หัวหน้าผู้คุมถือแส้เท้าเอวหอบหายใจแรง เขามองซูิเยว่แล้วก่นด่าออกมา “แม่นางคนนี้อดทนเก่งจริง ขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ร้อง มา เ้ามาต่อ”
เขาพูดแล้วชี้ไปที่ผู้คุมอีกคนหนึ่งก่อนจะส่งแส้ไปให้
ผู้คุมคนนั้นเห็นท่าทางอ่อนแอของซูิเยว่ก็ตีไม่ลง ร่างนางเพียงแค่หายใจออกแต่ไม่มีการหายใจเข้า เขารับแส้มาไว้ในมือ แต่ก็มือสั่นอยู่พักหนึ่งไม่ได้ลงมือสักที
“มารดามันเถอะ ข้าให้เ้าลงมือ ไม่ได้ยินหรือ” หัวหน้าผู้คุมเห็นว่าคนคนนั้นไม่ยอมลงมือเสียทีก็ด่าออกมาแล้วยกเท้าถีบ
ผู้คุมคนนั้นพุ่งไปด้านหน้าหนึ่งก้าวก่อนจะหันกลับมามองหัวหน้าด้วยท่าทางอยากร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตา เขาพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ลูกพี่ ตีไปแบบนี้นางจะตายเอานะ ถึงแม้องค์ชายห้าจะสั่งให้พวกเราสั่งสอนคุณหนูซูนิดๆ หน่อยๆ แต่อย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีรับสั่งลงมานะขอรับ หากตีนางตายไปก็ไม่ดีแล้ว อีกอย่าง...นางก็เป็ลูกสาวของใต้เท้าสกุลซู หากเื่นี้มีการเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนั้นคนที่แย่จะเป็พวกเรา....”
หัวหน้าผู้คุมไม่ได้พูดอะไร เขามองซูิเยว่ทีหนึ่งแล้วลูบคางขมวดคิ้ว หรี่ตาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วโบกมือ “เอาล่ะ เอาล่ะ ลากนางกลับไป”
“ขอรับๆ ๆ”
สติของซูิเยว่เริ่มเลือนรางแล้ว ตอนนี้เพียงแค่หายใจก็ยังเจ็บ หากไม่ถูกเชือกมัดเอาไว้ที่ไม้กางเขน นางคงยืนไม่อยู่แล้ว เปลือกตาลืมไม่ขึ้น ข้างหูมีเสียงวิ้งๆ ถึงพวกผู้คุมจะพูดอะไร นางก็ได้ยินเพียงแค่เลือนราง
สองผู้คุมแกะเชือกที่มัดนางเอาไว้ พอแก้มัดออก ซูิเยว่ก็ล้มลงไปกับพื้น
ผู้คุมสองคนนั้นไม่ได้ทะนุถนอมสาวงามเลยสักนิด พวกเขาลากสองแขนของซูิเยว่ไปยังด้านนอก
ซูิเยว่ส่งเสียงร้องอีกครั้ง ความเ็ปในเสี้ยววินาทีทำให้สติของนางกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ตัวของนางครูดไปกับพื้นทำให้ปากแผลไปครูดกับพื้นหยาบ
แต่นางไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว ทำได้แค่ปล่อยให้สองคนนั้นลากแขนของนางไปด้านหน้า ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรกว่าจะกลับไปถึงห้องขัง ผู้คุมสองคนก็โยนนางลงพื้นก่อนจะลงกลอนประตูแล้วไม่ได้สนใจอีก
ตอนนี้ขนาดแค่หายใจก็ยังรู้สึกเปลืองแรง ซูิเยว่ฝืนลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง นางไม่อยากขยับ อยากจะนอนเงียบๆ เช่นนี้
มุมห้องมีหนูหลายตัววิ่งเข้ามาข้างกายนางเพราะได้กลิ่นเื พวกมันใช้จมูกแตะตัวนาง แต่นางไม่มีแรงเหลือที่จะไปสนใจพวกมันแล้ว
สติของนางยิ่งเลือนรางลงเรื่อยๆ หนังตาหนักมาก คิดแค่อยากจะนอน
ซูิเยว่ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปั้แ่เมื่อไหร่ ตอนที่นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งรอบด้านก็เงียบสนิท นางลืมตาขึ้น แสงด้านในมืดเล็กน้อย นางยังคงอยู่ในท่าที่ถูกโยนเข้ามาตอนนั้น
พอนางขยับร่างกายที่แข็งทื่อก็กระเทือนไปโดนปากแผลรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกวูบ กลิ่นเืคละคลุ้งเข้าจมูก คราบเืบนตัวแข็งพอสมควรแล้ว อีกทั้งเสื้อผ้ายังขาดและผิวก็แตกติดตัวอีก เมื่อขยับเล็กน้อยก็เจ็บไปหมด
ซูิเยว่ซี๊ดปาก ใบหน้าขาวซีด หน้าผากมีเหงื่อซึมออกมาอีก นางไม่ได้ดื่มน้ำทั้งวันจนริมฝีปากแห้งแตก คอเจ็บจนไม่มีเสียง
นางขมวดคิ้วแล้วฝืนความเจ็บที่แขนยกแขนขึ้นเพื่อขยับไปที่มุมกำแพง ระยะทางสั้นๆ ไม่กี่ก้าว นางก็ใช้แรงไปทั้งตัว หลังจากขยับมาถึงมุมกำแพงก็หอบหายใจแรง
ทรมาน ทรมานไปทั่วทั้งตัว นอกจากความเจ็บแล้ว ยังมีความรู้สึกอื่น ซูิเยว่เป็หมอ นางรู้ดีว่าร่างกายของตัวเองในตอนนี้จะต้องแย่มาก ปากแผลไม่ได้จัดการจะต้องอักเสบจนตัวร้อนแน่
นางไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว นางกลัวว่าหากตัวเองหลับไปจะมีปัญหาขึ้นได้
นางฝืนดึงสติกลับมาให้แจ่มชัดแล้วเงยหน้ามองหน้าต่างเล็กที่อยู่้ากำแพงสูง หวังจริงๆ ว่าให้ฟ้าสว่างไวๆ นางเชื่อจี๋โม่หาน เขาจะต้องมาช่วยนางแน่นอน นางจะตายที่นี่ไม่ได้
คืนนี้ทุกคนต่างยากที่จะข่มตานอน
จวนองค์ชายสาม โคมไฟยังสว่างในตอนกลางคืน จี๋โม่หานนั่งอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้นมาตลอดทั้งคืน แม้แต่ท่าทางก็ไม่เปลี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบ ทั่วทั้งตัวราวกับปล่อยไอเย็นออกมา
หลิงชวนเฝ้าอยู่ข้างกายเขาแล้วมองด้วยสายตาเป็ห่วง “องค์ชาย ท่านพักผ่อนสักประเดี๋ยวเถิด เป็เช่นนี้ร่างกายจะทนไม่ไหวเอานะพ่ะย่ะค่ะ”
จี๋โม่หานไม่ตอบกลับ หลิงชวนเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไร ประโยคนี้เขาพูดมาหลายครั้งแล้วในคืนนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จี๋โม่หานถึงอ้าปากพูดเสียงแหบ “กี่ยามแล้ว?”
หลิงชวนมองท้องฟ้า “ยามเหม่า [1] แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว
จี๋โม่หานกำหมัดแน่น จิตสังหารบนตัวเริ่มหนักขึ้นมาอีกหน่อย “ข้ารอไม่ได้แล้ว หลิงชวน ไปรวมคน”
เขาพูดแล้วก็ยืนขึ้นมา ไม่ได้ปกปิดเื่ขาของตัวเองอีก
“องค์ชาย จะบุ่มบ่ามไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” หลิงชวนเอ่ยอย่างร้อนใจ “ตอนนี้พวกเรายังไม่มีหลักฐานใดใด”
“แต่ว่าสาวน้อยของข้ารอไม่ได้แล้ว” จี๋โม่หานพูดด้วยโทสะ แค่เขาคิดว่าซูิเยว่ไปอยู่ในสถานที่สกปรกแบบนั้นทั้งคืน หัวใจของเขาก็เ็ปมาก
ในตอนนี้เอง จิ่งฉือก็กลับมา “องค์ชาย”
หลิงชวนดีใจขึ้นมาทันทีแล้วรีบเข้าไปหา “เป็อย่างไรบ้าง?”
จิ่งฉือออกไปด้านนอกมาตลอดทั้งคืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจนแดงก่ำ แต่ก็ยังเป็ประกาย “มารดาเอ๊ย หาตลอดทั้งคืน จนเกือบจะพลิกทั้งเมืองหลวงหาแล้ว โชคดีที่หาเจอจนได้”
ตอนที่กำลังพูดอยู่นั้น จื๋อหลันที่อยู่ด้านหลังก็เข้ามา ในมือหิ้วคนคนหนึ่งมาด้วย
คนคนนั้นก็คือนักพรตที่ติดตามองค์ชายห้ามาใส่ร้ายซูิเยว่เมื่อวาน เขาถูกจื๋อหลันหิ้วหลังคอเหมือนหิ้วไก่ ทั้งตัวสกปรกเหมือนไปกลิ้งอยู่ในโคลนมาก่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทั้งตัวสั่นไม่หยุด ริมฝีปากขาวซีด ไม่มีท่าทีเหมือนเมื่อวานเลยสักนิด
ใบหน้าจื๋อหลันเต็มไปด้วยความรังเกียจ แววตามีจิตสังหารที่เก็บเอาไว้ไม่มิด เขาโยนนักพรตคนนั้นลงกับพื้นหยาบ นักพรตลงไปนอนนิ่งไม่ขยับเหมือนกับก้อนโคลนหนึ่งก้อน
“องค์ชาย ตอนที่พวกเราหาเขาเจอ องค์ชายห้ากำลังจะฆ่าปิดปาก โชคดีที่พวกเรามาไวกว่าไปหนึ่งก้าว”
ใบหน้าของจี๋โม่หานเย็นเยียบเหมือนกับอสูรที่ออกมาจากนรก ขาค่อยๆ ก้าวเดินไปทางนักพรตคนนั้น
นักพรตคนนั้นตัวสั่น แววตาหวาดกลัวจนอดที่จะถอยไปด้านหลังไม่ได้ ปากก็พูดไม่หยุด “องค์ชายสามได้โปรดเมตตากระหม่อม องค์ชายโปรดไว้ชีวิตกระหม่อมด้วยเถิด”
จี๋โม่หานเดินมาตรงหน้าเขาแล้วถีบเข้าที่หน้าอกเต็มแรง ถีบครั้งเดียวแต่รุนแรงนัก นักพรตถูกถีบกระเด็นจนไปนอนที่พื้นอีกที่ก่อนจะกระอักเืออกมาคำโต จากนั้นก็หลับตากุมหน้าอกตัวเองแล้วนอนงอตัว
พวกหลิงชวนเงียบไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ห้าม พวกเขาไม่ได้ัักลิ่นอายน่ากลัวบนตัวขององค์ชายมานานมากแล้ว
แต่โชคดีที่จี๋โม่หานยังรู้ประมาณว่าถ้าถีบไปอีกรอบ คนคนนี้จะต้องตายแน่นอน เขาจึงพูดเสียงเย็นออกมา “จื๋อหลัน”
จื๋อหลันก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวแล้วเหยียบไปบนตัวของนักพรต
เชิงอรรถ
[1] ยามเหม่า (卯时) คือเวลา 05.00 น. – 07.00 น.