ตอนที่ 9 บทเรียนของหมาล่าเนื้อ
เกล็ดหิมะที่เริ่มหนาตัวขึ้นอีกครั้งไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านมู่ซานเย็นเยียบลงแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน กลิ่นอายความร้อนที่แผ่ออกมาจากผืนดินสิบหมู่กลับทำให้บริเวณนี้ดูราวกับเป็โอเอซิสที่ตั้งอยู่ใจกลางนรกเยือกแข็ง ข้าวสาลีเกล็ดหิมะิญญาชูยอดสีเขียวมรกตล้อไปกับแสงอาทิตย์อุทัยที่ส่องผ่านม่านหมอก เป็ภาพที่ทั้งงดงามและประหลาดล้ำจนเกินกว่าที่สามัญสำนึกของมนุษย์จะทำความเข้าใจได้
เซียวจิ้งเหยียนยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่ม้านั่งไม้ไผ่ สายตาคมกริบของเขามองดูเด็กสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการผสม สูตรดิน ลงในแปลงทดลองขนาดเล็ก ท่าทางของนางที่หยิบจับโน่นนี่อย่างคล่องแคล่ว แฝงไปด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็เพียงเด็กสาวชาวป่า
“เ้าบอกว่าความร้อนนี่คือ พลังงาน... มู่หว่านเอ๋อร์ ในหัวของเ้ามีตำราวิเศษกี่เล่มกันแน่?” เสียงทุ้มต่ำของจิ้งเหยียนทำลายความเงียบขึ้น
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากถังไม้ นางใช้ช้อนไม้คนส่วนผสมปุ๋ยคอกที่คลุกเคล้ากับสมุนไพรจากมิติิญญา
“ท่านอ๋อง ตำราในโลกนี้บอกแค่ว่า อะไร คืออะไร แต่ตำราในหัวของข้าบอกว่า ทำไม มันถึงเป็เช่นนั้น และเราจะเปลี่ยนมันได้อย่างไร”
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาฉายแววท้าทาย
“ท่านมองว่าที่นี่คือความลับราชวงศ์ แต่ข้ามองว่าที่นี่คือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าธรรมชาติ หากท่านรู้จักฟันเฟืองของมัน ท่านก็สามารถกุมชะตาฟ้าดินได้ โดยไม่ต้องรอพรจากเทพเ้าองค์ใด”
จิ้งเหยียนยกยิ้มจางๆ
“กุมชะตาฟ้าดิน... ช่างเป็คำกล่าวที่สามหาวนัก หากขุนนางในวังหลวงมาได้ยินเข้า พวกเขาคงจะสั่งปะาเ้าฐานิ่เบื้องสูง แต่สำหรับข้า... ข้ากลับชอบความสามหาวของเ้ายิ่งนัก”
เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้นาง จนหว่านเอ๋อร์ััได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่มที่ผ่านการฝึกยุทธ์มาอย่างหนัก
“แล้ว ผงะเิ ที่เ้าพูดถึงเมื่อครู่ล่ะ? มันคือเครื่องจักรฟันเฟืองชนิดไหนของเ้า?”
หว่านเอ๋อร์ขยับรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“มันคือ การเจรจาในรูปแบบที่เสียงดังที่สุดเ้าค่ะ หากใครไม่ยอมรับฟังเหตุผลของข้า ข้าก็จะให้พวกเขารับฟังเสียงของดินะเิแทน”
ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังตึงเครียดด้วยกระแสไฟฟ้าจางๆ เสียงเอะอะโวยวายที่ฟังดูพินอบพิเทาก็ดังมาจากทางเข้าทุ่งร้าง
“หว่านเอ๋อร์หลานรัก! โอ๊ย... หว่านเอ๋อร์คนเก่งของลุง!”
มู่ไห่ ลุงใหญ่แห่งตระกูลมู่ เดินกะเผลกๆ นำหน้าขบวนชาวบ้านมาด้วยสีหน้าที่พยายามปั้นให้ดูเศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้างกายเขาคือท่านย่ามู่ที่วันนี้สวมชุดที่ดีที่สุด (แม้จะยังดูซอมซ่อในสายตาหว่านเอ๋อร์) และที่น่าขำที่สุดคือ ป้าสะใภ้ใหญ่มู่ (ซื่อซื่อ) ที่บัดนี้สภาพดูไม่ได้เลย
นางไม่ได้ไปอยู่คุกทันทีเพราะต้องรอการทำเื่ย้ายตัวไปที่ที่ว่าการเมือง แต่ใต้เท้ากัวที่กลัวตายจนขี้หดตดหายได้สั่งให้ลูกน้อง โยน นางกลับมาที่หมู่บ้านก่อนเพื่อรอรับโทษ ซื่อซื่อในยามนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเขียวคล้ำจากการสำลักโคลนร้อน และที่สำคัญ... นางสวมชุดคลุมที่ทำจาก กระสอบป่าน เพราะชุดเก่าเหม็นโคลนจนทิ้งไปหมดแล้ว
“หว่านเอ๋อร์... ย่ามาเยี่ยมเ้าแล้วหลานรัก” ท่านย่ามู่ส่งเสียงแหบพร่า พยายามจะเข้าไปจูบมือนาง
“ย่าคิดถึงเ้าใจจะขาด คืนก่อนย่านอนไม่หลับเลย เป็ห่วงว่าหลานจะหนาว... ดูสิ ย่าเอา ผ้าห่มเก่า ของบรรพบุรุษมาคืนเ้าด้วยนะ”
หว่านเอ๋อร์มองดูผ้าห่มขาดๆ ที่ท่านย่ามู่ยื่นให้ด้วยสายตาว่างเปล่า
“ท่านย่า... ผ้าผืนนี้คือผืนเดียวกับที่ท่านป้าใหญ่บอกว่าข้าขโมยมาจากบ้านใหญ่เมื่อวันก่อนไม่ใช่หรือเ้าคะ? วันนี้มันกลายเป็ของขวัญกตัญญูไปเสียแล้วหรือ?”
ท่านย่ามู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็ไอ
“แฮ่ม... มันคือความเข้าใจผิดน่ะหลานรัก ป้าใหญ่ของเ้าเขาสติไม่ค่อยดีเพราะความหนาว ใช่ไหมซื่อซื่อ!”
นางหันไปถลึงตาใส่สะใภ้ใหญ่ ซื่อซื่อที่ตอนนี้กลัวหว่านเอ๋อร์จนขึ้นสมอง (และกลัวท่านอ๋องที่ยืนอยู่ข้างหลังนางยิ่งกว่า) รีบคุกเข่าลงกับพื้นหิมะจนเสียงหัวเข่ากระแทกพื้นดัง ปึก!
“ใช่จ๊ะ! หว่านเอ๋อร์... ข้ามันตาหมา! ข้ามันคนเขลา! ข้าไม่ได้จงใจจะทำร้ายเ้าเลยนะจ๊ะ ที่ข้าทำไปก็เพราะ... เพราะข้าอยากให้เ้าเข้มแข็งขึ้น! ใช่! ข้ากำลัง ฝึกความอดทน ให้เ้ายังไงล่ะจ๊ะ!” ซื่อซื่อพูดพลางปาดน้ำตาปลอมๆ ที่ไม่มีสักหยด
“โอ้... ท่านป้าช่างเมตตาต่อข้าเหลือเกินเ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะ
“ฝึกให้ข้าอดทนด้วยการปล่อยให้แข็งตายและอดอยาก หากข้าขอบพระคุณท่านด้วยการส่งท่านไป ฝึกความอดทน ในคุกมืดที่ไม่มีแสงตะวันส่องถึง ท่านคงจะยินดีใช่ไหมเ้าคะ?”
“ว้าย! ไม่นะจ๊ะ! หว่านเอ๋อร์ หลานรัก!” ซื่อซื่อถลาเข้ามาจะเกาะแข้งเกาะขา แต่กลับถูกสายตาเย็นเยียบของเซียวจิ้งเหยียนตรึงไว้จนนางตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ
“หลานรัก... เ้าดูสิ ทุ่งข้าวนี้โตเร็วเหลือเกิน” มู่ไห่พยายามเปลี่ยนเื่พลางลูบท้องที่หิวโหย
“บ้านใหญ่ของเราตอนนี้เสบียงก็ร่อยหรอ หากเ้าแบ่งข้าวพวกนี้ให้เราสักครึ่ง... ไม่สิ สักสามส่วนสี่ ย่าของเ้าคงจะมีอายุยืนยาวไปอีกนาน”
ชาวบ้านที่ตามมาดูต่างพากันทำปากส่งเสียงจิ๊จ๊ะ
“โธ่... ลุงใหญ่หน้าด้านนัก เมื่อวานยังจะจับหลานส่งทางการ วันนี้จะมาขอข้าวเขากิน!”
“นั่นสิ! ดูสภาพย่ามู่สิ ปากบอกห่วงหลาน แต่ตานี่จ้องแต่ทองคำบนโต๊ะ!”
หว่านเอ๋อร์ยกมือขึ้นห้ามเสียงซุบซิบ นางหันมามองคนบ้านใหญ่อย่างพิจารณา
“ได้เ้าค่ะ... ข้าจะให้ข้าวพวกท่าน”
คำพูดนี้ทำให้มู่ไห่และท่านย่ามู่ตาโตด้วยความหวัง
“จริงหรือ! หว่านเอ๋อร์ เ้าช่างเป็หลานที่กตัญญูที่สุด!”
“แต่มีเงื่อนไขเ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง (ซึ่งในสายตาจิ้งเหยียนมันคือรอยยิ้มของปีศาจสาว)
“ในเมื่อพวกท่านบอกว่าอยากจะมา ช่วยข้าดูแลทุ่งร้าง ข้าก็จะไม่ใจดำ ที่ดินที่เหลือก่อนถึงชายป่าอีกห้าหมู่ยังไม่ได้พรวนดิน ข้า้าให้พวกท่านทั้งสามคน... ท่านย่า ลุงใหญ่ และป้าใหญ่ ไปช่วยกันขุดดิน ด้วยมือนึกถึงความลำบากของข้าในวันที่พวกท่านไล่ข้าออกมา”
“อะไรนะ! ให้ข้าไปขุดดิน!” ท่านย่ามู่ร้องลั่น
“ใช่เ้าค่ะ หากขุดได้ครบห้าหมู่ภายในสามวัน ข้าจะแบ่งข้าวเกล็ดหิมะให้บ้านใหญ่หนึ่งกระสอบ... แต่ถ้าทำไม่ได้ แม้แต่รำข้าว ข้าก็จะไม่ให้พวกท่านเห็นแม้แต่เงา!”
“หว่านเอ๋อร์! เ้าจะให้คนแก่อย่างย่าไปขุดดินแข็งๆ เยี่ยงนั้นรึ!”
“ดินไม่แข็งหรอกเ้าค่ะท่านย่า เพราะความร้อนใต้ดินทำให้ดินที่นั่นร่วนซุย... แต่อาจจะร้อนไปนิดหน่อยนะเ้าคะ” หว่านเอ๋อร์หันไปสั่งเสี่ยวสือ
“เสี่ยวสือ ไปหยิบจอบบิ่นๆ ที่เราเคยใช้มาให้ลุงใหญ่กับป้าใหญ่คนละเล่มเร็วเข้า!”
ภาพต่อมาที่ชาวบ้านได้เห็นคือ ลุงใหญ่ที่เคยเดินเชิดหน้าชูตา บัดนี้ต้องก้มหน้าก้มตาจามจอบลงบนดินโคลนที่ส่งไอร้อนพุ่งเข้าใส่หน้าจนเหงื่อท่วมตัว ส่วนซื่อซื่อที่สวมชุดกระสอบป่านก็ต้องตะเกียกตะกายขุดโคลนด้วยท่าทางน่าสมเพช โดยมีท่านย่ามู่นั่ง คุมงาน แต่กลับถูกไอร้อนจากพื้นดินลามเลียจนต้องะโไปมาเหมือนเต้นระบำแก้บน
ชาวบ้านต่างพากันหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
“ดูนั่น! ท่านย่ามู่กำลังรำถวายัอีกแล้ว! คราวนี้รำสวยกว่าป้าใหญ่เมื่อวานเสียอีก!”
หว่านเอ๋อร์เมินเฉยต่อความโกลาหลเบื้องหน้า นางหันกลับมาหาเซียวจิ้งเหยียนที่กำลังมองนางด้วยสายตาทึ่งๆ
“ท่านอ๋อง ท่านเห็นไหมเ้าคะ... มนุษย์เราบางครั้งก็ต้องใช้ ผลประโยชน์ เป็แส้ และใช้ ความอดอยาก เป็คอกกั้น ถึงจะทำให้พวกเขารู้จักคำว่าสำนึก”
จิ้งเหยียนส่ายหน้าช้าๆ
“เ้าช่างโหดร้ายในแบบที่ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ”
“ข้าไม่ได้โหดร้ายเ้าค่ะ ข้าแค่ยุติธรรม” หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ
“ตอนนี้ข้ามีคนงานฟรีๆ มาช่วยพรวนดินแล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้าง โรงเรือนกระจกแบบโบราณ โดยใช้พลังความร้อนใต้ดินมาคุมอุณหภูมิพืชสมุนไพรหายากที่ท่าน้า”
นางหยิบแผ่นกระดาษที่วาดแบบแปลกๆ ออกมา (ซึ่งนางแอบใช้ถ่านวาดไว้ั้แ่เมื่อคืน)
“ข้า้าผลึกแก้วใส หรือไม่ก็ผ้าไหมสีขาวบางๆ จำนวนมาก เพื่อมาล้อมรอบพื้นที่บริเวณใจกลาง ัใต้ดินท่านอ๋อง... ท่านพอจะจัดหาให้ข้าได้หรือไม่?”
จิ้งเหยียนมองดูแบบวาดนั้นด้วยความขมวดคิ้ว
“เ้าจะเอาแก้วมาทำหลังคางั้นรึ? นี่มันการสิ้นเปลืองมหาศาลเลยนะ”
“แต่มันจะผลิตสมุนไพรที่มีค่ามากกว่าแก้วพวกนั้นร้อยเท่าเ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์สบตาเขาอย่างแน่วแน่
“และที่สำคัญ... มันจะทำให้ หญ้าัอัคคี ของท่านโตขึ้นมาได้ในเวลาไม่ถึงเดือน”
จิ้งเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ตกลง ข้าจะสั่งให้กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬจัดส่งของพวกนี้มาให้เ้าภายในพรุ่งนี้... แต่เ้าต้องระวังให้ดีหว่านเอ๋อร์ เมื่อสิ่งปลูกสร้างประหลาดนี่ปรากฏขึ้น สายตาจากเมืองหลวงจะจับจ้องมาที่เ้ามากยิ่งขึ้น”
“ข้าทราบดีเ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์มองออกไปที่ทุ่งข้าวสีมรกต
“และนั่นคือเหตุผลที่ข้าเริ่มผลิต ของขวัญเสียงดัง ไว้รอต้อนรับพวกเขาแล้ว”
ตกดึกของคืนนั้น หลังจากที่คนบ้านใหญ่ตะเกียกตะกายกลับไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าจนแทบคลาน หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่ริมบ่อน้ำพุิญญาในมิติจิต นางนำ หินสีทอง ที่เคยจมอยู่ก้นบ่อขึ้นมาพิจารณา
บัดนี้ม่านพลังที่เคยป้องกั้นหินก้อนนี้ได้หายไปแล้ว ทันทีที่นางััมัน ข้อความสีทองสว่างจ้าก็วาบขึ้นในหัว
[ปลดล็อกความทรงจำสายเื: ความลับของตระกูลมู่สายรอง] [ภารกิจระดับเทพ: ตามหา ตราัดิน ที่ถูกฝังอยู่ใต้ทุ่งร้าง เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริงของมิติิญญา]
หว่านเอ๋อร์ใจกระตุก ตราัดิน? หรือว่านั่นคือสิ่งที่เซียวจิ้งเหยียนกำลังตามหา?’
นางนึกถึงคำพูดของจิ้งเหยียนเื่ตำราพืชพรรณเป็ทองคำ... หากนางกุมความลับนี้ไว้คนเดียว นางอาจจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่หากนางเลือกที่จะแบ่งปันให้เขา... ความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านอ๋องปีศาจคนนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร?
จู่ๆ เสียงลมหวีดหวิวข้างนอกกระท่อมก็เปลี่ยนทิศทาง หว่านเอ๋อร์ออกจากมิติจิตทันที นางััได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากหิมะ แต่มาจาก จิตสังหาร ของใครบางคนที่แอบซุ่มอยู่ในเงามืดของชายป่า
นางไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบขวด ผงะเิมือ ที่เพิ่งปรุงเสร็จวางไว้ข้างกาย
“ในเมื่ออยากลองดีกับัใต้ดิน... ข้าก็จะให้พวกท่านได้ลอง จูบ ัดูสักครั้ง!”
มุมปากของหว่านเอ๋อร์เหยียดออกเป็รอยยิ้มที่เย็นเยียบยิ่งกว่าลมฤดูหนาว... าที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
