รุ่งสางวันต่อมา ลู่เต้าลืมตาตื่นขึ้น
บนหลังคามีรูโบ๋ แม้ลู่เต้าจะนอนอยู่ในบ้าน แต่ก็มองเห็นเมฆลอยอยู่บนท้องฟ้า
เขานึกถึงเมื่อคืนที่ถูกเสี่ยวอวี้ผู้เมาสุราคะยั้นคะยอให้นอนค้างคืน แม้จะดื่มสุราไปเพียงจอกเดียว แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกมึนหัว เขาจึงนวดขมับพลางลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ปวดหัวชะมัด...
เพื่อให้หายมึน เขาจึงลงจากเตียงเปิดหน้าต่างรับลม ทว่ากลับได้ยินเสียงมีดสับเขียงดังมาจากหน้าร้านแล้ว
เมื่อลู่เต้าเปิดม่านเดินมาที่หน้าร้าน เสี่ยวอวี้ก็กำลังยุ่งอยู่กับการหั่นผักเตรียมวัตถุดิบอยู่ที่ครัว พอเห็นลู่เต้าก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่งลงก่อนเถอะ อาหารเช้าใกล้เสร็จแล้ว”
หม้อดินที่มีฝาปิดวางอยู่บนเตามีควันสีขาวลอยออกมา ลู่เต้าเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งลงแล้วถาม “ตื่นเช้าขนาดนี้เลยหรือ ข้าเห็นเ้าดื่มไปเยอะขนาดนั้น คิดว่าเ้าคงจะตื่นสักเที่ยงเสียอีก”
“ไม่ได้หรอก ถึงลูกค้าจะมาตอนพลบค่ำ แต่ข้าต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมวัตถุดิบ” นางยกนิ้วขึ้นนับ “ฆ่าไก่ ไปตลาดซื้อผักและเนื้อ หมักดอง อะไรพวกนี้ข้าต้องทำคนเดียว ดังนั้นข้าจึงต้องตื่นแต่เช้า มิเช่นนั้นจะไม่ทันเวลา”
“ลำบากจริงๆ”
“ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ทำเนื้อย่างรสเลิศให้ลูกค้าไม่ได้” เสี่ยวอวี้ยักไหล่พลางกล่าวแบบกระปรี้กระเปร่า “รอให้เสี่ยวไฉโตกว่านี้หน่อย ข้าก็สบายขึ้นแล้ว”
ในเวลานี้เองฝาหม้อดินก็ขยับ เสี่ยวอวี้เปิดฝาออกแล้วตักโจ๊กข้าวหอมถ้วยใหญ่ให้ลู่เต้า กับแกล้มคือหัวไชเท้าดองและเนื้อย่างเมื่อวานที่นำมาอุ่นใหม่
ช่างต่างจากตอนอยู่จวนสกุลหงราวฟ้ากับเหว นี่เป็อาหารเช้าแบบชาวบ้านแท้ๆ แต่ลู่เต้าหาได้รังเกียจไม่ กลับรู้สึกอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้เขาก็กินอาหารแบบนี้ เพียงแต่เพราะครอบครัวเป็นายพราน จึงมีโอกาสได้กินเนื้อมากกว่าคนอื่น
เสี่ยวอวี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ขออภัย ปกติข้าก็กินแค่นี้”
“ไม่เป็ไร” ลู่เต้ายกถ้วยขึ้นมาดม กลิ่นข้าวหอมฉุย เขาไม่สนใจว่าร้อน รีบยกตะเกียบขึ้นมาตวัดโจ๊กเข้าปาก ยามเคี้ยวรู้สึกหวานละมุน เขาคีบหัวไชเท้าดองขึ้นมากินกับโจ๊กอีกคำใหญ่ รสชาติเปรี้ยวเค็มกำลังดี เหมาะกินกับโจ๊กเป็อย่างยิ่ง
เนื้อย่างที่นำมาอุ่นใหม่ ถึงแม้รสััจะไม่ดีเท่าปิ้งใหม่ๆ แต่รสชาติก็ยังอร่อย ลู่เต้ากินกับสองอย่างนี้ราวกับดื่มน้ำหมดไปสามถ้วยอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่ลู่เต้ากินข้าว เสี่ยวอวี้ก็เท้าคางมองเขาเงียบๆ อยู่นาน ก่อนจะกล่าวว่า “เห็นเ้ากินข้าวแล้วรู้สึกว่าข้าวน่ากินขึ้นนะ”
ลู่เต้าถือถ้วยที่สี่อยู่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เช่นนั้นหรือ ข้าเพิ่งเคยได้ยินคนอื่นพูดแบบนี้เป็ครั้งแรก”
เสี่ยวอวี้หัวเราะอย่างจนใจ “ถ้าลูกค้าคนอื่นเป็เหมือนเ้าก็ดีสิ”
นางเห็นว่าลู่เต้ากินข้าวไม่ระวัง มีเศษข้าวติดอยู่ที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว จึงยื่นมือเรียวสวยออกไปหยิบเศษข้าวนั้นเข้าปากตัวเองอย่างเป็ธรรมชาติ
จากนั้นไม่รอให้ลู่เต้าได้ตั้งตัว นางก็เดินไปที่ประตูแล้วมองออกไปข้างนอก “แปลก วันนี้ทำไมยังไม่มาอีกนะ”
“อะไรหรือ”
เสี่ยวอวี้ตอบว่า “นายพรานที่ข้ารู้จัก ปกติจะส่งของที่ล่าได้บนเขามาให้ข้าในเวลานี้ทุกสัปดาห์”
นางปลอบตัวเองในใจ “อาจจะเจอเื่อะไรระหว่างทางทำให้มาช้า รออีกสักหน่อยแล้วกัน”
หลังจากรอเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว อีกฝ่ายก็ยังไม่ปรากฏตัว เสี่ยวอวี้มองดูท้องฟ้า ที่ยามนี้สว่างกว่าตอนที่ลู่เต้าตื่นขึ้นมาหลายส่วน หากยังไม่มีวัตถุดิบมาส่ง ก็จะกระทบกับร้านอาหารของนางแล้ว
“ดูเหมือนข้าต้องไปด้วยตัวเอง” เสี่ยวอวี้มองท้องฟ้าพลางถอดผ้าคลุมผมออก แล้วถามลู่เต้า “เฮยเจิ้ง เ้าจะไปกับข้าหรือไม่”
ลู่เต้าไม่ได้คิดมาก พยักหน้าตกลง
*****
ดังคำกล่าวที่ว่า ูเาอยู่ที่ไหนก็หากินที่นั่น
หากชาวเมืองัทมิฬหากินด้วยการจับสัตว์น้ำในทะเลสาบัทมิฬ ชาวเมืองเซียนก็หากินด้วยทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์บนูเาเซียน สัตว์ปีก สัตว์บก พืชพรรณ ภายใต้การคุ้มครองของเซียนล้วนมีครบทุกอย่าง และหาได้รู้จักหมดสิ้นไม่มาโดยตลอด
เพื่อความสะดวกในการขึ้นเขาไปล่าสัตว์ เหล่านายพรานจึงย้ายที่อยู่อาศัยมาอยู่เชิงเขาเซียน จุดนี้ทำให้ลู่เต้านึกถึงตอนที่เขาอยู่บนูเายักษา
เสี่ยวอวี้วิ่งนำลู่เต้ามาถึงที่พักของนายพราน นางถามด้วยความกังวลว่า “ลุงอู่ถ่ง! อยู่หรือไม่เ้าคะ”
ประตูลงกลอนเอาไว้ นางเคาะประตูถามอยู่หลายครั้ง แต่ไร้เสียงตอบรับ จนในที่สุด ลิ่วสั่วเพื่อนบ้านก็ถูกเสียงดังรบกวนจนตื่น เขาเปิดหน้าต่างจากบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วะโว่า “อย่าส่งเสียงดัง อู่ถ่งขึ้นเขาไปล่าสัตว์ั้แ่เมื่อคืน ยังไม่กลับมาเลย”
หลังะโเสร็จ เขาก็ปิดหน้าต่างดังปังเพื่อระบายความไม่พอใจ เสี่ยวอวี้หันมาพูดกับลู่เต้าด้วยความกังวล “ปกติลุงอู่ถ่งไม่ค่อยผิดนัด จะเกิดเื่อะไรขึ้นบนเขาหรือเปล่า”
ลู่เต้าปลอบใจนาง “เ้าต้องเชื่อมั่นในตัวนายพราน บางทีเขาอาจจะกำลังซุ่มล่ากวางตัวใหญ่อยู่ก็ได้”
ในอดีตเขาเคยซุ่มรออยู่ริมแม่น้ำนานสองวันสองคืนเพื่อล่ากวางจ่าฝูง เวลาที่ใช้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของเหยื่อ ดังนั้นต่อให้เขาหายตัวไปบนเขานานเป็สัปดาห์ ท่านปู่ลู่คงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
“ข้าก็หวังว่าจะเป็เช่นนั้น” เสี่ยวอวี้มองดูบ้านที่ไร้ผู้คนด้วยความกังวล
นายพรานที่ส่งเนื้อหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เพื่อชดเชยเนื้อที่ขาดแคลน เสี่ยวอวี้จึงต้องจูงมือลู่เต้าไปที่ตลาด
เนื้อไก่ที่ชาวบ้านแถบนี้เลี้ยงมีรสชาติและััธรรมดามาก มีเพียงเนื้อไก่ป่าบนเขาเท่านั้นที่อร่อยเป็พิเศษ เนื้อแน่นแต่ก็ไม่ขาดไขมัน ััไม่เหนียว เหมาะสำหรับนำไปย่างเป็อย่างมาก เสี่ยวอวี้กล่าวอย่างจนใจ “ตอนนี้ก็ได้แต่ทำใจยอมรับ ซื้อไก่บ้านในตลาดมาขายไปก่อนสักวันสองวัน”
เดิมทีลู่เต้าคิดว่าพวกเขาตื่นเช้าพอแล้ว ใครจะรู้ว่าในตลาดกลับมีผู้คนพลุกพล่าน ร้านอาหารในย่านอาหารต่างก็ยุ่งกับการซื้อวัตถุดิบสดใหม่
“ทางนี้” เสี่ยวอวี้ลากลู่เต้าฝ่าฝูงชนไป
ตู้เจิ้งฉุนกำลังมองหาสินค้าที่สามารถนำไปขายต่อที่อื่นได้ ระหว่างนั้นเขาเห็นลู่เต้าพอดี จึงโบกมือทักทายดีใจ “สหาย! เมื่อคืนเ้าไป...”
ร่างของลู่เต้าพุ่งผ่านฝูงชนไป เพียงพริบตาเดียวเขาก็หายวับ ตู้เจิ้งฉุนลดมือลง “...ไหนกัน”
“ถึงแล้ว!” เสี่ยวอวี้หยุดอยู่หน้าแผงขายไก่เป็ๆ พลางหอบหายใจ
เ้าของแผงเป็ชายวัยกลางคน เขาวางตะกร้าสานหลายใบไว้บนพื้น ภายในตะกร้ามีเสียงไก่ขันอยู่เนืองๆ
“เถ้าแก่ ข้าจะซื้อของ!”
“ได้เลย คุณหนู ข้าจะเอาให้เดี๋ยวนี้!” ชายวัยกลางคนที่กำลังก้มหลังยกของอยู่ เมื่อได้ยินว่ามีลูกค้ามา ก็หันกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็ฉิวอวี้ รอยยิ้มพลันจางหายไป ก่อนกล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ “เ้าเองหรือ”
เสี่ยวอวี้ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ”
“ไม่มีอะไร”
ถึงแม้เถ้าแก่จะพูดแบบนั้น แต่กลับมีท่าทีไม่อยากจะขายให้ เสี่ยวอวี้จึงถามต่อว่า “ไก่วันนี้ขายอย่างไรเ้าคะ”
เถ้าแก่กลับหยิบผ้าผืนหนึ่งมาคลุมตะกร้าสานทั้งหมดไว้บนพื้น แล้วปฏิเสธว่า “ขออภัย วันนี้ไม่ขายแล้ว”
“อะ...อะไรนะ” เสี่ยวอวี้ตะลึงงัน
