ตอนที่ 4 ขุมทรัพย์หลังขุนเขา และชายผู้แบกความกตัญญูจนหลังหัก
“ในโลกธุรกิจ หากคุณคำนวณพลาด คุณอาจจะเสียแค่เงิน แต่ในโลกแห่งความยากจน หากคุณพลาดแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งที่คุณต้องจ่ายคือชีวิต”
เช้าวันต่อมา อากาศยังคงหนาวเหน็บจนเห็นลมหายใจเป็ไอขาว หลินชิงเหอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ร่างกายที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกเริ่มมีเรี่ยวแรงจากการดื่มน้ำทิพย์เสริมพลังกายเมื่อคืน เธอขยับกายลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ มองดูเ้าก้อนแป้ง อาเป่า ที่ยังคงหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ แขนเล็กๆ ของเขากอดเอวเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วแม่จะหายไป
“ระบบ... สรุปยอดแต้มให้ฉันหน่อย” เธอสื่อสารผ่านความคิด
[ติ๊ง! ยอดแต้มปัจจุบัน: 118 แต้ม]
[คำแนะนำ: วันนี้สภาพอากาศมีความชื้น 85% เหมาะแก่การค้นหา เห็ดป่า และ สมุนไพร โฮสต์สามารถเปิดใช้งาน เรดาร์ค้นหาทรัพยากร ได้ในราคา 10 แต้มต่อชั่วโมง]
หลินชิงเหอยิ้มมุมปาก “ฉลาดใช้ได้นี่ ตกลง เปิดใช้งานเรดาร์ และซื้อ จอบเดินป่า เกรดธรรมดา 1 เล่ม”
[ยืนยันการแลกเปลี่ยน: หัก 10 แต้มสำหรับเรดาร์ และ 15 แต้มสำหรับจอบพกพา ยอดคงเหลือ 93 แต้ม]
ทันใดนั้น ในมือของเธอพลันปรากฏจอบเหล็กขนาดกะทัดรัด น้ำหนักกำลังดี และมีความคมกริบเกินกว่าเครื่องมือเกษตรใดๆ ในหมู่บ้าน เธอรีบซ่อนมันไว้ในตะกร้าสานใบเก่าที่พื้นขาดรุ่งริ่ง ก่อนจะปลุกอาเป่าให้ตื่น
“อาเป่าลูกรัก ตื่นเถอะจ้ะ วันนี้เราจะไปหาทองกัน”
เด็กน้อยลืมตาโพลงทันทีที่ได้ยินคำว่าทอง แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าท่านแม่บอกว่าเป็ของดี มันก็ต้องดีแน่ๆ!
ูเาหลังหมู่บ้านตระกูลโจวถูกเรียกว่า ูเาเสือหมอบ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะอยู่แค่ชายป่าเพื่อเก็บฟืนเท่านั้น เพราะลึกเข้าไปมีทั้งสัตว์ร้ายและทางลาดชันที่อันตรายไม่มีใครกล้าเข้าไป แต่สำหรับหลินชิงเหอที่มีเรดาร์นำทาง เธอไม่ได้เดินสุ่มสี่สุ่มห้า
“ท่านแม่ หนาวไหมขอรับ?” อาเป่าถามพลางกระชับผ้าพันคอ (ที่ทำจากเศษผ้าเก่าปะซ้อนกันหลายชั้น) ของตัวเองให้แน่นขึ้น มือน้อยๆ จูงมือแม่ไม่ยอมปล่อย
“ไม่หนาวหรอกจ้ะ อีกเดี๋ยวพอเราทำงาน เราก็จะอุ่นขึ้นเอง” หลินชิงเหอตอบพลางจ้องมองภาพโฮโลแกรมที่มีเพียงเธอที่เห็น จุดสีเขียวกะพริบถี่ๆ อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกประมาณห้าร้อยเมตร
“นั่นไง... สมุนไพรล้ำค่าชิ้นแรก”
เธอพาอาเป่าเดินลัดเลาะผ่านดงหนามและก้อนหินใหญ่ จนมาถึงโคนต้นสนพันปีที่ดูอับชื้น ตรงนั้นมีรากไม้ขดเกลียวไปมา และท่ามกลางดินโคลนกึ่งน้ำแข็ง มีพืชชนิดหนึ่งใบหยักสีเขียวเข้มแฝงตัวอยู่
“นั่นมัน... ต้นหญ้าธรรมดานี่ขอรับท่านแม่?” อาเป่าเอียงคอสงสัย
“สำหรับคนที่ไม่รู้เื่สมุนไพร มันคือต้นหญ้าธรรมดา แต่สำหรับคนที่รู้ มันคือ ตังกุยป่า เกรดดีเยี่ยมเชียวล่ะลูก” หลินชิงเหอนั่งลง ใช้จอบพกพาที่เพิ่งซื้อมาค่อยๆ แซะดินอย่างระมัดระวัง
มือของเธอเคลื่อนไหวด้วยความชำนาญของนักบริหารจัดการเกษตร เธอรู้ว่าการขุดสมุนไพรไม่ใช่แค่การดึงมันขึ้นมา แต่คือการรักษารากฝอยให้สมบูรณ์ที่สุด ทุกััเต็มไปด้วยความละเอียดลออ จนกระทั่งรากตังกุยอวบอิ่มสีน้ำตาลทองถูกดึงขึ้นมา กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยเข้าจมูกทันที
[ติ๊ง! ตรวจพบสมุนไพร: ตังกุยป่า (อายุ 15 ปี) คุณภาพดีเยี่ยม! หากขายให้ระบบจะได้ 50 แต้ม แต่ถ้าขายในตลาดโลกจริงจะได้ราคาสูงกว่า 5 เท่า!]
“แน่นอนว่าฉันต้องเก็บไว้ขายในเมือง” หลินชิงเหอคิดพลางห่อสมุนไพรด้วยผ้าสะอาดอย่างดี
ตลอดเช้านั้น หลินชิงเหอขุดได้ทั้งตังกุย โสมคนขนาดเล็ก และเห็ดหลินจือดินที่ซ่อนอยู่ตามซอกไม้ อาเป่าเองก็ช่วยเก็บเห็ดป่าธรรมดาที่กินได้ใส่ตะกร้าอย่างสนุกสนาน ความลำบากที่เคยได้รับมาถูกลบเลือนไปด้วยรอยยิ้มของลูกชาย
แต่ทว่า... ความสงบสุขมักสั้นเสมอ
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังจะเดินออกจากป่า เสียงอึกทึกจากทางเข้าหมู่บ้านก็ดังแว่วมา เสียงนั้นไม่ใช่เสียงพูดคุยปกติ แต่เป็เสียงร้องไห้และเสียงโหวกเหวกด้วยความตระหนก
“เ้ารอง! เ้ารองเป็อะไรไป! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
หัวใจของหลินชิงเหอกระตุกวูบ เ้ารอง นั่นคือลำดับเรียกของสามีเธอในตระกูลโจว
“ท่านพ่อ!” อาเป่าร้องลั่นแล้ววิ่งนำหน้าไปทันที หลินชิงเหอรีบกระชับตะกร้าสมุนไพรแล้ววิ่งตามไป ใจหนึ่งเธอรู้สึกกังวล แต่อีกใจหนึ่งเธอกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด นี่คือบททดสอบแรกของสามี คนนี้สินะ
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลโจว ภาพที่เห็นทำให้ชาวบ้านที่มายืนมุงถึงกับเบือนหน้าหนี
โจวเฉิง ชายหนุ่มร่างกายกำยำที่เคยเป็เสาหลักของบ้าน บัดนี้อยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ร่างของเขาถูกหามมาบนแคร่ไม้ เสื้อผ้าป่านขาดวิ่นและชุ่มไปด้วยเืสดๆ ที่ขาทั้งสองข้างมีแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่ราวกับถูกกรงเล็บสัตว์ร้ายขย้ำ
“โอย ลูกชายข้า! ใครทำเ้าขนาดนี้!” แม่เฒ่าโจวถลาเข้าไปร้องไห้ฟูมฟาย แต่แทนที่จะดูแผลของลูกชาย มือของนางกลับคลำไปตามหน้าอกเสื้อของโจวเฉิงเพื่อหา เงินที่เขาควรจะหิ้วกลับมาจากเหมือง
“เงินล่ะเ้ารอง? เงินค่าแรงสามเดือนที่เ้าไปรับจ้างมาอยู่ไหน!?”
หลินชิงเหอที่เพิ่งมาถึง ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้แล้วถึงกับเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ ลูกชายเจ็บปางตายขนาดนี้ แต่สิ่งแรกที่ถามหาคือเงินเนี่ยนะ! บ้าไปแล้ว?
“ท่านแม่...” โจวเฉิงพยายามเค้นเสียงเรียก แววตาของเขาพร่าเลือน “เงิน... เงินถูกปล้นไปตอนที่ข้าถูกหมาป่ารุมทำร้าย ข้า... ข้าเหลือกลับมาเพียงเท่านี้”
เขาแบมือออก ในมือนั้นมีเพียงถุงผ้าเล็กๆ ที่เปื้อนเื ภายในมีเงินไม่ถึงสิบอีแปะ
“อะไรนะ!?” แม่เฒ่าโจวเสียงเปลี่ยนทันที นางสะบัดมือนั้นทิ้งจนเงินร่วงลงพื้น “เ้าไปทำงานตั้งสามเดือน ได้เงินกลับมาแค่นี้? แล้วแผลนี่อีก ต้องใช้เงินรักษาอีกเท่าไหร่รู้ไหม! นังรอง! นังรองอยู่ไหน!”
หลินชิงเหอก้าวออกไปข้างหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ฉันอยู่นี่ค่ะท่านแม่”
“มาพาสามีเ้าไป! บ้านใหญ่ไม่มีเงินเหลือให้หมอรักษาคนพิการหรอกนะ ถ้าเงินที่หามาได้มันไม่คุ้มค่าหมอ ก็ปล่อยให้มันตายๆ ไปเสียดีกว่า!” แม่เฒ่าโจวพูดอย่างไร้เยื่อใย จางซื่อ (สะใภ้ใหญ่) ที่ยืนอยู่ข้างหลังยิ้มที่มุมปากพร้อมพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“นั่นสิท่านแม่ คนเจ็บหนักขนาดนี้ถ้าขืนเอาเข้าบ้านใหญ่ กลิ่นคาวเืจะทำลายฮวงจุ้ยบ้านเราเสียเปล่าๆ เผลอๆ อาจมาตายในบ้านอีก พามันไปที่กระท่อมของแกโน่นไป้!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบ “ทำไมตระกูลโจวถึงใจดำนักล่ะ นั่นลูกชายเขานะ?”
“ชู่ว เ้าไม่รู้เหรอ ว่าตอนนี้เงินในบ้านตระกูลโจวถูกเอาไปทุ่มให้ลูกชายคนเล็กเตรียมตัวสอบขุนนางหมดแล้ว ใครที่ไม่มีประโยชน์ก็เหมือนขยะนั่นแหละ”
หลินชิงเหอมองไปที่โจวเฉิง ชายที่ได้ชื่อว่าเป็สามี เขามองแม่ของตัวเองด้วยแววตาที่แตกสลาย ความกตัญญูที่เขาแบกไว้มาทั้งชีวิตกำลังพังทลายลงในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด
“อาเป่า ช่วยแม่พาท่านพ่อกลับบ้านเรา” หลินชิงเหอสั่งเสียงเข้ม
เธอไม่ได้มองแม่เฒ่าโจวด้วยซ้ำ เธอเดินเข้าไปแบกแขนข้างหนึ่งของโจวเฉิงขึ้นบ่า ร่างกายของเขานั้นหนักมาก แต่ด้วยพลังจากน้ำทิพย์ที่เธอดื่มไป ทำให้เธอสามารถพยุงเขาให้ลุกขึ้นได้
“เดี๋ยว!” แม่เฒ่าโจวเรียกไว้ “ตะกร้าข้างหลังแกมีอะไร เอาออกมาให้หมด?”
หลินชิงเหอหยุดกะทันหัน เธอสตั๊นไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองด้วยสายตาเย็นเยียบ “มีแค่เห็ดป่าไม่กี่ดอกที่อาเป่าเก็บมา ท่านแม่จะเอาสักดอกไหมคะ? เผื่อจะเอาไปต้มซุปแก้ใจจืดใจดำได้บ้าง”
“แก... นังสะใภ้ปากดี! ไปเลยนะ! ไปแล้วไม่ต้องกลับมาขอข้าวบ้านข้ากิน!”
เมื่อพยุงโจวเฉิงมาถึงกระท่อมท้ายไร่ หลินชิงเหอก็จัดแจงให้เขานอนลงบนฟางที่สะอาดที่สุด อาเป่ารีบวิ่งไปเอาน้ำเย็นมาเช็ดหน้าให้พ่ออย่างรู้ความ
“ท่านพ่อ ท่านพ่ออย่าตายนะขอรับ อาเป่าจะแบ่งซาลาเปาที่อร่อยที่สุดให้ท่านพ่อกินเอง” เด็กน้อยกระซิบข้างหูพ่อทั้งน้ำตา
หลินชิงเหอปิดประตูลง เธอรีบเปิดระบบทันที
“ระบบ! สแกนาแของโจวเฉิงเดี๋ยวนี้!”
[ติ๊ง! ผลการสแกน: าแจากคมเขี้ยวสัตว์ร้ายบริเวณต้นขาซ้าย ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ มีภาวะติดเชื้อและเสียเืมาก หากไม่ได้รับการรักษาทันที มีโอกาสต้องตัดขาทิ้งสูงถึง 90%]
“อย่ามาพูดเื่โอกาสตัดขา! ฉัน้ายาชา ยาฆ่าเชื้อ ชุดเย็บแผล และเืสำรองกรุ๊ป O!”
[รายการที่โฮสต์้า รวมราคา 80 แต้ม... ท่านมีแต้มคงเหลือ 93 แต้ม ยืนยันหรือไม่?]
“ยืนยัน!”
แสงสีขาววาบขึ้นในมือของหลินชิงเหอ อุปกรณ์การแพทย์สมัยใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้า เธอไม่รอช้า สวมถุงมือยางและเริ่มลงมือทันที ทักษะการบริหารจัดการที่เธอเคยมีถูกเปลี่ยนมาเป็การควบคุมสติอย่างสูงสุด
“อาเป่า... ออกไปเฝ้าหน้าประตูนะลูก ใครมาห้ามเปิดเด็ดขาด”
“ขอรับท่านแม่!”
หลินชิงเหอฉีดยาชาให้โจวเฉิง ชายหนุ่มที่กำลังเพ้อเพราะพิษไข้ค่อยๆ สงบลง เธอมองใบหน้าที่คมเข้มแต่ซูบผอมของเขา โจวเฉิง คุณทำงานหนักเพื่อคนอื่นมามากพอแล้ว ต่อไปนี้คุณต้องอยู่เพื่อฉันและอาเป่าเท่านั้น
เธอเริ่มล้างแผลด้วยน้ำเกลือ ตัดเนื้อเยื่อที่ตายออกอย่างแม่นยำ ทุกท่วงท่าไม่ได้เหมือนสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เหมือนศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เืที่เคยไหลไม่หยุดเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเธอใช้ผงห้ามเืเกล็ดหิมะจากระบบ
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง...
แผลที่เคยเหอะหวะถูกเย็บอย่างประณีตด้วยไหมละลาย หลินชิงเหอป้ายยาฆ่าเชื้อและพันผ้าพันแผลอย่างดี เธอหยิบน้ำทิพย์เสริมพลังกายที่เหลืออยู่อีกครึ่งขวด ค่อยๆ กรอกใส่ปากของโจวเฉิง
“อึก... อึก” เขาเริ่มกลืนลงไปอย่างสัญชาตญาณ
ไม่นานนัก สีหน้าของโจวเฉิงก็เริ่มดีขึ้น ลมหายใจกลับมาเป็ปกติ แม้จะยังไม่ฟื้น แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว
หลินชิงเหอทรุดตัวลงนั่งข้างแคร่ไม้ เธอเหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่มองดูผลงานตรงหน้าแล้วเธอก็ยิ้มออกมา ยอดแต้มของเธอตอนนี้เหลือเพียง 13 แต้ม เรียกได้ว่าเกือบหมดตัว
ทว่า... สายตาของเธอไปตกอยู่ที่ ถุงผ้าเปื้อนเื ที่โจวเฉิงกำไว้แน่นจนวินาทีสุดท้าย
เธอหยิบมันมาเปิดดู นอกจากเงินไม่กี่อีแปะแล้ว ภายในนั้นยังมีเศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกห่อไว้อย่างดี เมื่อเธอคลี่ออกดู ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง
มันไม่ใช่แค่เงินค่าแรง แต่มันคือ ใบโฉนดที่ดินที่รกร้างติดเชิงเขา ซึ่งโจวเฉิงใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เขาแอบสะสมมาหลายปีแอบซื้อไว้จากทางการในชื่อของ หลินชิงเหอ
และมีข้อความลายมือขยุกขยิกเขียนทิ้งไว้ว่า:
“ชิงเหอ ที่ดินผืนนี้เป็ของเ้ากับลูก หากวันใดข้าเป็อะไรไป เ้าจงพาลูกไปสร้างบ้านที่นั่น อย่าได้ทนทุกข์ในบ้านตระกูลโจวอีกเลย”
ทันทีที่อ่านข้อความจบ ความรู้สึกจุกขึ้นมาที่อก ทันใดน้ำตาที่หลินชิงเหอพยายามกลั้นไว้ พลันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
โจวเฉิง... คุณมันคนโง่จริงๆ คุณห่วงเราขนาดนี้ แต่กลับยอมถูกพวกเขาสูบเืสูบเนื้อจนเกือบตาย
เธอกำโฉนดใบนั้นไว้แน่น ความรู้สึกที่อยากจะเอาคืนตระกูลโจวมันหายไป แต่มันเปลี่ยนเป็ความรู้สึกที่อยากจะบดขยี้พวกเขาให้จมดินมันกลับรุนแรงขึ้นมาแทน
“ในเมื่อพวกคุณทิ้งเขาเหมือนขยะ ฉันก็จะเปลี่ยนขยะชิ้นนี้ให้กลายเป็ทองคำ ที่พวกคุณไม่มีวันเอื้อมถึง!”
สองวันต่อมา…
เสียงเคาะประตูที่รุนแรงก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่จางซื่อ
“นังรอง! ท่านแม่ให้มาดูว่าเ้าสองตายหรือยัง? ถ้าตายแล้วก็รีบขนศพออกไปฝังเสีย เดี๋ยวจะเหม็นสาบไปถึงหน้าบ้าน!”
หลินชิงเหอลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แววตาของเธอเปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็ความเหี้ยมเกรียม เธอเดินไปที่ประตูแล้วกระชากมันเปิดออกอย่างแรง
ผลัวะ!
จางซื่อที่กำลังยืนค้ำหัวอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง “ว้าย! แก... แกจะทำอะไร?”
หลินชิงเหอไม่ได้พูดอะไร แต่เธอเดินเข้าไปหาจางซื่อหนึ่งก้าว แล้วตบใบหน้าอวบอูมนั่นอย่างแรงจนอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้น!
เพี๊ยะ!
“ตบนี้สำหรับคำพูดพล่อยๆ ของพี่สะใภ้เ้าค่ะ” หลินชิงเหอพูดเสียงเย็น “ไปบอกแม่เฒ่าโจวด้วย ว่าสามีของฉันยังไม่ตาย!”
จางซื่อกุมแก้มที่บวมเป่งเป็รอยนิ้วมือ มองดูหลินชิงเหอด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
[ติ๊ง! ท่านได้รับ แต้มความแค้น จากจางซื่อ 50 แต้ม! ยอดคงเหลือปัจจุบัน: 63 แต้ม]
