จ้าวอี้เฉินกลืนอาหารแล้วมองหลี่ชิงหลิงพลางถามด้วยรอยยิ้มว่า "แม่นางเสี่ยวหลิงกำลังจะแต่งงานแล้วรึ ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเลย" ข่าวนี้กะทันหันจนเขาไม่มีเวลาเตรียมใจ
หลี่ชิงหลิงเงยหน้าขึ้นสบตากับจ้าวอี้เฉิน "ตัดสินใจวันนี้น่ะ ยังไม่ได้กำหนดวันเวลา" นางเหลือบมองหลิวจือโม่ "ไว้กำหนดวันเวลาแน่นอนแล้วจะบอกคุณชายจ้าว ไว้มาดื่มฉลองกัน”
นางอายุเพียงสิบสี่ปี ในยุคปัจจุบันเพิ่งอยู่ชั้นมัธยมต้น แต่ที่นี่ นางกำลังจะแต่งงาน
ช่างแตกต่างเสียจริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นางพูดกับหลิวจือโม่ก็เป็ความจริงเช่นกัน พวกเขาสามารถแต่งงานกันได้ แต่ถ้าจะใช้ชีวิตสามีภรรยาก็ต้องรอจนกว่านางจะอายุสิบห้าปี
หากไม่ใช่เพราะคิดว่าอายุสิบแปดนั้นนานเกินไปแล้วหลิวจือโม่ไม่ตกลง นางคงดันไปอายุสิบแปด
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ชิงหลิง จ้าวอี้เฉินรู้สึกว่าอาหารในปากยิ่งจืดชืดกว่าเดิม เขาเคี้ยวส่วนที่เหลือเหมือนขี้ผึ้งและหัวเราะ "แน่นอน ไว้กำหนดวันเวลาแล้ว หากข้าว่างจะต้องมาดื่มฉลองแน่นอน”
พูดจบก็ลุกโดยไม่รอหลี่ชิงหลิงตอบ "ข้าเหมือนจะยังมีธุระค้างคาอยู่ คงต้องกลับก่อน ขอบคุณแม่นางเสี่ยวหลิงมาก”
หลี่ชิงหลิงหัวเราะ บอกไม่ต้องเกรงใจ ก็แค่มื้ออาหารทั่วๆ ไป
จ้าวอี้เฉินยิ้มให้เด็กสาวอีกครั้ง หันหลังสาวเท้าเดินออกไป
เขามากับรถม้า ทันทีที่เขาเข้าไปในรถม้า รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหาย
เขาเอนพิงหลัง ถอนหายใจด้วยความเศร้า
เขารู้ว่าตนเองกับหลี่ชิงหลิงนั้นเป็ไปไม่ได้
ตระกูลของเขาไม่มีทางยินยอมให้เขาแต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่มีอำนาจ
แต่เขาก็ถูกหลี่ชิงหลิงดึงดูดไปแล้ว
เขาไม่เคยเจอสตรีอย่างนางเลย เด็กสาวที่ไม่สนใจสายตาของคนอื่นและใช้ชีวิตอย่างอิสระ
นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนามาโดยตลอด แต่ตระกูลเขามีกฎเกณฑ์มากมายในทุกย่างก้าว ไม่อาจดำเนินชีวิตแบบนี้ได้
อาจเป็เพราะเหตุนี้ เขาถึงได้ถูกนางดึงดูด
เดิมทีเขาคิดว่าได้รู้จักหลี่ชิงหลิงแบบนี้ก็พอ จนกระทั่งเขาได้ยินคำพูดของหลิวจือโม่ เขาก็ตระหนักว่าหลี่ชิงหลิงจะแต่งงานและมีลูก หลังจากนั้นจะเจอนางคงไม่ใช่เื่ง่าย
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หัวใจของเขาก็รู้สึกทุกข์ทรมาน
เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
เขาอาจชอบนางมากกว่าที่คิด
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ได้แต่เฝ้ามองดูนางแต่งงานกับคนอื่น
แม้ว่าแวบหนึ่งเขาจะเคยมีความคิดที่จะให้หลี่ชิงหลิงอยู่เคียงข้างขึ้นมา แต่ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ นางจะไม่มีความสุขไปทั้งชีวิต
นอกจากนี้ ด้วยสถานะปัจจุบัน นางไม่สามารถเป็ภรรยาของเขาได้ อย่างมากเป็เพียงนางอนุเท่านั้น
เขาไม่้าเหยียดหยามนางเช่นนั้น ดังนั้นจึงทำได้เพียงเลือกที่จะปล่อยไป
ในชีวิตนี้พวกเขาคงเป็ได้แค่สหาย
ระหว่างทางกลับฝูหมั่นโหลว จ้าวอี้เฉินคิดไปถึงหลายสิ่งหลายอย่าง จนกระทั่งลงจากรถจึงจะปล่อยความคิดยุ่งเหยิงเ่าั้ได้
“เอาสุรามาสองไห” จ้าวอี้เฉินกล่าว และเดินขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของตน
ทันทีที่เ้าของร้านเห็นก็รู้ว่าเ้านายอารมณ์ไม่ดี
เกิดอะไรขึ้น? เ้านายไปหมู่บ้านหนิวโถวอย่างมีความสุข ทำไมถึงกลับมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง?
เขาจำได้ว่าเ้านายจะไป และกลับมาอย่างมีความสุขทุกครั้ง!
เ้าของร้านยืนอยู่นอกประตูพร้อมเหล้าสองขวดและเครื่องเคียง ยื่นมือเคาะประตู "นายท่าน ข้าเอง สุรามาแล้วขอรับ”
"เข้ามาได้"
เ้าของร้านเปิดประตูและเห็นจ้าวอี้เฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาวางอาหารและเหล้าลง พร้อมยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ “นายท่าน จดหมายถึงท่านขอรับ”
จ้าวอี้เฉินตอบรับ เอื้อมมือไปรับมาเปิดอ่าน
หลังจากอ่านจบ เขาก็ยิ้มอย่างเย้ยหยันและฉีกจดหมายทิ้ง
"..." เ้าของร้านไม่กล้าพูดอะไร เขายืนรออยู่ข้างๆ อย่างเคารพ
“มาดื่มกับข้า!”
"ขอรับ…"
หลังจากดื่มสุราไปสองสามถ้วย หน้าของจ้าวอี้เฉินก็เปลี่ยนเป็สีแดงและพูดมากขึ้น
เขาพูดกับเ้าของร้าน "รู้ไหมว่าในจดหมายเขียนว่าอะไร? พวกเขาเร่งให้ข้ากลับไปดูตัว” สองปีมานี้ ที่บ้านเร่งเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เพราะแบบนี้ เขาถึงไม่อยากอยู่บ้านเลย
เ้าของร้านไม่รู้จะพูดอะไรครู่หนึ่ง เขาเงียบพักหนึ่งจึงเอ่ย "ท่านอยู่ในวัยที่ควรแต่งงานแล้ว" เ้านายอายุจะสิบเก้าปีแล้ว หากเป็ครอบครัวอื่นคงเป็พ่อคนไปแล้ว
จะยังตัวคนเดียวเหมือนท่านได้อย่างไร
หากลูกเขาเองอายุสิบเก้ายังไม่แต่งงาน เขาเองก็คงร้อนรนไม่ต่างกัน
พ่อแม่ก็รู้สึกแบบนี้หมด เขาเข้าใจความรู้สึกของนายท่านมาก
จ้าวอี้เฉินจ้องเ้าของร้านด้วยความไม่พอใจ "ลุงก็จะเร่งให้ข้ารีบแต่งงานด้วยหรือ? หา?” สิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินตอนนี้คือการแต่งงาน "ลุงเคยชอบใครหรือไม่ รู้ไหมว่าการชอบมันเป็ยังไง”
หัวใจของเ้าของร้านเต้นสะดุด จิบสุราช้าๆ เงยหน้าชำเลืองมองจ้าวอี้เฉิน "เอ่อ... ข้าไม่เคยเจอภรรยาจนวันแต่งงาน พอยกผ้าขึ้นถึงได้เห็น หลังแต่งก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่ชีวิตก็ไม่เลว อยู่แบบนี้ไปก็ไม่แย่นัก” เขาหยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “คำว่าชอบมันล่องลอยเกินไป ใครก็จำกัดความไม่ได้”
ในสายตาของเขา การได้กินอิ่มและนุ่งห่มอย่างอบอุ่นทั้งครอบครัวคือความสบายใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นจะไปมีเวลาสนใจว่าชอบหรือไม่ได้อย่างไร?
จ้าวอี้เฉินรินจนเต็ม เงยหน้าดื่มอึกใหญ่พลางเอ่ยเย้ย "ชีวิตแบบนั้นจะไปมีประโยชน์อะไร" การใช้เวลาทั้งชีวิตผูกติดอยู่กับคนที่ไม่ชอบ แค่คิดก็เหนื่อยใจแล้ว
พูดจบก็ดื่มติดต่อหลายถ้วย สภาพดูเมาเล็กน้อย
เห็นเขาเป็แบบนี้ เ้าของร้านก็อยากเตือนให้ดื่มน้อยหน่อย แต่ก็พูดไม่ออก เขารู้จักอีกฝ่ายมานาน รู้ว่าเป็คนอย่างไร เตือนไปก็คงไม่สำเร็จ ปล่อยให้เขาระบายความหดหู่ในใจดีกว่า ปล่อยแล้วจะได้สบายใจหน่อย
"พูดตามตรง ถ้าข้าเลือกชาติกำเนิดได้ ข้าอยากเป็คนธรรมดา กินข้าวสามมื้อต่อวันโดยไม่ต้องคิดและแบกรับอะไร"
คนอื่นเห็นเปลือกนอกที่ดูดีของพวกเขาแล้วต่างก็อิจฉา แต่หาได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขามีชีวิตแบบไหน
“ทุกคนล้วนมีปัญหาของตัวเอง นายท่าน ถ้าอยากเป็คนธรรมดา กินข้าวสามมื้อต่อวัน ท่านรู้ไหมว่าชีวิตคนธรรมดาจำนวนมากอาจไม่เคยได้กินอิ่มเลยแม้แต่มื้อเดียว” เ้าของร้านถอนหายใจเล็กน้อย "แม้แต่ความเจ็บป่วยเล็กน้อยก็สามารถคร่าชีวิตพวกเขาได้"
ชีวิตใครก็ไม่ง่าย ทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเอง
จ้าวอี้เฉินฟังแล้วดื่มเหล้าอีกสองแก้ว ยิ้มขมขื่น "ทำไมการเป็มนุษย์มันยากเสียจริง" พูดจบก็ฟุบลงบนโต๊ะ
เ้าของร้านยื่นมือไปสะกิดเรียกหลายครั้ง แต่เขาไม่ตอบสนอง เ้าของร้านจึงถอนหายใจเล็กน้อย ขอให้เสี่ยวเอ้อช่วยยกเขาขึ้นไปบนเตียงให้หลับสบายๆ
เขาไม่รู้ว่าเ้านายเจออะไรมาถึงดื่มจนเมาอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แตกต่างจากเ้านายที่สงบสุขุมในอดีตจริงๆ
ครั้งหน้าเจอหลี่ชิงหลิงคงต้องถามแล้วว่าตอนอยู่บ้านนางเกิดอะไรขึ้น
…
หลี่ชิงหลิงไม่คาดคิดว่าหลิวจือโม่จะเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้ วันรุ่งขึ้น เขาเชิญแม่สื่อมาที่บ้านจริงๆ
ตอนเห็นแม่สื่อครั้งแรก นางยังไม่ทันรู้ตัว ถามอีกฝ่ายว่ามาทำอะไรที่นี่?
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของหลี่ชิงหลิง แม่สื่อก็ปิดปากหัวเราะคิกคัก "เสี่ยวหลิง งานมงคลน่ายินดีจริงๆ!"
"มงคลอะไร บ้านข้าจะไปมีงานมงคลอะไรได้”
"งานมงคลเ้ากับจือโม่ไง ไม่ใช่รึ” แม่สื่อมองหลี่ชิงหลิงด้วยรอยยิ้ม "จือโม่เชิญข้ามา เขาน่าจะบอกเ้าแล้วใช่ไหม"
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่สื่อ หน้าสวยของหลี่ชิงหลิงก็แดงขึ้นเล็กน้อย นางตั้งตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
เด็กสาวรินชาให้แม่สื่อ ดันไปตรงหน้าให้นางดื่ม
แม่สื่อยกชาขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ นางก็ไม่รู้ว่ารสดีหรือไม่ เพราะมันเป็แค่น้ำดับกระหายของนาง
เมื่อรู้สึกกระหายน้ำน้อยลง นางจึงเริ่มคุยกับหลี่ชิงหลิง
หลี่ชิงหลิงรู้สึกมึนหัว ได้แต่ขอให้นางพูดช้าๆ ตนจะได้จำได้
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แม่สื่อก็พูดซ้ำอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดจบ หลี่ชิงหลิงก็ถาม "ที่ท่านป้าพูดมาเมื่อกี้ ต้องให้ท่านปู่ท่านย่าของข้าอยู่ด้วยไหม” พ่อแม่ของนางเสียไปแล้ว นางไม่รู้ว่าต้องให้ใครมาแทน
แม่สื่อตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นางคิดว่าหลี่ชิงหลิงได้ทิ้งปู่ย่าไปนานแล้ว ไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้
“มันขึ้นอยู่กับพวกเ้า ข้าตัดสินแทนไม่ได้”
หลี่ชิงหลิงขมวดคิ้ว แต่ก็พูดอะไรไม่ได้มากนัก จึงได้แต่พยักหน้าไปก่อน
“งั้นท่านป้ารอก่อนนะ เดี๋ยวข้าไปเอาชะตาเกิดมาให้”
หลี่ชิงหลิงกลับไปที่ห้องและเอาดวงชะตาวันเกิดออกมา อีกทั้งให้เงินอีกยี่สิบเหวิน นับเป็การตอบแทน
แม่สื่อรับเงินด้วยยิ้มกว้างจนแทบไม่เห็นดวงตา นางคุยกับหลี่ชิงหลิงอีกสองสามคำแล้วจากไป
ทันทีที่แม่สื่อจากไป หลิวจือโม่ก็กลับมา เมื่อเขาเห็นหลี่ชิงหลิง รอยยิ้มก็ปรากฏโดยไม่ได้ตั้งใจ
