เดิมทีเฉียวเยว่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน แต่ดูเหมือนว่าพอไม่ใส่ใจตนเองก็โตขึ้นอีกแล้ว
เมื่อวานนางเพิ่งจะเป็สาวน้อยวัยสิบขวบที่สอบเข้าสำนักศึกษาสตรี วันนี้กลับอายุสิบเอ็ดปีแล้ว ต้องเป็ศิษย์พี่ที่มองดูผู้อื่นสอบเข้าศึกษาแล้ว
เมื่อวานเพิ่งจะบาดหมางกับฉินอิ๋งอยู่หมาดๆ วันนี้ความสัมพันธ์ของพวกนางกลับกลายเป็วสันตฤดูอบอุ่นซึ่งมีดอกไม้บานสะพรั่งไปเสียแล้ว
เมื่อวานยังคิดแต่จะเรียนหนังสือให้ดี หากต้องเข้าร่วมแข่งขันอันใดจริงๆ จะได้ไม่ทำให้ต้าฉีต้องเสียหน้า แต่ตอนนี้คุณทูตจากซีเหลียงก็เข้าเมืองหลวงมาแล้ว ของที่เรียกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
"เฉียวเยว่ เ้ารู้หรือยัง เมื่อสองวันก่อนที่มีการสอบเข้าสำนักศึกษาสตรี มีญาติห่างๆ ของบ้านเ้า สกุลซูเหมือนกัน ว่ากันว่าพอรู้ว่าสอบตกก็ร้องไห้โฮออกมาเลย"
เด็กสาวมักจะชอบพูดคุยกัน พวกนางยังจดจำวันที่พวกนางเข้าสอบได้ติดตา
ท่านหญิงฉางเล่อชำเลืองมองเฉียวเยว่ ก่อนจะหัวเราะเยาะ "สกุลซูไม่มีใครดี"
หลังจากนั้นก็มองไปที่ประตูทันควัน ด้วยเกรงว่าอาจารย์กู้จะมาเห็นเข้าอีก
เฉียวเยว่เห็นท่าทางของนางแล้วก็อดขำออกมาไม่ได้ แน่จริงก็อย่ามองไปที่ประตูสิ แล้วแค่นเสียงหึ "มีคนดีหรือไม่ก็หาใช่เื่ของเ้า สนใจแต่ตนเองก็พอแล้ว อย่าให้ถูกอาจารย์กู้ลงโทษอีกล่ะ"
อาจารย์กู้ไม่ได้มีความคิดเห็นที่นางอาศัยสถานะเข้ามาในสำนักศึกษาสตรี เพียงแต่นางมักเอาแต่ใจจนเป็นิสัย จุดนี้อาจารย์กู้ไม่ชอบ ดังนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใดจึงถูกอาจารย์กู้พบเห็นเสมอ และต้องลงโทษให้ได้ด้วย
เฉียวเยว่เองก็นึกทอดถอนใจ เดิมทีนางก็คือคนที่ท่านหญิงฉางเล่อเห็นเป็ศัตรูหมายเลขหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปแล้ว เพราะศัตรูคู่แค้นหมายเลขหนึ่งของนางได้เปลี่ยนไปเป็อาจารย์กู้แทนเรียบร้อยแล้ว
หากบอกว่าใครคือคนที่ท่านหญิงฉางเล่อชิงชังที่สุด ก็ต้องเป็อาจารย์กู้อย่างแน่นอน
แม้แต่นาง ซูเฉียวเยว่ยังรู้จักยอมลงให้บ้าง แต่กับอาจารย์กู้ เห็นได้ชัดว่าท่านหญิงฉางเล่อไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
่ครึ่งปีมานี้เกิดเื่จุกจิกไม่น้อย ทว่ากลับไม่มีเื่ใหญ่อันใด เฉียวเยว่กลับรู้สึกว่านี่คือการเติมเต็มประสบการณ์
"ซูเฉียวเยว่ เ้าอย่านึกว่าตนเอง...." พอเห็นอาจารย์กู้กำลังเดินมา หรงฉางเกอก็หยุดปากทันควัน
เฉียวเยว่สะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากหัวเราะ แล้วนั่งลงให้ดี
อาจารย์กู้เข้าห้องมา เห็นทุกคนนั่งเป็ระเบียบเรียบร้อย ก็กวาดตามองผ่านๆ แล้วพูดว่า "วันนี้อาจารย์ใหญ่เข้าวัง"
ทุกคนต่างจ้องอาจารย์กู้ตาปริบๆ อาจารย์กู้พูดต่อไป "คณะทูตซีเหลียงเข้าเมืองมาครานี้ แม้พวกเขาจะไม่เอ่ยท้าประลองโดยตรง แต่ฝ่าาก็มีพระประสงค์เช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าต้าฉี ซีเหลียง หรือแคว้นเล็กแคว้นน้อยอื่นๆ ทุกคนต่างรู้ว่าสำนักศึกษาสตรีของต้าฉีเก่งกล้าสามารถอย่างไร..."
อาจารย์กู้ยังคงพูดต่อไป หากให้เฉียวเยว่แปลความหมายของอาจารย์กู้ให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ฝ่าาทรงดำริว่าสำนักศึกษาสตรีเป็สถานที่อบรมสั่งสอนสตรีชั้นสูง และมีพระประสงค์จะโอ้อวดความสามารถ ดังนั้นจึงจัดให้มีการแข่งขันระหว่างพวกเ้ากับทางซีเหลียง
นึกมาถึงตรงนี้ เฉียวเยว่ก็รู้สึกอย่างแท้จริง ไม่ว่าคนเราจะอายุมากแค่ไหนก็ยังคงชอบโอ้อวด แต่การตัดสินใจครานี้ก็สร้างความลำบากให้กับพวกนางอย่างเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน
เดิมทีเฉียวเยว่ก็พอรู้เบาะแสมาบ้างเล็กน้อย แม้ไม่ทราบความเป็ไปได้ แต่นางรู้จักพี่จ้านของตนเองดี สิ่งที่เขาเคยพูดไว้ จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ มิเช่นนั้นต้องจบไม่สวยเป็แน่
ทุกคนเข้าใจความหมายของเฉียวเยว่ รู้สึกขมขื่นไม่แพ้กัน แม้ว่าจะเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังปรารถนาไม่ให้เื่นี้เกิดขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำว่าถ้าหาก
ช่างน่ากลัวยิ่ง!
หลังจากเฉียวเยว่บรรจุหมื่นอักษรเพิ่มเติมลงในสมอง อาจารย์กู้ก็พูดจบพอดี "ข้ารู้ทุกคนต่างพยายามอย่างเต็มที่"
เฉียวเยว่พยักหน้ารับทันที
อาจารย์กู้อดใจไม่ไหวหัวเราะออกมา "ซูเฉียวเยว่ เ้าพยักหน้าเร็วที่สุด"
ราวกับฟ้าผ่าลงมายามท้องฟ้าสดใสก็ไม่ปาน อาจารย์กู้ถึงกับหัวเราะ พูดตามตรง จุดนี้ซูเฉียวเยว่ก็นึกไม่ถึง นางกระแอมกระไอก้มศีรษะอย่างเก้อเขิน
"เอาล่ะ พวกเ้าเตรียมใจไว้ให้ดี อย่างอื่นข้าคงไม่ต้องพูดมากแล้ว"
เขาย่อมไม่อาจกล่าวสิ่งใดไปมากกว่านี้ จะแข่งอย่างไร แข่งอะไร ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สักอย่าง
หลังจากเลิกเรียน ทุกคนต่างหน้าม่อยคอตก แน่นอนว่าในหมู่พวกนางย่อมมีคนที่ปรารถนาจะเข้าร่วมแข่งขัน หากสามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้จริงๆ ก็จะดีที่สุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามอยู่ระดับไหน
อย่างไรเสียเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน
แต่ก็ไม่ถึงกับหงอยเป็มะเขือที่ถูกฝังในน้ำค้างแข็ง เพียงแค่วิตกกังวล สีหน้าจึงยากจะเบิกบานได้
เฉียวเยว่เดินออกมาเห็นฉีอัน เพียงครึ่งปีเขาก็สูงกว่านางไม่น้อย ่นี้ทุกครั้งที่นางเห็นฉีอันก็มักจะแสดงสีหน้าริษยา
หลังจากอำลาเหล่าสหาย สองพี่น้องก็ขึ้นรถม้า
เฉียวเยว่นั่งเท้าคาง "เ้าว่า จะแข่งอะไรบ้าง?"
ไม่ว่าเฉียวเยว่จะโตขึ้นแค่ไหน นางก็ยังคงพูดเจื้อยแจ้วเป็นกแก้วเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่ฉีอันกลับสุขุมหนักแน่นขึ้นทุกวัน ทำให้ฉีอันดูคล้ายเป็พี่ชายมากกว่าเล็กน้อย
นางทำปากยื่น "ถามเ้าอยู่นะ"
ฉีอันส่ายหน้า "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร พวกเราถูกเคี่ยวกรำมาโดยตลอดจนแทบตายอยู่แล้ว ตอนนี้จะแข่งอะไรก็ไม่กลัวแล้วล่ะ"
เฉียวนึกดูแล้วก็จริงดังว่า
วันนี้เป็วันเกิดของท่านตา พวกเขายังไม่กลับบ้าน แต่ตรงไปยังจวนเสนาบดี
ขณะที่ผู้อื่นต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แต่พวกเขาสองพี่น้องกลับเหมือนไม่มีอะไร แม้ว่าอาจารย์ฉีบอกว่าตนเองมิได้เชิญแขก แต่คนที่มาเยี่ยมเยือน่นี้กลับเยอะมาก
เื่ไม่เชิญคนนอกก็ส่วนหนึ่ง แต่คนที่เป็ลูกศิษย์ลูกหาก็ยังต้องมาในฐานะผู้เยาว์
พอเฉียวเยว่เขาประตูมาก็เห็นรถม้าของจ้าวอ๋อง นางพึมพำ "ท่านอ๋องจ้าวมาแล้ว"
แม้ว่าอายุของจ้าวอ๋องจะไม่นับว่าน้อย แต่อุปนิสัยร่าเริงแจ่มใสไม่ข้องเกี่ยวกับเื่ราชสำนัก ออกท่องขุนเขาชมสายธารได้ตลอดทุกวี่ทุกวัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็คนกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ เฉียวเยว่พบเขาหลายคราแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเขาเป็ผู้าุโ เพียงนับถือเป็พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น
"ท่านตาเ้าขา พวกเรามาแล้ว" ตัวยังมาไม่ถึง แต่เสียงนำมาก่อนแล้ว
นางยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอเข้ามาในห้อง เฉียวเยว่ก็ตะลึงพรึงเพริด
นางมองคนที่นั่งอยู่ตรงกลาง้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง หลังปรับอารมณ์อยู่พักใหญ่ก็ทิ้งตัวคุกเข่า "หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปีเพคะ"
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นท่าทางตกตะลึงอันน่าขบขันของนางก็แทบจะหลุดพระสรวลออกมา
พระองค์ยื่นพระหัตถ์ "ลุกขึ้นเถิด"
เฉียวเยว่รับคำอื้มก่อนลุกขึ้น แต่พอนึกได้ว่าไม่ถูกต้องจึงกล่าวทันที "ขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะ"
ฮ่องเต้พยายามกลั้นพระสรวลอย่างสุดชีวิต พฤติกรรมการแสดงออกของนางตลกมากจริงๆ
เฉียวเยว่ไม่อยากเป็ตัวตลก แต่นางก็ไม่คิดจะเสแสร้งทำตัวเป็สาวน้อยข้ามภพที่ดูมาดมั่น นอกจากนี้นางก็ใมากจริงๆ บางครั้งเมื่อคนเราใเกินไปถึงอยากจะควบคุมตนเองเพียงใดก็ควบคุมไม่อยู่
เฉียวเยว่รู้สึกว่าสีหน้าของตนเองคงจะดูซื่อบื้อไม่น้อย
อาจารย์ฉีทนดูไม่ได้อีกต่อไป กวักมือเรียก "เฉียวเยว่มาหาตาตรงนี้"
เฉียวเยว่พลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นหลายส่วน ผู้ที่อยู่ในห้องนี้... ไม่ว่าใครได้เห็นแล้วก็ต้องรู้สึกถึงความเฉิดฉายเจิดจรัสอย่างยิ่งยวด
ฮ่องเต้!
จ้าวอ๋อง!
อวี้อ๋อง!
รัชทายาท!
นอกจากคนในครอบครัวของพวกเขา ล้วนมีแต่เชื้อพระวงศ์ทั้งสิ้น แต่ละพระองค์ก็มาด้วยพลังเต็มเปี่ยม นางก้มหน้าตัดสินใจแกล้งตายไปเสีย สงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้ถึงจะเป็วิถีที่ถูกต้องของการเป็มนุษย์
"อาจารย์ คุณหนูเจ็ดสกุลซูยังคงสดใสร่าเริงเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด"
"ยังเด็กอยู่ ย่อมต้องร่าเริงมีชีวิตชีวาหน่อย" อาจารย์ฉีตอบ
ฮ่องเต้ทรงพระสรวลดังกังวาน
เฉียวเยว่ถอนหายใจเป็ครั้งที่หมื่น อดีตฮ่องเต้ทรงมีรูปโฉมไม่โดดเด่น องค์ชายทั้งหลายล้วนเหมือนเสด็จแม่ของพวกเขา มีเพียงฮ่องเต้ที่คล้ายคลึงอดีตฮ่องเต้ มิเช่นนั้นไทเฮาผู้มีสิริโฉมงดงามเพียงนั้นจะให้กำเนิดพระโอรสที่รูปโฉมธรรมดาเช่นฝ่าาได้อย่างไร
ฮ่องเต้กับจ้าวอ๋องเป็พี่น้องร่วมอุทร แต่รูปโฉมของพระองค์กลับไม่ได้หนึ่งในสิบของจ้าวอ๋อง
ส่วนพี่จ้านเป็พระภาติยะของฝ่าา แต่ก็... ไม่มีความคล้ายคลึงเลย
รัชทายาทยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อเขากับพี่จ้านยืนอยู่ด้วยกันยังมีคนคิดว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกันทางสายเืมากกว่า ล้วนแต่มีกลิ่นอายของเทพเซียนทั้งคู่ ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงฝ่าาที่รูปโฉมสุดแสนจะธรรมดา
แม้จะเป็เช่นนั้น พระสุรเสียงของพระองค์กลับไพเราะมาก จนผู้คลั่งไคล้ในเส้นเสียงอย่างนางอยากจะสดับตรับฟังให้มากสักหน่อย
แต่พี่จ้านก็ไม่น้อยหน้าผู้อื่น ภายใต้สถานการณ์ที่มีคนมากมายมาแทนที่
เฉียวเยว่แสดงให้เห็นว่าตนเองกดดันมาก ไม่อยากให้ฝ่าาทรงอยู่ด้วยสักเท่าไร
หากเชื้อพระวงศ์มาอยู่กันพร้อมหน้า แล้วนางจะกินอย่างเต็มที่ได้อย่างไร
วันนี้ต้องมีของอร่อยมากมายเป็แน่ แม้ว่าจะโตขึ้นอีกปี แต่ความตะกละของโลลิเยว่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้
หมื่นปีก็ไม่มีวันผันแปร!
ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง พ่อครัวของบ้านท่านลุงเป็คนทางใต้ แม้ว่าอาหารกับแกล้มทั่วไปแต่ละจานน้อยนิด แต่พิถีพิถันเป็พิเศษ แล้วก็ยังมี...
เฉียวเยว่ก้มหน้าครุ่นคิดถึงของกิน ย่อมไม่ได้ฟังว่าผู้อื่นสนทนาอันใด
หรงจ้านนั่งอยู่ตรงข้ามกับอาจารย์ฉี เขามองนางอย่างพินิจย่อมจะคาดคะเนได้ว่าสาวน้อยกำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็ของกินอย่างแน่นอน
นางกินเยอะแยะขนาดนั้นทุกวันได้อย่างไรสุดจะรู้ได้ หลังเลิกเรียนก็ต้องกินรองท้อง คะเนว่าเงินปลีกเล็กน้อยส่วนนั้นก็คงเอาไปบรรณาการให้ร้านขนมแต่ละร้านจนหมด
แต่วันนี้คงจะไม่ได้แวะซื้อขนมอะไรระหว่างทาง เป็ไปได้แปดส่วนว่าตั้งใจแล่นมาเพื่อกินของอร่อยที่นี่
ผลสุดท้าย หึๆ ไม่นึกว่าจะมีคนมากมายเพียงนี้ อึ้งจนงงไปเลย
"แค่กๆ แค่กๆๆ"
ในที่สุดเฉียวเยว่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปฝั่งตรงข้าม
หรงจ้านไอสองสามครา หลังจากนั้นก็เอ่ยว่า "ผู้าุโฉี เมื่อกลางวันผู้น้อยกินมาไม่มาก ท้องเริ่มจะหิวอยู่บ้าง มีของกินหรือไม่?
"..."
อาจารย์ฉีอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว "ย่อมมีพ่ะย่ะค่ะ"
ฉีจือโจวสั่งให้คนไปเตรียมทันที
หรงจ้านพูดต่อ "ต่อหน้าธารกำนัล ข้ารู้สึกกระดากอยู่บ้าง ไม่ทราบว่ามีห้องชั้นในหรือไม่?"
มารดา บุรุษกินอาหารยังต้องกลัวคนเห็น อย่าเื่มากขนาดนี้ได้หรือไม่
นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดอยู่ในใจ แน่นอนว่าก็ได้แต่ปล่อยให้เป็เพียงความคิดเท่านั้น
ฉีจือโจวยกยิ้ม "ย่อมมีพ่ะย่ะค่ะ เป็พวกเราที่ใคร่ครวญมิรอบคอบเอง ท่านอ๋องอวี้ เชิญ"
หรงจ้านไม่ขยับ "ข้าหิวจนไม่ค่อยมีแรง เ้าแตงน้อย มาประคองข้าที"
ถูกคนเรียกเวลานี้ ซ้ำยังเป็คำเรียกที่ใช้เมื่อครั้งยังเล็ก เฉียวเยว่ก็ตกประหม่าจนหน้าแดงซ่าน นอกจากชื่อที่ชวนให้กระอักกระอ่วน นางเริ่มโตเป็สาวแล้ว จำเป็ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของชายหญิงด้วยกระมัง?
"ท่านพี่อวี้อ๋อง ข้าประคองท่านเอง" ฉีอันเสนอตัวทันควัน
หรงจ้านปฏิเสธโดยไม่ลังเล "ขออภัย อย่าแตะต้องตัวข้า ข้าไม่ชอบ เ้าสกปรก"
ทันใดนั้นรอบข้างพลันเงียบกริบ เงียบจนแม้แต่เข็มตกสักเล่มคงจะได้ยิน พูดตามตรง หากหรงจ้านเป็สามัญชนทั่วไป คงถูกคนซ้อมไปแล้ว
พูดไม่เป็ก็หุบปาก นี่มันยั่วโทสะคนชัดๆ
หรงจ้านมองเฉียวเยว่ดวงตาทอประกายเล็กน้อย "เ้าแตงน้อย?"
ฉีจือโจวค่อยๆ เอ่ยวาจา "เด็กโตแล้ว เกรงว่าจะไม่เหมาะสม"
หรงจ้านเลิกคิ้วด้วยสีหน้าไร้เดียงสา "แต่เมื่อครู่ผู้าุโฉีเพิ่งกล่าวว่านางยังเป็เด็ก ตอนนี้เดี๋ยวก็โตเดี๋ยวก็เด็ก ดูไม่ค่อยดีกระมัง พวกท่านสองพ่อลูกมิได้ปรึกษากันมาหรือ?"
ฮ่องเต้เห็นทรงเห็นว่าหรงจ้านกำลังวอนถูกคนซ้อมให้ตาย ในที่สุดก็เอ่ยปากเพื่อหาทางลงให้สองพ่อลูกสกุลฉีด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา "จ้านเอ๋อร์ รู้จักขอบเขตบ้าง"
หรงจ้านเลิกคิ้ว "เ้าแตงน้อย มาประคองข้า ข้าจะถือว่าเ้าอายุหกขวบ"
