ดินแดนอุกกาบาตที่แข็งกระด้างเย็นเยียบโครงกระดูกโครงหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเน่าเปื่อยมาแล้วกี่ปีวางนิ่งอยู่ตรงนั้น
โครงกระดูกนั้นมีผิวเป็สีเขียวเข้มเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เผ่ามนุษย์
ส่วนสะโพกของโครงกระดูกมีหางยาวประมาณหนึ่งเมตร เป็หางสีเื เนื้อของส่วนหางนั้นซีดหายไปจนสิ้น หลงเหลือให้เห็นเป็เพียงท่อนกระดูกสีขาวเผือด
ส่วนปลายของท่อนกระดูกโค้งงอดุจตะขอ ตะขอนั้นแทงลึกลงไปในก้อนหินผ่านกาลเวลายาวนานนับสิบล้านปีก็ยังส่องประกายแสงสีเขียวอ่อนจางคล้ายว่าด้านในยังมีพลังงานหลงเหลืออยู่
“นี่คือ...” เนี่ยเทียนสังเกตอยู่ครู่ใหญ่ขมวดคิ้วน้อยๆ กล่าว“ร่างของต่างเผ่า?”
เจิ้งปินพยักหน้าพูดเบาๆ “ข้าอยู่ในอาณาจักรหลีเทียนมาั้แ่เด็กไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่ามาก่อน แต่เห็นได้ชัดว่าเ้าหมอนี่ไม่ใช่เผ่ามนุษย์เหมือนพวกเราแล้วก็ไม่รู้ว่าเขาตายมาแล้วกี่ปีทว่าหางนั้นยังคงมีคลื่นพลังงานหลงเหลืออยู่”
“แล้วเ้าจะตื่นเต้นไปทำไม?” เนี่ยเทียนพูดด้วยความไม่เข้าใจ
“พลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ในหางนั้นมีพลังชีวิตที่เข้มข้น พลังชีวิตนั่นไม่ธรรมดาอย่างมาก” ขณะที่เจิ้งปินพูดก็ลอบประเมินไปรอบด้านด้วยคล้ายกังวลว่าจะถูกใครจับได้ “ข้าอยากทดลองตัดหางของเขามาแต่ก็กลัวอยู่บ้าง...”
“กลัว? เขาตายมาแล้วไม่รู้กี่ปีเ้ายังจะกลัวอะไรอีก?” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างประหลาดใจ
“เมื่อครู่นี้ข้าทดลองแล้ว...” เจิ้งปินยิ้มเจื่อน “ทว่าอาวุธวิเศษในมือข้าแม้แต่จะตัดหางนั่นให้ขาดก็ยังทำไม่ได้ หางเส้นนั้นหลงเหลือแค่เพียงข้อต่อกระดูกที่เรียงต่อกันทว่ากลับยังคงแข็งแกร่งจนน่าหวาดหวั่น”
“ไม่ใช่ว่าเ้าอยากจะให้ข้าช่วยหรอกกระมัง?” เนี่ยเทียนอึ้งงันพอตั้งตัวได้ก็ส่ายหน้าทันที “ข้าเองก็ไม่มีอาวุธที่แหลมคมขนาดนั้นเหมือนกัน”
“เ้าเป็ลูกศิษย์ของอูจี้ อาจารย์เ้าจะไม่มอบอาวุธล้ำค่าระดับสูงอะไรให้เ้าเชียวหรือ?” เจิ้งปินมองเขาตาปริบๆ
เนี่ยเทียนส่ายหัวอีกครั้งอย่างไม่ลังเล“ไม่มี”
ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาในประตู์อูจี้ได้มอบวัตถุคุ้มกันกายให้เขามากมายก็จริง ทว่าในบรรดาของเ่าั้ไม่มีอาวุธที่คมกริบอย่างที่เจิ้งปิน้าจริงๆ
อูจี้แค่บอกกับเขาว่าในเมื่อมีเกราะัเพลิงที่เป็วัตถุล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาแล้ว ขอแค่เขาอดทนค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำกับิญญาวัตถุในเกราะัเพลิง เกราะัเพลิงก็จะช่วยให้เขา่ชิงทุกอย่างที่้ามาได้
มีเกราะัเพลิงเขายัง้าอาวุธวิเศษอย่างอื่นอีกหรือไร?
“อ้อไม่มีก็ไม่เป็ไร” ใบหน้าเจิ้งปินเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ในสายตาของเขาเห็นได้ชัดเจนว่าเนี่ยเทียนแค่หลบเลี่ยงไม่ยินดีช่วยเหลือเขาก็เท่านั้น
เขาเองก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเนี่ยเทียนไม่เรียกว่าสนิทสนมอะไรนัก อีกทั้งเขายังเคยทอดทิ้งเนี่ยเทียนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วย
ตอนนั้นที่เขาและหันซินถูกกักตัวอยู่บนเทือกเขาชื่อเหยียน พอพวกเนี่ยเทียนโดยสารสัตว์สายฟ้านิลกาฬบินผ่านไปก็ไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่ครู่เดียว
เขารู้สึกว่าที่เนี่ยเทียนทำเช่นนั้นก็สมเหตุสมผลแล้ว
หลังจากนั้นเจิ้งปินจึงไม่ได้สนใจเนี่ยเทียนอีก แต่นั่งยองๆ ลงข้างโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าที่มีหางนั่น แล้วหยิบเอากระบี่แหลมคมออกมาหนึ่งเล่มยังคงทดลองอย่างไม่ยอมแพ้
เจิ้งปินฟันฉับลงไป
“เคร้ง!”
บนหางของโครงกระดูกพลันมีจุดแสงสีขาวและสีเขียวสาดกระเซ็นออกมา
เนี่ยเทียนจ้องมองด้วยความตั้งใจพบว่าเมื่อกระบี่เล่มนั้นของเจิ้งปินร่วงลงบนข้อต่อกระดูกชิ้นหนึ่งแสงสีเขียวอ่อนจางที่เปล่งวาบอยู่บนข้อต่อกระดูกก็จะเปลี่ยนมาเป็สว่างจ้าทันที
พลังงานแปลกประหลาดที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตไหลทะลักออกมาจากข้อต่อกระดูกนั้นคล้ายเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับข้อต่อกระดูกที่ถูกกระบี่ฟัน
ข้อต่อกระดูกนั่นไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิด กลับกลายเป็เจิ้งปินผู้ถือกระบี่เสียอีกที่ร่างโอนเอนน้อยๆ
เจิ้งปินยังไม่ยอมแพ้ข้อต่อกระดูก่แรกไม่ได้ผลเขาก็หันไปลงมือกับข้อต่อกระดูก่อื่น
“เคร้งๆ! เคร้งๆ!”
ทว่าทุกครั้งที่กระบี่เขาฟันลงไปโดนข้อต่อกระดูกทุกชิ้นแสงสีเขียวก็จะสว่างจ้าขึ้นมา
แสงสีเขียวเ่าั้กำจัดพลังโจมตีจากกระบี่และคมกระบี่ของเจิ้งปินเสียสิ้น
รอจนกระบี่เล่มนั้นฟันลงไปพลังิญญาบนกระบี่ก็สลัวรางหายไปนานแล้วไร้ซึ่งความแหลมคมใดๆ อีก
“น่าสนใจ...”
เนี่ยเทียนเองก็ถูกดึงดูดความสนใจ เขาหรี่ตาลงมองประเมินข้อต่อกระดูกนั้นอย่างตั้งใจ กำลังใคร่ครวญว่าควรจะใช้วิธีการใดถึงจะสามารถตีฝ่าการต้านทานของพลังชีวิตเข้มข้นในข้อต่อกระดูกนั้นได้
กระแสจิตกลุ่มหนึ่งไหลเข้าไปในกำไลเก็บของตามหาว่ามีวัตถุที่สามารถทำลายการป้องกันตัวของข้อต่อกระดูกหรือไม่
น่าเสียดายนอกจากเกราะัเพลิงแล้วเขาก็ไม่มีอาวุธวิเศษใดๆ ที่ให้เอามาใช้ได้อีก
และตอนนี้เกราะัเพลิงก็อยู่ในสภาวะหลับสนิทกำลังหลอมละลายพลังของเส้นผลึกเพลิงพิภพเพื่อซ่อมแซมอาการาเ็ของตัวเอง
เขาไม่สามารถปลุกเกราะัเพลิงที่กำลังหลับสนิทให้ออกมาช่วยเจิ้งปินได้
อีกอย่างเกราะัเพลิงก็เป็อาวุธล้ำค่าระดับเชื่อมโยงิญญา และยังมาจากอาณาจักรอั้นิด้วย
ไม่ว่าจะเป็หัวมู่หรืออูจี้อาจารย์ของเขา ต่างก็เคยเตือนเขาว่าหากไม่ถึง่เวลาคับขันเป็ตายจริงๆ พยายามอย่าใช้เกราะัเพลิงเด็ดขาดหลีกเลี่ยงไม่ให้ข่าวเล็ดรอดออกไปดึงดูดความสนใจจากคนอาณาจักรอั้นิ
เขาที่หาวิธีใดไม่เจอจึงไม่พูดอะไรมากทั้งยังคร้านจะสนใจความพยายามที่เสียเปล่าของเจิ้งปิน
“เ้าทำต่อไปนะข้าจะไปดูรอบๆ เสียหน่อย”
หลังจากโยนประโยคนี้ทิ้งไว้เขาก็แยกกับเจิ้งปินได้รับคำเตือนจากเจิ้งปินก่อนหน้านี้แล้ว รอบนี้เขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามพุ่งพรวดขึ้นไปกลางอากาศอีก
เขาควบคุมร่างกายของตัวเองให้ปรับตัวเข้ากับแรงโน้มถ่วงเดินด้วยฝีเท้าที่เร็วและเบาอยู่บนหินอุกกาบาตทรงปริซึมที่เขาและเจิ้งปินอยู่ด้วยกัน
หินอุกกาบาตที่มีขนาดแค่ห้าหกลี้จึงถูกเขาเดินวนครบหนึ่งรอบอย่างรวดเร็วซึ่งเขาคอยใช้กระแสจิตรับัับริเวณรอบด้านอยู่ตลอดเวลา
เขามั่นใจว่าบนหินอุกกาบาตทรงปริซึมนี้นอกจากเขาและเจิ้งปินแล้วก็ไม่มีคนอื่นอยู่อีก
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็มาถึงตรงมุมแหลมของอุกกาบาตทรงปริซึม
ตรงมุมนั้นมีทางหินที่เล็กแคบเส้นหนึ่งทอดยาวออกไปหลายร้อยเมตรแล้วทิ่มเข้าเชื่อมต่อกับหินอุกกาบาตอีกก้อนที่ใหญ่ยิ่งกว่า
ทางหินเล็กยาวมีพื้นที่ให้วางเท้าลงไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้นหาก้าเขาสามารถเดินผ่านทางหินนี้ไปยังหินอุกกาบาตอีกก้อนที่อยู่ใกล้กับเขาได้
ทว่าเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้มีลมเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดผ่านมาเขาใช้พลังิญญาในร่างไปต้านทานความเย็นจึงสูญเสียพลังงานไปไม่น้อยแล้ว
มีประสบการณ์จากโลกมายามรกตเขารู้ว่าเดิมทีเขาก็ขอบเขตต่ำต้อยอยู่แล้ว หากยังไม่สามารถรักษาสภาวะพรั่งพร้อมตื่นตัวไว้ได้ตลอดเวลา เมื่อเจอกับคนแปลกหน้าเขาย่อมต้องเสียเปรียบหนักแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงนั่งลงหยิบเอาหินวิเศษที่อูจี้อาจารย์เขามอบให้ออกมาใช้คาถาหลอมลมปราณมาฟื้นคืนพลังิญญาที่หายไปก่อน
ขณะที่ทำเช่นนี้เขายังหยิบเอาป้ายตัวตนออกมาจากกำไลเก็บของด้วย
รอจนพลังิญญาฟื้นคืนแล้วกระแสจิตกลุ่มหนึ่งของเขาจึงแทรกซึมเข้าไปในป้ายตัวตนตรวจสอบคาถาวิเศษสามบทที่อูจี้นาบตราประทับไว้ด้านใน
ตามที่อูชี้กับมาเขาสามารถเลือกคาถาวิเศษหนึ่งในนั้นหรือทั้งสามบทมาฝึกบำเพ็ญตบะได้
เนื่องด้วยเวลากระชั้นชิดตอนที่เขาอยู่ในอาณาจักรหลีเทียนจึงทำเพียงมองผ่านๆ แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีก
ตอนนี้มาอยู่ในต่างแดนที่เย็นะเืแห่งนี้เขายังถือว่าปลอดภัยชั่วคราวจึงอยากฉวยโอกาส่เวลาที่ไม่เลวนี้มาทำความเข้าใจกับคาถาวิเศษสักบทหนึ่งเพื่อเพิ่มพลังของตัวเองให้สูงขึ้น
“คาถาวิเศษเพลิงร้อน คาถาวิเศษจำแลง คาถาน้ำอ่อนนุ่ม...”
มาจนถึงตรงนี้เขาเองก็ยังไม่แน่ใจในธาตุการฝึกของตัวเองไม่รู้ว่าต่อไปควรฝึกฝนไปในทิศทางใด
เขาเคยถามอูจี้ถึงเื่นี้เหมือนกัน
อูจี้บอกว่าคนที่ไม่มีธาตุเฉพาะในการฝึกฝนแท้จริงแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีไปซะทีเดียว
คนที่ไม่มีธาตุสามารถเลือกคาถาวิเศษหลายชนิดมาฝึกไม่ว่าจะเป็คาถาวิเศษแบบใดก็ล้วนสามารถฝึกไปได้อย่างต่อเนื่อง
นี่ก็คือข้อได้เปรียบของคนที่ไม่มีธาตุในการฝึก
ทว่าข้อเสียก็เด่นชัดมากเช่นเดียวกัน
เมื่อเทียบกับคนที่ธาตุของตัวเองสอดคล้องกับคาถาวิเศษที่ฝึกแล้วหากคนที่ไม่มีธาตุคิดจะฝึกคาถาวิเศษแบบใดแบบหนึ่งความเร็วจะช้ากว่าเยอะมาก
ไม่เพียงเท่านี้หากคิดจะทำความเข้าใจกับความมหัศจรรย์ลึกล้ำของคาถาวิเศษสักบทหนึ่งก็ยังจำเป็ต้องทุ่มเทพลังกายและเวลามากกว่าคนอื่นเยอะมาก
อย่างอันซืออี๋เนื่องจากธาตุที่ฝึกคือเปลวเพลิง หากนางฝึกคาวิเศษเพลิงร้อนก็จะก้าวหน้าพรวดพราด ขณะที่ทำความเข้าใจกับคาถาวิเศษเพลิงร้อนนางก็จะยิ่งมีประสบการณ์และประจักษ์แจ้งได้ลึกล้ำยิ่งกว่า
เขาที่ไม่มีธาตุใดๆ ในการฝึกหากคิดจะฝึกคาวิเศษเพลิงร้อนเมื่อเทียบกับอันซืออี๋แล้วความก้าวหน้าจะช้ากว่าเยอะมาก หรืออาจถึงขั้นที่ว่าชีวิตนี้จะไม่มีหวังได้ฝ่าทะลุถึงจุดสูงสุดของเปลวเพลิงด้วยซ้ำ
ทว่าอันซืออี๋ที่มีธาตุไฟหากไม่ฝึกคาวิเศษเพลิงร้อนแต่ไปฝึกคาถาน้ำอ่อนนุ่มก็จะยากลำบากอย่างยิ่งยวด
เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีธาตุอย่างเขา นางจะเสี่ยงอันตรายกว่าเยอะหรืออาจจะตกอยู่ในสภาพลมปราณแตกซ่านเพราะการปะทะกันระหว่างธาตุก็เป็ได้
ผู้ที่ไม่มีธาตุแม้จะฝึกคาถาวิเศษได้หลากหลาย ทว่าคาถาทุกประเภทล้วนคืบหน้าเชื่องช้า ชีวิตหนึ่งอาจไม่มีทางเข้าใจความลึกลับที่แท้จริงของคาถาวิเศษชนิดหนึ่งได้เลย
อายุขัยของเผ่ามนุษย์มีจำกัดเมื่อไม่ได้ประจักษ์แจ้งกับความมหัศจรรย์ของคาถาวิเศษอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้ฝ่าทะลุสู่ขอบเขตใหม่ นี่จึงเป็เหตุให้ผู้ที่ไม่มีธาตุหมดสิ้นอายุขัยและตายไปก่อน
และก็ด้วยเหตุนี้เวลาที่สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดในอาณาจักรหลีเทียนคัดเลือกลูกศิษย์จึงมักจะเลือกผู้ที่มีพร์และมีธาตุติดตัวมาั้แ่กำเนิด
จากนั้นก็จะมอบคาถาวิเศษให้กับผู้มีพร์แต่ละคนฝึกโดยเฉพาะให้พวกเขาฝ่าทะลุขั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรวดเร็วเพื่อ่ชิงอายุขัยที่มากกว่าเดิมรักษาการบำเพ็ญตบะให้สืบเนื่องต่อไป
“เกราะัเพลิงต้องเป็ธาตุไฟแน่นอนในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็ต้องฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนน่ะสิ”
เนี่ยเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เลือกทิศทางได้อย่างรวดเร็วเตรียมตัวฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนเป็คาถาแรกในชีวิต
เขาศึกษาคาถาวิเศษเพลิงร้อนอย่างละเอียดแล้วเริ่มลงมือฝึกบำเพ็ญตบะ
-----
