เสมียนฉินยิ้มแหยพลางเอ่ยแก้เก้อ “อ้อ... คือว่าฉันลืมกุญแจน่ะ ถ้าพวกเธอโทรเสร็จแล้ว รบกวนช่วยล็อกประตูให้ด้วยนะ” พูดจบเขาก็รีบคว้ากุญแจออกจากลูกบิดประตูแล้วเดินจากไป แม้ใจจริงอยากจะแอบฟังจนตัวสั่นเหมือนแมวอยากตะปบปลา แต่พอเห็นร่างสูงใหญ่ราวั์ปักหลั่นของต้าลี่ที่ยืนขวางอยู่ เขาก็จำต้องยอมถอดใจไปแต่โดยดี
เมื่อทางสะดวก ชูชิงก็ไม่รอช้ากดเบอร์โทรศัพท์ทางไกลไปยังคฤหาสน์ตระกูลเถาที่เมืองหลวงทันที ปลายสายที่รับคือเถาเทียนเต๋อ
“ฮัลโหล...” แค่ได้ยินเสียง ชูชิงก็จำได้ทันที “คุณปู่เถาหรือคะ? หนูชูชิงเองค่ะ”
เถาเทียนเต๋อหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “อ้าว แม่หนูชูชิงนี่เอง รู้ไหมเมื่อกี้ปู่กับย่ายังคุยถึงหนูอยู่เลยนะ อี้เฉินกลับมาถึงบ้านก็เล่าให้ฟังว่าหนูช่วยเกลี้ยกล่อมจนเขาคืนดีกับอาเขาได้ หนูนี่มันนางฟ้าประจำตระกูลเถาจริงๆ ปู่ขอบใจหนูมากนะ”
ชูชิงยิ้มตอบ “คุณปู่เถาชมเกินไปแล้วค่ะ จริงๆ หนูแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เป็เพราะพี่อี้เฉินเขาฉลาดเป็กรด พูดอะไรนิดหน่อยก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งต่างหากค่ะ”
“แหม... คนรับก็ต้องฉลาด แต่คนสอนก็ต้องมีกึ๋นด้วยสิ หลายปีมานี้ไม่มีใครเคยทำให้พ่อหลานคู่นี้คุยกันดีๆ ได้เลย มีแค่หนูคนเดียวนี่แหละ ตอนแรกปู่กะว่าจะชวนครอบครัวหนูมาเที่ยวปักกิ่งสักหน่อย แต่เห็นอี้เฉินบอกว่าหนูเพิ่งเปิดร้าน พ่อแม่ก็ยังป่วยอยู่... เอาไว้อีกหน่อยพอพ่อแม่หนูหายดีแล้ว ปิดร้านสักสองสามวันพาครอบครัวมาเที่ยวบ้านปู่นะ?”
“ได้เลยค่ะ”
“อ้อ... อย่าลืมพาคุณตาคุณยาย แล้วก็ ‘ลุงชาย’ คนนั้นของหนูมาด้วยล่ะ”
ชูชิงชะงักไปนิดหนึ่ง “คุณปู่เถา... รู้เื่หมดแล้วเหรอคะ?”
“รู้หมดแล้ว... จี้หยวนเปลี่ยนชื่อเป็หลี่ต้าลี่ กลายเป็ลุงของหนูไปแล้ว ปู่รู้ดี”
“แล้วคุณปู่ไม่โกรธเหรอคะ?”
“จะโกรธทำไมกันล่ะ ปู่เขียนจดหมายบอกตาของหนูไปแล้วนี่ว่าปู่เคารพการตัดสินใจของจี้หยวนทุกอย่าง ขอแค่ลูกชายปู่มีความสุขที่หมู่บ้านเป่ยซิน ปู่ก็พอใจแล้ว”
“คุณปู่เข้าใจลุงหนูขนาดนี้... แสดงว่าคุณปู่ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ ใช่ไหมคะ?”
“ถูกของหนู... ปู่รู้ว่ามีคนจ้องจะถอนรากถอนโคนตระกูลเถา และการที่จี้หยวนจะอยู่หรือไปจากตระกูลเถา คือจุดเปลี่ยนสำคัญ”
“คุณปู่ทราบได้ยังไงคะ?”
“อี้เฉินเล่าให้ฟังน่ะสิ”
“คุณปู่คะ... ที่หนูโทรมาวันนี้ เพราะมีเื่สำคัญอยากจะถามค่ะ คุณปู่พอจะรู้จักใครที่มีหกนิ้วที่มือซ้ายไหมคะ? เขาคนนั้นอาจจะเป็ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลเถาค่ะ”
“นิ้วหกนิ้ว? มือซ้ายเหรอ?” เสียงปลายสายเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดทันที
“ใช่ค่ะ มือซ้าย”
ความทรงจำของเถาเทียนเต๋อย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ภาพของพี่น้องร่วมสาบานคนหนึ่งที่มีนิ้วหกนิ้วที่มือซ้ายผุดขึ้นมาในหัว... จะเป็ไปได้ยังไง? เถาเทียนเต๋อรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็ลม “ชิงชิง... หนูช่วยเล่ารายละเอียดให้ปู่ฟังหน่อยได้ไหม?”
ชูชิงสูดหายใจลึกก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “เื่ที่ลุงของหนู หรือเถาจี้หยวนลูกชายคุณปู่ ถูกหมูป่าทำร้าย มันไม่ใช่เื่บังเอิญหรืออุบัติเหตุตามธรรมชาติค่ะ แต่เป็ฝีมือคน... มีชายคนหนึ่งที่มีหกนิ้วที่มือซ้าย บงการผู้หญิงชื่อเหมยฮวาที่มีพลังจิตควบคุมสัตว์...” เธอเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ชายชราฟังอย่างไม่ปิดบัง
เถาเทียนเต๋อฟังจบก็รู้สึกเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง มือไม้อ่อนแรง เขาะโเรียกหลานชายให้มารับโทรศัพท์แทน แล้วขอตัวกลับไปหาภรรยาเพื่อตั้งสติ
เถาอี้เฉินรับ่ต่อด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย “ฮัลโหล เธอพูดอะไรกับปู่? ท่านดูใหน้าซีดเผือดไปเลย”
“ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ... ฉันแค่ถามคุณปู่ว่ารู้จักคนที่มีหกนิ้วที่มือซ้ายไหม บางทีท่านอาจจะรู้จักคนคนนั้นดี แต่ทำใจยอมรับไม่ได้ว่าเป็ศัตรูของตระกูลเถา”
“แล้วเธอรู้ได้ยังไง? ฉัน้าแหล่งข่าวที่ชัดเจน” น้ำเสียงของเถาอี้เฉินจริงจังขึ้น
“ในหน่วยงานของคุณ มีใครที่มีความสามารถพิเศษเรียกสัตว์ได้ไหมคะ?”
“ตอนนี้ยังไม่มี แต่เคยได้ยินมาบ้างว่ามีคนทำได้”
“งั้นก็คุยกันง่ายค่ะ... คนที่มีพลังนี้ตอนนี้อยู่ที่บ้านยายฉัน ชื่อเหมยฮวา เมื่อ 5-6 ปีก่อน เธอถูกจ้างวานให้เรียกหมูป่าไปฆ่าลุงของฉัน แต่ทำไม่สำเร็จและโดนพลังตีกลับจนเป็อัมพาต... ใครจะคิดว่าคำสั่งนั้นมันเพิ่งจะมาสัมฤทธิ์ผลเอาปีนี้ แต่เพราะครอบครัวเราดีกับเธอ เธอเลยสำนึกผิดและสารภาพความจริงค่ะ”
“เข้าใจแล้ว... ฉันจะส่งคนไปรับตัวเธอมาที่ฐานลับ”
“เดี๋ยวค่ะ เธอเป็อัมพาตแถมพลังพิเศษก็หายไปแล้ว คุณจะเอาตัวไปทำไม? ลุงของฉันก็ยกโทษให้เธอแล้วนะ ที่ฉันเล่าให้ฟังไม่ได้จะให้คุณมาจับตัวเธอไปสอบสวนนะ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะจับกุม... ฉันใช้คำว่า ‘รับตัว’” เถาอี้เฉินเน้นเสียง
“หมายความว่าไงคะ?”
“ไปคุ้มกันพยาน... เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง”
“ทำไมต้องคุ้มกันคะ? เื่มันผ่านมาตั้ง 5-6 ปีแล้ว ไอ้คนหกนิ้วคนนั้นอาจจะลืมเธอไปแล้วก็ได้...”
“เธอคิดน้อยไป... ข่าวที่ลุงของเธอโดนหมูป่าขวิดมันแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ถ้าข่าวนี้ไปเข้าหูไอ้คนบงการ มันต้องเดาได้ทันทีว่า ‘มือสังหาร’ ของมันยังไม่ตาย เธอคิดว่ามันจะปล่อยพยานปากสำคัญไว้เหรอ?”
ชูชิงนิ่งไป... จริงด้วย
“อีกอย่าง... ฉันได้ยินมาว่าคนที่มีพลังเรียกสัตว์ ถ้าคำสั่งล้มเหลวจะตายเพราะพลังตีกลับ ถ้าคำสั่งล่าช้าก็มีผลข้างเคียงเหมือนกัน ไอ้คนบงการนั่นมันต้องรู้เื่นี้ดี”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ... ตอนนั้นมันคงคิดว่าเหมยฮวาตายเพราะพลังตีกลับไปแล้ว เลยไม่ได้ตามมาเก็บงาน... ส่วนพี่ชายของเหมยฮวาที่ตาย ก็อาจจะไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่โดนฆ่าปิดปากสินะ”
“ชูชิง เธอหัวไวมาก... ฝากบอกเหมยฮวาด้วยว่าคนของฉันจะไปรับครอบครัวเธอให้เร็วที่สุด”
“ได้ค่ะ”
“อ้อ... ฝากบอกลุงของเธอด้วยนะว่า การที่เขายกโทษให้เหมยฮวานั้น ฉันนับถือหัวใจเขาจริงๆ”
“เขาทำเพื่อแลกกับการให้เหมยฮวาช่วยชี้ตัวคนร้ายค่ะ แล้วก็เห็นแก่หน้าฉันด้วย ลุงอยู่ข้างๆ ฉันนี่เอง จะคุยไหมคะ?”
“...ไม่อ่ะ ไว้เจอกันทีหลัง” เถาอี้เฉินวางสายทันที ก่อนจะรีบเดินไปยังห้องนอนของปู่
ที่หน้าห้อง เขาได้ยินเสียงปู่ปรับทุกข์กับย่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณ... ผมไม่คิดเลยว่าคนที่จ้องจะล้างตระกูลเราคือ ‘อู๋เทียน’... คุณก็รู้ว่าเมื่อก่อนผมรักมันเหมือนพี่เหมือนน้องแค่ไหน คืนงานแต่งงานของเรา จู่ๆ มันก็หายตัวไป ไม่บอกลา ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย...”
เถาอี้เฉินตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป “คุณปู่ครับ... ช่วยเล่าเื่คนชื่อ ‘อู๋เทียน’ ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
เถาเทียนเต๋อถอนหายใจยาว ชี้มือไปที่เก้าอี้ “นั่งลงสิอี้เฉิน... เดี๋ยวปู่จะเล่าให้ฟัง”
หลังจากปรับอารมณ์ให้สงบลง ชายชราก็เริ่มย้อนรำลึกความหลังเมื่อหลายสิบปีก่อน
“กว่าห้าสิบปีแล้ว... ปู่ไปเจออู๋เทียนนอนเจ็บปางตายอยู่ตีนเขา เลยพาเขามารักษาตัวที่บ้าน กว่าจะลุกเดินได้ก็ปาไปปีกว่า... มารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็ ‘ผู้มีพลังพิเศษ’ สาเหตุที่เจ็บหนักเพราะไปดวลกับคู่ปรับตัวฉกาจเพื่อแย่งตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มผู้มีพลังพิเศษ แต่เขาแพ้...”
“ปู่รู้มาว่าพลังของอู๋เทียนคือ ‘เทเลพอร์ต’ หรือเคลื่อนย้ายพริบตา ส่วนคู่ต่อสู้ของเขานั้น ทั้งตาไวและมือเร็วอย่างเหลือเชื่อ” เถาเทียนเต๋อเล่าต่อ “เพราะปู่ช่วยชีวิตเขา เขาเลยไว้ใจปู่มาก เล่าทุกอย่างให้ฟังหมด เราสนิทกันมากจนกระทั่ง... เขาได้ยินว่าปู่จะแต่งงานกับย่า”
“เขาทะเลาะกับปู่รุนแรงมาก หาว่าปู่ทรยศมิตรภาพ ปู่อธิบายแทบตายว่าการมีเมียมันคนละเื่กับการมีเพื่อน แต่เขาไม่ฟัง หัวชนฝาค้านหัวชนฝา... ปู่รักย่ามาก ยังไงก็ต้องแต่ง และในคืนงานแต่งนั้นเอง อู๋เทียนก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย...”
เถาอี้เฉินฟังเื่ดราม่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของคุณปู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่ความสัมพันธ์ในอดีต แต่เป็ข้อมูลของ ‘อีกคน’ ต่างหาก
“คุณปู่ครับ... แล้วคู่ต่อสู้ของอู๋เทียนคนนั้น... คือใครครับ?”
การตามล่าหาตัวคนที่ชนะอู๋เทียนได้ ย่อมสำคัญกว่าการตามหาตัวอู๋เทียนเป็ไหนๆ เพราะนั่นอาจคือกุญแจสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามครั้งนี้
