บทที่ 2 : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้มีสติเท่านั้นที่รอด
แสงตะวันเริ่มแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลย
ซีรุ่ยกัดฟันลากสังขารอันบอบช้ำเดินลัดเลาะไปตามชายป่า ทุกย่างก้าวเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ที่่ล่าง ร่างกายของคุณหนูในห้องหอนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ หากเป็ร่างเดิมในโลกก่อน นางคงวิ่งมาราธอนหนีข้ามเขาไปได้แล้ว
"อดทนไว้ซีรุ่ย... แค่เดินออกจากป่านี้ไปได้ ชีวิตใหม่ที่หรูหราก็รออยู่"
นางพึมพำปลอบใจตัวเอง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกเสื้อที่ตุงไปด้วยถุงเงิน อีกข้างแหวกกิ่งไม้หนามคมที่ขวางทาง
หลังจากเดินเท้ามาเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดนางก็พบลำธารสายเล็กๆ น้ำใสสะอาดไหลเย็นเห็นตัวปลา ซีรุ่ยไม่รอช้าทิ้งตัวลงนั่งริมตลิ่ง กวักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกความสดชื่น
ภาพสะท้อนในน้ำปรากฏให้เห็นดรุณีน้อยวัยแรกแย้ม ผิวขาวดุจหิมะ คิ้วโค้งดั่งคันศร ดวงตาดอกท้อที่ดูฉ่ำหวานโดยไม่ต้องแต่งแต้ม และริมฝีปากสีเชอร์รี่ที่บวมเจ่อเล็กน้อยจากการถูก... ระดมจูบ เมื่อคืน
"สวย... สวยวัวตายควายล้มจริงๆ"
ซีรุ่ยยกมือลูบแก้มตัวเองอย่างทึ่งๆ มิน่าล่ะ พวกโจรป่าถึงอยากได้นางนัก และไอ้เ้าอ๋องบ้ากามนั่นถึงได้คลั่งขนาดนั้น ความงามระดับนี้ในยุคโบราณถือเป็ 'อาวุธ' แต่ในสถานการณ์ที่ไร้คนคุ้มกัน มันคือ 'ภัยพิบัติ' ชัดๆ
หากเดินเข้าเมืองด้วยสภาพนี้ พร้อมกับหอบเงินถุงใหญ่ ไม่แคล้วคงโดนปล้น หรือแย่กว่านั้นคือโดนฉุดไปขายซ่อง
"ต้องเปลี่ยนลุค..."
สายตาของนางเหลือบไปเห็นเสื้อคลุมไหมสีดำปักลายพยัคฆ์ของบุรุษที่นางขโมยมา (หรือจะเรียกว่ายึดมาเป็ค่าเสียหายก็ได้) นางตัดสินใจใช้หินมีคมตัดชายผ้าที่ยาวรุ่มร่ามออก ฉีกแขนเสื้อบางส่วนเพื่อพันหน้าอกให้แบนราบ และรวบผมยาวสลวยขึ้นเกล้าเป็มวยสูงแบบบุรุษ ใช้ปิ่นไม้ไผ่เหลาหยาบๆ เสียบขัดไว้
แม้จะดูไม่เหมือนชายชาตรีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเครื่องหน้านั้นหวานหยด แต่ก็พอมองออกว่าเป็ 'คุณชายเ้าสำราญ' ผู้บอบบางน่าทะนุถนอมได้อยู่
เมื่อจัดการแปลงโฉมเสร็จ นางก็หยิบถุงเงินขึ้นมาเทลงบนตักเพื่อประเมินทรัพย์สิน
"หนึ่ง... สอง... สาม..."
ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ประกายตารูปเงินตราส่องวิบวับ ทองคำแท่งเล็กๆ สิบแท่ง ตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงอีกห้าใบ และเศษเงินก้อนอีกจำนวนหนึ่ง
"รวย! นี่มันเงินทุนตั้งตัวระดับ Start-up ยูนิคอร์นชัดๆ!"
ซีรุ่ยแทบจะกราบขอบคุณความรวยของอ๋องวิปลาสคนนั้น เงินจำนวนนี้มากพอจะซื้อที่ดินดีๆ ในเมืองหลวงและสร้างคฤหาสน์หลังเล็กได้สบายๆ แต่สิ่งที่ทำให้นางหนักใจคือ...
'ป้ายหยกเืนก'
นางหยิบมันขึ้นมาส่องกับแสงแดด เนื้อหยกโปร่งใสสีแดงดุจเื ัสี่เล็บที่สลักเสลานั้นดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม ของแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามัญชนจะได้ และถ้าเอาไปจำนำ รับรองว่าเ้าของโรงรับจำนำต้องแจ้งทางการ หรือไม่ก็วางยาเพื่อขโมยมันไปแน่นอน
"ของร้อนสินะ..." นางถอนหายใจ "เอาเถอะ เก็บไว้ก่อน ถ้าวันไหนจนตรอกจริงๆ ค่อยหาทางปล่อยของในตลาดมืด"
ซีรุ่ยซุกป้ายหยกไว้ในชั้นในสุดแนบชิดกับเนินอกที่ถูกพันไว้แน่น ก่อนจะเก็บเงินและออกเดินทางต่อ เป้าหมายคือ 'เมืองลั่วอวิ๋น' เมืองท่าการค้าที่อยู่ใกล้ที่สุด
...
เมืองลั่วอวิ๋น
บรรยากาศคึกคักจอแจของผู้คนและร้านรวงทำให้ซีรุ่ยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที นี่คือกลิ่นอายที่นางคุ้นเคย... กลิ่นของ 'เงิน' และ 'โอกาส'
ร่างระหงในคราบคุณชายชุดดำเดินลากเท้าเข้ามาในเมือง นางแวะร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็อันดับแรก ใช้เงินก้อนเล็กซื้อชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มแบบบัณฑิต และพัดจีบอีกหนึ่งอันเพื่อเสริมบุคลิก
เมื่อแต่งกายดูดีมีสกุล พ่อค้าแม่ขายก็เริ่มมองนางด้วยสายตาพินอบพิเทา ต่างจากตอนเดินเข้าเมืองที่มองเหมือนขอทาน
"เถ้าแก่เนี้ย ข้าขอถามอะไรหน่อย" ซีรุ่ยแวะร้านบะหมี่ข้างทาง สั่งบะหมี่เกี๊ยวน้ำชามโตมาซดแก้หิว
"เชิญเลยเ้าค่ะคุณชาย รูปงามเช่นท่านถามอะไรข้าก็ตอบหมด" แม่ค้าวัยกลางคนยิ้มหวานหยด
"่นี้ในเมืองมีข่าวอะไรน่าสนใจบ้าง หรือมีที่ดินทำเลดีๆ ประกาศขายหรือไม่?"
แม่ค้าตาโตเมื่อเห็นก้อนเงินที่ซีรุ่ยวางทิปให้ นางรีบกระซิบกระซาบ "ถ้าข่าวใหญ่สุด่นี้ ก็คงเป็เื่ 'ตระกูลซี' ที่อยู่เมืองข้างๆ เ้าค่ะ เห็นว่าคุณหนูรองหนีตามผู้ชายไปในคืนที่จะถูกส่งตัวไปแต่งงาน บิดาโกรธจัดประกาศตัดพ่อตัดลูก แล้วบอกว่านางตายไปแล้ว!"
ซีรุ่ยกระตุกยิ้มมุมปาก 'ดี... ตัดหางปล่อยวัดกันไปเลย จะได้ไม่ต้องมีภาระ'
"ส่วนเื่ที่ดิน..." แม่ค้าทำท่าครุ่นคิด "มีอยู่เ้าค่ะ เป็ตึกเก่าท้ายตลาด ติดริมแม่น้ำ ทำเลดีนะเ้าคะ แต่มัน... เอ้อ... มีข่าวลือว่าผีดุ เจ๊งมาสามรายแล้ว ตอนนี้ประกาศขายถูกๆ ก็ไม่มีใครเอา"
"ผีดุ?" ซีรุ่ยเลิกคิ้ว "หรือจริงๆ แล้วแค่บริหารห่วยแตกกันแน่"
นางกินบะหมี่คำสุดท้ายจนเกลี้ยงชาม ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดพัดจีบด้วยท่วงท่าสง่างาม
"ขอบใจมากเถ้าแก่เนี้ย... ข้าจะไปดู 'บ้านผีสิง' นั่นเสียหน่อย"
...
ท้ายตลาดเมืองลั่วอวิ๋น
อาคารไม้สามชั้นขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำ สภาพภายนอกดูทรุดโทรม สีลอกร่อน และมีวัชพืชขึ้นรกครึ้ม แต่โครงสร้างหลักยังดูแข็งแรงมาก เสาไม้สักขนาดใหญ่และการแกะสลักที่วิจิตรบรรจงบ่งบอกว่าอดีตเคยเป็สถานที่รุ่งเรือง
ซีรุ่ยเดินสำรวจรอบๆ ด้วยสายตาของผู้เชี่ยวชาญ
"สมบูรณ์แบบ..."
ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าของชายชราก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"คุณชายสนใจที่รกร้างแห่งนี้รึ? อย่าหาเื่ใส่ตัวเลย ที่นี่ต้องคำสาป..."
ซีรุ่ยหันกลับไปพบชายชราหลังค่อมที่ดูเหมือนคนเฝ้าตึก นางยิ้มกว้าง แววตาเป็ประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าพ่อค้าหน้าเื
"ท่านลุง ข้าไม่ได้สนใจที่นี่เพราะมันสวยงามหรอกนะ..." นางขยับเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "แต่ข้าสนใจเพราะข้าเป็ 'หมอผี'... เอ้ย ไม่ใช่ ข้าเป็นักธุรกิจที่ชอบของถูกต่างหาก"
"ไปเรียกเ้าของที่มาเถอะ ข้าจะซื้อที่นี่เดี๋ยวนี้... ด้วยเงินสด!"
ในหัวของซีรุ่ย ภาพแปลนการรีโนเวทผุดขึ้นมาเป็ฉากๆ
ชั้นหนึ่ง... ล็อบบี้บาร์และเวทีการแสดงดนตรีสด ชั้นสอง... ห้องอาหารส่วนตัวแบบ Private Room เก็บเสียง ชั้นสาม... โซน VVIP และห้องพักระดับ 5 ดาว
และนางจะตั้งชื่อมันว่า "หอหมื่นราตรี" สถานที่ที่จะสูบเงินจากกระเป๋าพวกขุนนางและเศรษฐีให้เกลี้ยง โดยมีนางนั่งนับเงินบนกองทอง!
แต่ก่อนอื่น... นางต้องจ้างคนคุ้มกันฝีมือดีสักหน่อย เพราะสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าเ้าของเงินทุนก้อนนี้ อาจจะกำลังตามกลิ่นนางมาเร็วกว่าที่คิด!
