เสี้ยวิญญา์ที่ถูกทำลายลงจะกลายเป็ทักษะ์ ซึ่งสามารถควบคุมได้ทุกสิ่ง
ขณะที่หลินเฟิงกำลังศึกษาความทรงจำทั้งสามขั้นตอนก็พบว่า มีเคล็ดลับที่แข็งแกร่งของบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อยู่มากมาย มีแม้กระทั่งการเล่นแร่แปรธาตุ แต่วิชาเ่าั้จำเป็ต้องพึ่งเสี้ยวิญญา์ ฉะนั้นหลังจากฝึกเสี้ยวิญญา์ให้แข็งแกร่งแล้ว จิติญญาก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย การฝึกฝนทุกสิ่งจะทำให้ทุกอย่างล้วนง่ายขึ้นและสามารถควบคุมได้อย่างทรงพลัง
ดังนั้นหลังจากที่หลินเฟิงวิเคราะห์เสร็จ เขาก็ตัดสินใจฝึกฝนเคล็ดวิชาเสี้ยวิญญา์ก่อน
หาก้าฝึกเคล็ดวิชาเสี้ยวิญญา์ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเข้าใจในจิติญญา เพื่อทำให้บุคคลนั้นๆ เข้าใจในจิติญญาของตนอย่างถ่องแท้ จินตภาพในจิติญญาก็จะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น และระหว่างที่คิดจะสามารถรวบรวมจิติญญาของตัวเองได้
ซึ่งขั้นตอนนี้นับว่าไม่ยากนัก เพราะทำให้ผู้ฝึกฝนได้หมั่นสังเกตจิติญญาของตน และเป็วิธีที่ทำให้สามารถเข้าใจในจิติญญาได้ดี
ประกอบกับความเข้าใจของขอบเขตผสานกับเทวโลกของหลินเฟิง รวมไปถึงการหยั่งรู้ที่แข็งแกร่ง เพียงใช้เวลาไม่กี่วันขั้นตอนนี้ก็จะลุล่วง
หลินเฟิงไม่รู้ว่าเมื่อก่อนตอนที่บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้รับเสี้ยวิญญา์ อาจใช้เวลาฝึกฝนราวๆ สองปี ทว่าด้วยอำนาจในการมองจิติญญาที่น่าหวาดกลัวของขอบเขตผสานกับเทวโลก ทำให้หลินเฟิงได้รับประโยชน์ของการฝึกฝนจิติญญาที่แข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น
ในขณะนั้นภายในจิตใจของหลินเฟิง เงามายาได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับเขาราวกับเป็เงาของตัวเอง เงาดำนี้เหมือนกับเป็บ่อเกิดของจิติญญาแห่งนักรบของหลินเฟิง
สำหรับเื่ของจิติญญานั้น ในชีวิตโลกก่อนของหลินเฟิง เขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงจิติญญาเลย ทว่าหลังจากก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งนักรบ แม้แต่จิติญญาหลังความตายก็สามารถเห็นได้ แล้วก็ยังใช้พลังของจิติญญาได้อีกด้วย
ขั้นตอนที่สองของเคล็ดวิชาเสี้ยวิญญา์คือ การเคลื่อนจิติญญา นอกจากนี้การระดมจิติญญาจะทำให้จิติญญาง่ายแก่การควบคุม มิฉะนั้นแม้จะรู้สึกได้ถึงจิติญญา หากแต่ไม่สามารถทำอะไรอย่างที่ใจ้าได้ ก็หมายความว่ามันไม่มีประโยชน์ใดๆ นั่นเอง
หากขั้นตอนแรกผ่านไปแล้ว ขั้นตอนนี้ก็จะง่ายต่อการฝึกฝนของหลินเฟิง เมื่อฝึกฝนจนแตกฉานแล้วหลินเฟิงจะสามารถย้ายจิติญญาของตนอย่างง่ายดาย
เมื่อถึงขั้นตอนที่สามซึ่งเป็กุญแจสำคัญที่แท้จริงของเสี้ยวิญญา์ นั่นก็คือเสี้ยวจิติญญา
นอกจากนี้ขั้นตอนที่สามจะไม่เหมือนอีกสองขั้นตอน เป้าหมายสุดท้ายของเสี้ยวิญญา์ก็คือเสี้ยวจิติญญา ขั้นตอนนี้จะไม่มีวันที่สิ้นสุด ขณะที่ฝึกฝนจิติญญาจะถูกแบ่งออก แต่ผู้ที่ฝึกฝนอย่างหนักจะสามารถแบ่งจิติญญาได้มากกว่าพันล้านไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความแข็งแกร่งของจิติญญานั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางและมีพลังเหมือนราวกับจักรวาล
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังนั่งสมาธิอยู่ พลันเกิดเงากำลังล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ หากใครบางคนอยู่ที่นี่และเห็นเงาปริศนานี้แล้ว พวกเขาจะตระหนักว่ามันเป็เงาที่เหมือนหลินเฟิงอย่างมาก ซึ่งนั่นคือจิติญญาของหลินเฟิง
ในขณะนั้นหลินเฟิงกำลังหลับตาและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลินเฟิงจินตนาการถึงถึงพลังที่อัดแน่นอยู่กลางฝ่ามือของตน ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาและพูดเบาๆ ว่า “จิติญญา!”
เมื่อสิ้นสุดเสียงของเขา พลันเกิดพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้หลินเฟิงรู้สึกเ็ปขึ้นมาฉับพลัน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านและหัวใจก็เต้นแรงจนแทบจะะเิออกมานอกอก
ช่างเ็ปอะไรขนาดนี้! ความเ็ปที่เกิดกับหลินเฟิงราวกับกำลังโดนดาบฟันร่างจนแยกออกเป็พันๆ ส่วน ทำให้จิติญญากลืน์ของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทันที และเพราะความเ็ปแสนสาหัสที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขาหมดสติไป
ในขณะนั้นหลินเฟิงกลับรู้สึกเ็ปที่อื่นอีก ภายในจิติญญาของเขา
จิติญญาของหลินเฟิงในตอนนี้ราวกับกำลังดิ้นรน เศษเสี้ยวสีดำถูกฉีกออกจากจิติญญาของหลินเฟิง เศษเสี้ยวสีดำในตอนนี้กลายเป็เสี้ยวิญญา์ ในขณะนั้นร่างของหลินเฟิงกำลังสั่นเทาอย่างรุนแรง
ในที่สุดจิติญญาก็ถูกสร้างขึ้นและลอยอยู่ในอากาศ มันเป็ส่วนเล็กๆ จากิญญาของหลินเฟิง
เหงื่อเย็นเปียกชุ่มไปทั่วร่าง มุมปากของหลินเฟิงปรากฏรอยยิ้มขมขื่นขึ้น การฝึกฝนเสี้ยวิญญา์จำเป็มีจิตใจอันแน่วแน่ เขาเพิ่งแยกออกมาได้หนึ่งเสี้ยวิญญา หากจิตใจของเขายังหวาดกลัวอยู่แล้วดันทุรังกลับไปฝึกฝนอีกครั้ง มันจะยิ่งเ็ปสุดจะทานทน หากเขาฝึกต่อไปจนแยกจิติญญาได้ถึงพันส่วน เขาจำเป็ต้องทนทุกข์ทรมานนับพันเช่นกัน นอกจากนี้มันก็ไม่แน่นอนว่าจะสำเร็จทุกครั้ง
การเคลื่อนย้ายจิติญญาจำเป็ต้องมีความมุ่งมั่นแรงกล้า หากปราศจากความมุ่งมั่นและจินตภาพแล้ว ร่างกายและจิตใจจะไม่สามารถรับมือกับความเ็ปนี้ได้
หัวใจของหลินเฟิงเต้นไม่เป็จังหวะอีกครั้ง เสี้ยวิญญา์สีดำดวงน้อยนั่นกำลังลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งหลินเฟิงจะควบคุมให้มันเชื่อมต่อหรือแยกออกจากกันก็ได้ตามที่เขา้า
หลินเฟิงหายใจเข้าออกเงียบๆ ทำให้ตนเองสงบลง จากนั้นหัวใจของเขาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อทำความเข้าใจจิติญญา ทันใดนั้นจู่ๆ เสี้ยวิญญา์อีกดวงก็ปรากฏออกมา
เพื่อพละกำลังที่ทรงพลัง เพื่ออยู่เหนือกว่าใคร เพื่อไม่ต้องถูกใครกลั่นแกล้งและดูแคลน ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนเขาก็ต้องทน
มีเพียงผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้นที่จะพบแต่ความสำเร็จ และสามารถไล่ตามเส้นทางแห่งนักรบได้อย่างไม่ติดขัด
ผู้ที่แข็งแกร่งจักก้าวข้ามซากศพนับล้าน ผู้อ่อนแอจักต้องถูกรังแก เช่นเดียวกับฮั่นมั่วและเยียนยวี่ผิงเซิงเมื่อครั้งที่อยู่ในสนามรบ พวกเขาทั้งสองสามารถทำให้ทหารนับแสนนายต้องตายไปและตัดสินแพ้ชนะได้ทันที ด้วยการเหวี่ยงหมัดที่ทรงพลังออกไปก็สามารถสังหารผู้คนได้มากมาย หรือเพียงดีดพิณออกไปก็จะมีแต่ซากศพที่ค่อยๆ กองพะเนินขึ้นมา
นั่นคือพลังที่แข็งแกร่งกว่าสิ่งใด หลินเฟิง้าพลังที่แข็งแกร่งนี้ พลังที่สามารถตัดผ่า์หรือพิภพได้ หากใครกล้าดูแคลนเขา มันผู้นั้นก็ต้องตาย!
เวลาได้ล่วงเลยไปนานเท่าไรก็ไม่อาจทราบได้ ตอนนี้ภายนอกหอฝึกฝนมีผู้คนมากมายต่างรอคอยอยู่เงียบๆ
ในหมู่พวกเขามีคนที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวง
ตอนนี้ตำแหน่งขุนนางโลหิตของหลินเฟิงได้ถูกแต่งตั้งอย่างเป็ทางการแล้ว แต่ตอนนี้หลินเฟิงยังคงอยู่ในหอฝึกฝน ซึ่งพวกเขาไม่อาจเข้าไปรบกวนได้
อย่างไรก็ตามคนที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงก็ไม่ได้ไปไหน และไม่ได้รบกวนหลินเฟิงแต่อย่างใด เขาเพียงยืนคอยอยู่ด้านล่างหอฝึกฝนไปเงียบๆ ไม่มีแม้แต่ความโกรธเกรี้ยวหรือคลื่นอารมณ์ใดๆ
หลายคนในสำนักเทียนอี้ต่างก็รอคอยด้วยความประหลาดใจเช่นกัน เนื่องจากสาสน์นี้ได้มาถึงสำนักเทียนอี้หลายวันแล้ว คนที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงก็รอคอยหลินเฟิงมาเนิ่นนานเช่นกัน คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะใจกล้าถึงเพียงนี้
คนที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงก็ไม่กล้าไปรบกวนหลินเฟิงจึงเลือกรออยู่ที่นี่ แม้จะไม่รู้ว่าหลินเฟิงจะฝึกฝนเสร็จตอนไหนก็ตาม
ขณะที่เงยหน้ามองหอฝึกฝนที่สูงตระหง่านนั้น ในเวลานี้ประตูหินของห้องฝึกฝนที่ชั้นสามก็ได้เปิดออก ทำให้หลายๆ คนต่างประหลาดใจเล็กน้อย
มีร่างเงาหนึ่งก้าวออกมาและร่อนลงสู่พื้นเบื้องล่างกะทันหัน ในขณะที่กำลังจะถึงพื้น ตอนนี้เองก็ได้มีลมปราณสายหนึ่งกระจายออกมาจากใต้เท้าเขา ทำให้บุคคลผู้นั้นสามารถลงสู่พื้นได้อย่างนุ่มนวล
คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาว มีดาบโบราณอยู่ด้านหลัง ที่แท้เขาก็คือหลินเฟิง
เมื่อคนที่มาจากเมืองหลวงเห็นหลินเฟิงลงมา เขาก็ก้าวไปข้างหน้าและกล่าวว่า “หลินเฟิง ฝ่าาให้ข้านำสาสน์มาให้ท่าน ั้แ่นี้ไปเ้าก็เป็ผู้ปกครองเมืองหยางโจวแล้ว”
คนคนนั้นยื่นสาสน์ให้แก่หลินเฟิงขณะที่แจ้งเื่สำคัญไปด้วย
“ต้องรบกวนท่านแล้ว”
จากนั้นหลินเฟิงก็รับสาสน์มาแล้วกวาดสายตาอ่านไปถึงส่วนสุดท้ายของสาสน์ ตรงนั้นถูกประทับด้วยตราของราชวงศ์ ทำให้รู้ว่าตอนนี้หลินเฟิงเป็ขุนนางโลหิตและได้รับศักดินาเมืองหยางโจวอย่างเป็ทางการ
“ไม่ต้องเกรงใจไป หน้าที่ของข้าได้ลุล่วงแล้ว ข้าขอตัวลา”
คนผู้นั้นกล่าวยิ้มๆ แล้วหันหลังก่อนเหาะออกไป เขาได้รอคอยหลินเฟิงอยู่ที่นี่มาหลายวัน เพื่อส่งสาสน์ให้หลินเฟิงอย่างจริงใจ ในตอนนี้หน้าที่ของเขาก็สิ้นสุดลงไปแล้ว
หลังจากหลินเฟิงได้รับสาส์นเรียบร้อยแล้ว เขาก็มีความสุขเป็อย่างมาก ขณะนั้นสายตาของเขากลับสังเกตเห็นคนผู้นึง คนนั้นก็คือตู๋กูซางที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเขาด้วยสายตาน่าอันสะพรึงกลัว
ในวันนั้นหลังจากที่เขาได้รับความอัปยศจากหลินเฟิง เขาได้กลับไปที่ตระกูลของตน เพื่อพาคนมาสังหารหลินเฟิง ทว่าตระกูลของเขากลับไม่อนุญาตให้ลงมือและสั่งไม่ให้เขาก่อปัญหาใดๆ กับหลินเฟิง
สิ่งที่เขียนไว้บนเสื้อคลุมของหลินเฟิงเป็ชื่อ ‘ต้วนหวู่หยา’ หากเขาคิดจะสังหารหลินเฟิงล่ะก็ เขาต้องคำนึงถึงองค์ชายรองเป็อย่างแรก
ถึงแม้ตู๋กูซางจะเกลียดชังหลินเฟิงแค่ไหน แต่เขากลับไร้หนทางและไม่มีการสนับสนุนจากตระกูลแต่อย่างใด ซึ่งลำพังตัวเขาเองก็ไม่อาจสังหารหลินเฟิงได้
หลินเฟิงเงยหน้ามองไปยังชั้นที่สี่ของหอฝึกฝน ซึ่งตอนนี้ประตูหินยังคงปิดอยู่ หยุนซีน่าจะยังฝึกฝนอยู่ข้างในนั้น
“ตู๋กูซาง หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนางล่ะก็ ข้าจะสังหารเ้าทันที”
ั์ตาของหลินเฟิงเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเฉียบคม ทำให้ตู๋กูซางพลันแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัว ราวกับร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็นอันร้ายกาจ แค่ประโยคเดียวของหลินเฟิงถึงกับทำให้บรรยากาศกลายเป็เยือกเย็นถึงเพียงนี้
ตอนนี้เองใบหน้าของตู๋กูซางกำลังบิดเบี้ยวอย่างน่ารังเกียจ เขาตั้งใจจะสั่งสอนหยุนซีให้หลาบจำเสียั้แ่แรก ทว่าหลินเฟิงกลับดูแคลนเขาอย่างเหี้ยมโหด นอกจากนี้ยังทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าฝูงชนมากมาย ซึ่งความอัปยศนี้ทำให้ใบหน้าของตู๋กูซางกลายเป็ร้อนผ่าว ราวกับว่าเขากำลังถูกฝูงชนมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม
“จงจำคำพูดของข้าไว้”
หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส จากนั้นเขาก็เดินจากไป เนื่องจากตอนนี้จวนจะถึงสิ้นปีแล้ว คงถึงเวลาที่จะกลับสู่เมืองหยางโจวเสียที