นให้สะใจไปเลย แล้วก็ให้พวกมันคุกเข่าต้อนรับท่านแม่ทัพเข้าไปนั่งบนบัลลังก์เพื่อเป็ฮ่องเต้องค์ต่อไปเลย!”
คนที่พูดนั้นเคยเป็โจรูเามาก่อน ตอนที่ซีเฮ่าลุกฮือต่อต้านการกดขี่ข่มเหงของซือหม่าเชวี่ยน เขาก็ฉวยโอกาสฟอกตัวให้ขาวสะอาด ต่อมาก็นำพวกคนของเขามาเข้าร่วมกับกองทัพอี้จวิน แม้จะนับว่าเป็คนกล้าหาญแต่ก็ยากจะสลัดคราบโจรออกไปได้
อีกคนหนึ่งซึ่งเดิมเคยเป็หัวหน้าโจรขี่ม้า พอได้ยินก็หัวเราะเสียงดังเห็นด้วยว่า “พี่หวังพูดถูกแล้ว ข้าได้ยินว่าองค์หญิงชิงเฉิงอะไรนั่นสวยงามเหมือนนางฟ้าทีเดียว แย่งตัวนางมาก่อน...เอ่อ แย่งตัวนางมาเป็นางสนมให้ท่านแม่ทัพเสียเลย!”
เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อพูดจบ ทุกคนคงจะเห็นด้วยหรือส่งเสียงหัวเราะสนับสนุน แต่ไม่คิดว่าเมื่อพูดจบแล้วกลับพบว่าในกระโจมใหญ่เงียบกริบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกลงพื้น
เขามองคนอื่นๆ ด้วยความสงสัย ในที่สุดก็รู้ตัวว่าเขาพูดอะไรผิดไป
แม้ว่าพวกผู้บังคับบัญชาการทหารที่เข้าร่วมกองทัพอี้จวินจะมีถึงสิบกว่าคนด้วยกัน แต่ครึ่งหนึ่งของกองทัพอี้จวินนั้นล้วนมาจากกองทัพซีเจิ้งเดิม โดยเฉพาะกองทัพของสกุลฉู่และกองทัพของราชสำนัก แม่ทัพแทบจะทุกนายล้วนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดบางอย่างกับตระกูลในเมืองหลวง แม้แต่ฟางซิ่นที่มาเข้าร่วมกองทัพก็เป็ถึงลูกชายเพียงคนเดียวของอัครมหาเสนาบดี และอัครมหาเสนาบดีก็คือ “ขุนนาง” ที่พวกเขากล่าวถึงว่าหยิ่งยโสและควรคุกเข่าต้อนรับกองทัพใหญ่ของพวกเขา
ยิ่งเขาคิดใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือด ทันใดนั้นเขาก็คุกเข่าลงกับพื้นดัง “ตึง” และแม่ทัพอดีตกองโจรคนนั้นก็คุกเข่าตามมา “ท่านแม่ทัพ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้าน้อยรู้สึกโกรธไปชั่ววูบถึงได้พูดจาไม่เหมาะสม ขอท่านแม่ทัพลงโทษด้วยเถิด”
กงจื้อิมองทั้งสองคนด้วยความลำบากใจ ในการศึกที่จูโจวก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนก็นับว่ากล้าหาญและสร้างผลงานไว้ไม่น้อย แต่วันนี้นิสัยโจรก็ปรากฏออกมา แม้จะไม่ได้ปล้นสะดมเมืองหลวงจริงๆ ก็ตาม แต่ก็ยากที่จะตัดสินใจลงโทษพวกเขาเพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยค
ท่านแม่ทัพาุโเฝิงหยงที่อยู่ข้างๆ เป็คนเ้าเล่ห์ อีกทั้งยังเป็คนสุดท้ายที่เข้าร่วมกองทัพอี้จวิน เขาอาศัยความาุโช่วยพูดแก้ไขสถานการณ์ว่า “ท่านแม่ทัพ เ้าเด็กสองคนนี้ก็แค่ไม่อยากให้ท่านโดนพวกขุนนางในราชสำนักดูถูกก็เท่านั้น กองทัพใหญ่ของเรามีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ราษฎรเป็อันขาด พวกเขาแค่โกรธชั่วคราวจนลืมกฎไปเสียสนิทก็เท่านั้น”
เมื่อทั้งสองคนได้ยินเช่นนี้ต่างก็ก้มศีรษะลงขอบคุณ “ท่านแม่ทัพาุโเฝิงพูดถูกแล้ว ข้าน้อยก็แค่โกรธแค้นเกินไป”
กงจื้อิจึงโบกมือ และพูดด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “พวกเ้าพูดจาไม่เหมาะสม แม้จะไม่ได้ทำผิดกฎกองทัพ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ลอยนวลได้ หลังจากสิ้นสุดการประชุม ให้พวกเ้ารับโทษโบยคนละสิบที เพื่อเป็การเตือนสติให้คนอื่นๆ ด้วย”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา!” ทั้งสองคนจึงโล่งใจในที่สุด เพราะอย่างไรร่างกายพวกเขาก็แข็งแรง โดนโบยไม่กี่ครั้งก็หายดีในสองวันได้ แต่ถ้าถูกปลดออกจากตำแหน่งล่ะก็คงจบเห่แน่ เพราะเมื่อยึดเมืองหลวงได้แล้ว ความมั่งคั่งก็อยู่แค่เอื้อมมือ ถ้าต้องเสียตำแหน่งไปตอนนี้คงเสียใจไปตลอดชีวิตเป็แน่
ทั้งสองคนกลับเข้าไปในกองทัพ มองไปยังใบหน้าของเพื่อนร่วมกองต่างๆ ก็พบว่าหลายคนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จึงก้มศีรษะลงอย่างอับอาย และไม่ได้สังเกตเห็นสายตาอาฆาตที่เต็มไปด้วยความโกรธจากท่านแม่ทัพาุโฉู่ที่จ้องมาจากด้านหลัง…
ความจริงแล้วเื่นี้นั้นง่ายมาก ขุนนางในราชสำนักต่างคาดหวังให้กองทัพตั้งค่ายนอกเมืองหลวง และให้กงจื้อินำกองทัพเข้าเมืองเพื่อรับตำแหน่งฮ่องเต้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของเมืองหลวงแม้แต่น้อย
แทนที่จะส่งเ้าหน้าที่ชั้นสามมาพร้อมจดหมาย แล้วให้พวกเขาเดินตามเข้าเมืองไปอย่างว่าง่าย เหล่าแม่ทัพของกองทัพอี้จวินกลับอยากเข้าเมืองหลวงอย่างสมเกียรติ ให้ขุนนางทั้งหมดแสดงความเคารพอย่างเพียงพอ
เื่นี้จัดการไม่ยากนัก เพียงเรียกขุนนางขั้นสามมาข่มขู่เล็กน้อย จากนั้นกล่าวถึงกฎทัพของกองทัพอี้จวินอีกรอบ แล้วไล่เขากลับไปก็พอแล้ว
เื่พวกนี้ปล่อยให้ท่านแม่ทัพาุโฉู่ซึ่งรับหน้าที่ออกโรงเป็ฝ่ายร้าย ขณะที่กงจื้อิเพียงนั่งอยู่หลังโต๊ะพร้อมกับพยักหน้าอย่างลึกซึ้งแบบไม่อาจคาดเดาได้ก็พอ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เหล่าแม่ทัพต่างก็แยกย้ายกันไป กงจื้อิเรียกท่านแม่ทัพาุโเฝิงมาเพื่อสนทนาเป็การส่วนตัว ลุงอวิ๋นผู้มีไหวพริบก็นำเหล้าหนึ่งไห พร้อมกับอาหารว่างสองสามอย่างมาให้
กงจื้อิเหลือบมองจานกระเบื้องสีฟ้าขาวที่ถูกตกแต่งด้วยตีนไก่สีขาวไม่กี่ชิ้น พร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ เส้นโค้งบนแก้มที่เคยตึงเครียดตลอดเวลาก็ผ่อนคลายลง
“ในกระโจมเล็กทำตีนไก่ตุ๋นซีอิ๊วอีกแล้วหรือ?”
ลุงอวิ๋นยิ้มร่าแล้วรินเหล้าให้ทั้งสองคน พร้อมกับพูดว่า “นายน้อยเดาได้ถูกต้องแล้ว คุณชายน้อยกำลังฟันขึ้น เขาจับนิ้วของบ่าวไปกัดตั้งหลายที แม่นางติงเห็นเข้าจึงลงมือทำตีนไก่ตุ๋นซีอิ๊วเอง เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ทัพกำลังสนทนากับท่านแม่ทัพาุโเฝิงหยงจึงฝากให้ข้าน้อยนำมาส่งให้ เพื่อให้ท่านแม่ทัพและท่านแม่ทัพาุโเฝิงได้เพลิดเพลินกับอาหารว่างกัน”
ไม่ทันที่กงจื้อิจะพูดอะไร ท่านแม่ทัพาุโเฝิงก็หัวเราะและกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพมีวาสนาอย่างมาก ที่มีหญิงสาวดีๆ เช่นแม่นางติงอยู่เคียงข้าง วันก่อนข้าได้เจอคุณชายน้อย ดูแข็งแรงไม่เบา ล้วนเป็ความดีความชอบของแม่นางติงที่ดูแลเขาเป็อย่างดี”
แน่นอนว่าเมื่อกงจื้อิได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็ดูดีขึ้นไปอีก เขาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพาุโชมเกินไปแล้ว นางก็แค่ชอบทำอาหาร จนทำให้ทุกคนในบ้านมีความอยากอาหารที่ดี ไม่ใช่แค่อันเกอเอ๋อร์ ทุกครั้งที่ข้าขี่ม้าอูจุยก็ยังหงุดหงิดจนพ่นลมแรงๆ ออกจมูกไปสองสามครั้ง!”
คำพูดที่ชวนหัวเราะนี้ทำให้ลุงอวิ๋นและเฝิงหยงต่างหัวเราะออกมา โดยเฉพาะเฝิงหยงที่แอบซ่อนความประหลาดใจอยู่เื้ัรอยยิ้ม แม้ว่าเขาจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับแม่นางติงบ่อยครั้งนับั้แ่เข้าร่วมกับกองทัพอี้จวินแล้ว และรู้ว่าท่านแม่ทัพใหญ่ให้ความสำคัญกับนางเป็อย่างมาก แต่วันนี้เพิ่งได้รู้ว่าความรักนั้นลึกซึ้งเพียงใด ถึงขนาดที่ท่านแม่ทัพผู้เ็าคนนี้จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเช่นนี้
เมื่อนึกถึงองค์หญิงในเมืองหลวงที่ไม่รู้ว่าเป็ความหลงใหลหรือบ้าคลั่งกันแน่ เขาก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้ ดูท่าจะมีละครฉากใหญ่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน!
กงจื้อิไม่รู้ว่าเฝิงหยงคิดอะไรอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นเห็นเฝิงหยงเหม่อลอย แววตาก็แสดงความแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะถามออกมาตรงๆ ว่า “ท่านแม่ทัพาุโ ตอนนั้นได้รับคำสั่งจากผู้ใดถึงได้ออกมายอมจำนนอย่างนั้นหรือ?”
“อ๊ะ?” เฝิงหยงรู้สึกตัวขึ้นมา เมื่อได้ยินคำถามนี้ใบหน้าก็แข็งทื่อทันที เขากระแอมเบาๆ สองครั้งแล้วพูดออกมาอย่างคลุมเครือว่า “ท่านแม่ทัพเป็ผู้ปกครองแห่งแผ่นดิน ใครๆ ที่มีสายตาต่างก็เห็นได้ ข้าน้อยไม่ได้ถือว่าตนเองโง่เขลา การยอมแพ้ต่อท่านแม่ทัพถือเป็การทำตามชะตา์”
กงจื้อิยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ตอบคำใด เขายกจอกเหล้าขึ้นแล้วดื่มจนหมด
เฝิงหยงรู้ดีว่าคำพูดนี้ไม่อาจหลอกลวงได้จึงยิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากขึ้น เขารีบดื่มเหล้าแล้วใช้โอกาสนี้เช็ดเหงื่อบางๆ บนหน้าผาก
กงจื้อิถือไหเหล้าด้วยตนเองแล้วเติมให้เขาอีกจอกหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พูดออกมาเบาๆ ว่า “ข้าได้ยินมาว่าก่อนที่ท่านจะยอมแพ้ มีใครบางคนเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงค่ายทหารของท่าน เขาคนนั้นคงมาจากในวังหลวงใช่หรือไม่?”
เฝิงหยงเบิกตาขึ้นอย่างฉับพลัน เขาแสดงความใและสงสัยว่าเื่ลับขนาดนี้ถูกเปิดเผยไปได้อย่างไร
กงจื้อิโบกมือ พร้อมกับพูดตามความจริงว่า “ท่านแม่ทัพาุโไม่ต้องใ ข้าก็สืบทราบมาเพียงเท่านี้ รายละเอียดอื่นๆ คงต้องให้ท่านอธิบายเสียแล้ว”
เฝิงหยงรู้สึกหนักใจจริงๆ เขาตั้งใจจะปกปิดเื่นี้ให้ถึงที่สุด แต่ต่อจากนี้ไปเขาก็ยังต้องใช้ชีวิตภายใต้การปกครองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ในตอนนี้เขาก็ไม่สามารถปิดบังได้มากเกินไป แต่หากบอกความจริงเกี่ยวกับตัวตนของคนผู้นั้น ก็รู้สึกว่าเป็การทรยศหักหลังอย่างแน่นอน
ในที่สุดเขาก็รู้สึกลำบากใจ จึงขมวดคิ้วแล้วดื่มเหล้าทีละอึกใหญ่ๆ
กงจื้อิเองก็ไม่เร่งรีบ ตรงกันข้ามเขากลับทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เขาเทเหล้าให้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเหล้าหมดไปหนึ่งไห เฝิงหยงก็ลืมตาขึ้นอย่างมึนเมา พร้อมกับพูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “ท่านแม่ทัพเดาถูกแล้ว ข้าฟังคำสั่งของคนอื่นก่อนที่จะยอมแพ้จริงๆ พูดตรงๆ ว่าความสำเร็จของข้าก็ได้มาจากการต่อสู้ฆ่าฟันด้วยดาบและหอก ข้าจะยอมแพ้ทันทีหลังจากที่พ่ายแพ้การลอบโจมตีได้ยังไง? ข้ามีเหตุผลที่จำเป็ต้องทำจริงๆ!”
ในขณะที่พูดอยู่เขาก็กรอกเหล้าจอกสุดท้ายลงท้องไปแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ท่านอ๋องจะสิ้นพระชนม์ ท่านอ๋องเคยเชิญพวกเราไปที่ตำหนักของพระองค์ ทรงแสดงป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำสามป้ายให้พวกเราเห็นด้วยตาของพวกเราเอง ก่อนที่จะทิ้งคำสั่งไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เห็นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้ จะต้องเชื่อฟังคำสั่งโดยไม่มีเงื่อนไข ข้าได้รับแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำแผ่นหนึ่งในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่เต็มใจเพียงใดก็ต้องทำตามคำสั่ง แต่ข้าไม่เสียใจเลย ท่านแม่ทัพใหญ่ทรงเมตตาและมีความสามารถ การได้อยู่ใต้บัญชาของท่านแม่ทัพใหญ่ถือเป็โชคดีของข้า ต่อไปไม่ว่าจะมีคำสั่งอะไรข้าก็จะปฏิบัติตามโดยไม่โต้แย้ง”
พูดจบเขาก็หยิบแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดออกมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นและคุกเข่าคำนับ จากนั้นก็ถอยหลังออกจากกระโจมใหญ่ไป
เหลือเพียงกงจื้อิที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ จ้องมองตัวอักษรเล็กๆ แถวหนึ่งที่อยู่บนแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำอยู่นาน โดยไม่พูดหรือขยับตัวอยู่พักใหญ่
เขาสูญเสียพ่อแม่ั้แ่ยังเล็ก แม้ว่าปู่ของเขาจะรักเขามาก แต่ก็เสียชีวิตลงเนื่องจากาแเก่าที่หลงเหลืออยู่ จวนที่ยิ่งใหญ่ของอู่โฮ่วนั้นจึงเหลือเขาเป็เด็กเพียงคนเดียว แม้จะมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์คอยปกป้อง แต่ก็มักจะขาดคนที่คอยให้คำแนะนำสั่งสอน
ในขณะที่สถานการณ์เป็เช่นนั้น ท่านอ๋องก็รับเขาเป็บุตรบุญธรรม และสอนเขาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็ทักษะการขี่ม้า การวางกลยุทธ์ในสนามรบ แม้กระทั่งพาเขาไปยังจวนของสกุลฟางและบีบบังคับให้อัครมหาเสนาบดีฟางเป็อาจารย์ของเขา สอนเขาให้อ่านหนังสือและเขียนอักษร แต่เขาก็ไม่เคยทำให้ท่านอ๋องผิดหวัง ในวัยเพียงสิบสี่ปีเขาก็ขี่ม้าสู้รบจนสามารถฟื้นฟูเกียรติยศของจวนอู่โฮ่วที่เกือบจะเสื่อมถอยกลับมาได้อีกครั้ง
เขามองว่าท่านอ๋องเป็เหมือนพ่อแท้ๆ ของเขา แม้จะสังเกตเห็นสายตาอิจฉาของพี่ชายบุญธรรม แต่สำหรับเขาแล้วความรักในครอบครัวนั้นเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง เขาจึงไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือไปแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงเชื่อฟังคำสั่งของพ่อบุญธรรม ดูแลท่านอ๋องอย่างกตัญญู รักและเอ็นดูน้องสาวบุญธรรม และอดทนต่อการยั่วยุของพี่ชายบุญธรรม
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ทุกอย่างกลับดูน่าขันสิ้นดี!
คำสั่งในเดือน 3 ของปีซินโฉ่ว[1]!
ในเดือนนั้นปีนั้นเป็่เวลาที่เขากำลังเตรียมนำทัพออกศึก เพื่อบดขยี้ชาวเถียเหล่ยและสร้างชื่อเสียงก้องไปทั้งแผ่นดิน ไหนเลยจะคิดว่ายังไม่ทันได้ออกศึก ท่านอ๋องที่เขามองว่าเป็เหมือนบิดาแท้ๆ ก็ได้วางแผนควบคุมเขาแล้ว และเมื่อครั้งที่เขาได้รับชัยชนะกลับมา เหตุการณ์เลวร้ายที่พี่ชายบุญธรรมของเขาเป็ผู้ต้นคิด มันเคยหลุดรอดไปถึงหูของพ่อบุญธรรมบ้างหรือไม่…
-----------------------------------------
[1] ซินโฉ่ว 辛丑 หมายถึง ปีฉลู
