หวาชิงเสวี่ยหน้าแดง รีบลุกขึ้นยืนด้วยความกระอักกระอ่วน แล้วเดินไปหาฟู่ถิงเย่ พึมพำว่า “ท่าน...ทำไมท่านถึงพาคนมาที่นี่...”
หากเป็ในยุคปัจจุบัน ขนาดนักวาดชื่อดังยังถูกลากตัวมาง่ายๆ แบบนี้...ก็ไม่มีสิทธิมนุษยชนเกินไปแล้ว
“เ้าจะได้ไม่ต้องคิดมากเื่นี้อยู่ทุกวัน” ฟู่ถิงเย่ก้าวเดินสองสามก้าวไปที่ข้างเตียงของนาง แล้วหยิบหนังสือภาพวาดที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนออกมา โยนให้บัณฑิตหนุ่มตรงหน้า “เอาไปวาดใหม่ให้หมด วาดอยู่ที่นี่นี่แหละ วาดเสร็จเมื่อใด ก็กลับไปได้เมื่อนั้น”
บัณฑิตหนุ่มจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร?
“ขอรับ ขอรับขอรับ! ข้าน้อยจะวาดเดี๋ยวนี้! วาดเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
ทางหนึ่งพูดทางหนึ่งพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าว หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ!
เขาเป็แค่บัณฑิตยากจน สอบหลายครั้งก็ยังไม่ผ่านระดับซิ่วไฉ [1] แต่ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจกลับบ้านไปทำไร่ทำนา จึงอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ หาเลี้ยงชีพโดยการวาดหนังสือภาพวาด
เนื้อหาในหนังสือภาพวาดส่วนใหญ่มาจากการฟังนักเล่านิทาน ส่วนที่เหลือก็มาจากการจินตนาการผสมผสานกับข่าวลือ ใครจะคิดว่าจู่ๆ วันหนึ่ง ตัวเอกในเื่ที่ตนวาดกลับปรากฏตัวขึ้นจริงๆ!?
มันช่างน่าสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน!
บัณฑิตหนุ่มก้มหน้าก้มตารับหนังสือภาพวาดที่ตนเองเขียนไว้มา เมื่อเห็นว่ามีกระดาษพู่กันอยู่บนโต๊ะ ก็เตรียมจะลงมือวาดด้วยอาการใจสั่นไม่หาย
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเื่นี้เกิดขึ้นเพราะตน จึงรู้สึกอึดอัดใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย
นางดึงแขนเสื้อของฟู่ถิงเย่ด้วยความกระอักกระอ่วน พึมพำว่า “พอเถอะ...ปล่อยเขากลับไปเถอะ หนังสือภาพวาดเยอะขนาดนี้จะแก้เสร็จในคืนเดียวได้อย่างไร...จริงๆ แล้วข้าก็ไม่ได้โกรธอะไรมาก...”
“ไม่ต้องจริงๆ หรือ?” ฟู่ถิงเย่ก้มมองนาง “เ้าไม่ต้องรู้สึกผิด เขาทำงานนี้ มักจะวาดภาพจนดึกดื่นอยู่แล้ว”
“...ไม่ต้องจริงๆ เ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงด้วยความประหม่า เสียงแ่เบาเหมือนเสียงยุง “แค่บอกเขาว่าอย่าเอาข้าไปวาดแบบนั้นอีกก็พอแล้ว”
แต่ฟู่ถิงเย่กลับกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เ้าได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็ซือปิงฟูเหริน มีบรรดาศักดิ์พระราชทานติดตัว จะยอมให้ใครมาหยอกล้อเล่นได้อย่างไร? เขาวาดสิ่งเ่าั้ จะว่าไปแล้วก็ถือเป็การสร้างข่าวเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี ต้องลงโทษอย่างหนักเพื่อเป็เยี่ยงอย่าง”
พอบัณฑิตหนุ่มได้ยินเช่นนั้น ก็หน้าซีดเผือด ขาสั่นระริก เกือบคุกเข่าลงไปอีกครั้ง!
แม้แต่หวาชิงเสวี่ยยังรู้สึกงุนงง
มันจะร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?
“ถ้า...ถ้าอย่างนั้นเขาก็วาดเื่ราววีรกรรมอันกล้าหาญของท่านตั้งมากมาย ไม่ถือว่าเป็การเชิดชูคนดี กดขี่คนชั่ว เป็การส่งเสริมความดีงามหรือ?” หวาชิงเสวี่ยใจอ่อน พยายามช่วยพูดให้บัณฑิตหนุ่ม “ความดีความชอบหักล้างกันไปเถอะ อย่าลงโทษเลย...”
ฟู่ถิงเย่ยืนกรานความคิดของตน “เื่หนึ่งก็คือเื่หนึ่ง ความชอบก็คือความชอบ ความผิดก็คือความผิด”
เขาพูดพลางเอามือลูบเคราที่คางตัวเองและครุ่นคิด “แต่หนังสือภาพวาดที่เขาวาด หากไม่นับเื่ของเซียนปิศาจหมาป่า์ที่มาจุติแล้ว เนื้อหาอื่นๆ ก็ตรงกับความจริง...การลงโทษอย่างหนักคงไม่เหมาะสม ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ พอเป็พิธีก็พอ”
ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ หรือ วิธีการลงโทษเล็กๆ น้อยๆ นี่เป็อย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยเห็นบัณฑิตหนุ่มท่าทางอ่อนแอ หากลงโทษโบย เกรงว่าแค่ตีไม่กี่ทีก็คงจะตายคามือไปเสียก่อน ถ้าหากจะปรับเงิน แม้แต่เสื้อผ้าเขาก็ยังปะชุนอยู่เลย หากถูกปรับจนสิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีเงินกินข้าวจะทำเช่นไร?
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเห็นใจคนอื่นขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะอย่างไร ก็คิดว่าแค่ตักเตือนเท่านั้นก็เกินพอ ไม่จำเป็ต้องเอาเื่เอาราวมากเกินไป
แต่ฟู่ถิงเย่พาคนมาถึงที่นี่แล้ว หากทำแค่พูดตักเตือนปากเปล่า คงจะไม่ยอมจบไปง่ายๆ ...
หวาชิงเสวี่ยรู้ดีว่าฟู่ถิงเย่ผู้นี้ หากเอาจริงขึ้นมา ก็จะหัวแข็งสุดๆ!
เหมือนอย่างเช่นเขาไม่อนุญาตให้นางใส่เสื้อแขนสั้น แม้แต่จะพับแขนเสื้อขึ้นไปหน่อยก็ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะประนีประนอมได้เลย
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่...” หวาชิงเสวี่ยคิดวิธีขึ้นมาได้ “ให้เขาอยู่ที่นี่แล้วช่วยข้าเขียนรูปนิดหน่อย ถือเป็การลงโทษ ได้หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยความสงสัย
...
สุดท้ายแล้ว บัณฑิตหนุ่มก็ต้องมาวาดไพ่ตามคำขอของหวาชิงเสวี่ย...
เดิมทีหวาชิงเสวี่ยตั้งใจจะวาดเอง แต่ในเมื่อมีช่างวาดภาพมาส่งถึงที่แล้ว ก็ต้องใช้ประโยชน์เสียหน่อย
วันต่อมา หวาชิงเสวี่ยก็รีบเร่งให้ฟู่ถิงเย่รีบออกเดินทาง
ได้ยินมาว่านักเล่านิทานในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ บรรยายภาพของนางได้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แถมยังมีคนเอาเื่ของนางไปใช้ขู่เด็กๆ ว่าถ้าไม่เชื่อฟังจะถูกซือปิงฟูเหรินจับตัวไป!
หวาชิงเสวี่ยคิดว่ารีบไปจากที่นี่คงจะดีกว่า นักเล่านิทานคนนั้นอายุห้าสิบหกสิบแล้ว แถมยังตาบอดข้างหนึ่ง นางไม่อยากให้ผู้เฒ่าคนนั้นถูกทหารของฟู่ถิงเย่จับตัวไป
มันบาปกรรมเปล่าๆ ...
ตอนที่ออกเดินทาง หวาชิงเสวี่ยก็เอาหนังสือภาพวาดไปด้วย
ที่จริงถ้าไม่สนใจว่าคนในหนังสือภาพวาดนั้นคือตัวนางเอง เื่ราวที่บัณฑิตหนุ่มวาดก็สนุกดี...
นางอาศัยการอ่านหนังสือภาพวาดเพื่อคลายเบื่อ แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ในรถม้าอีกสองวัน
ฟู่ถิงเย่สนใจไพ่สำรับที่หวาชิงเสวี่ยทำขึ้นมาใหม่มาก ตอนที่หวาชิงเสวี่ยอ่านหนังสือภาพวาด ฟู่ถิงเย่ก็จะถือไพ่สำรับพลิกไปพลิกมาเพื่อศึกษาดูอยู่ข้างๆ
“เหมือนการเล่นไพ่ใบไม้ [2] ” ฟู่ถิงเย่กล่าว
กล่าวกันว่าใน่สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง คนโบราณคิดค้นไพ่ชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยบนไพ่จะวาดรูปคน สัตว์ปีก สัตว์สี่เท้า นก ปลา แมลงและดอกไม้ต่างๆ เพราะว่ามีขนาดเล็กเท่าใบไม้ จึงเรียกว่าการเล่นไพ่ใบไม้ ั้แ่พวกปัญญาชนไปจนถึงชาวบ้านทั่วไป ต่างก็สนุกกับการเล่นกันทั้งนั้น
เมื่อเทียบกันแล้ว ไพ่โป๊กเกอร์กลับมีหน้าตาเรียบง่ายกว่า มีเพียง JQK และตัวโจ๊กเท่านั้นที่มีลวดลาย ส่วนไพ่ใบอื่นๆ ก็มีแค่ตัวเลข
ฟู่ถิงเย่ถามนางว่า “สำรับไพ่ที่เ้าทำนี้เรียกว่าอะไร?”
หวาชิงเสวี่ยเอียงคอครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ในเมื่อทำจากกระดาษ ก็เรียกว่าไพ่กระดาษก็แล้วกัน”
“วิธีการเล่นเป็อย่างไร?” เขาถามต่อ
หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างสดใส “วิธีการเล่นนั้นมีมากมาย...”
ผ่าวเต๋อไคว่ [3] เจิงซั่งโหยว [4] ทัวลาจี [5] เซิ่งจี๋ [6] จ๋าจินฮัว [7] ซันต่าอี [8] โต้วตี้จู่ [9] ซัวฮา [10] ...แค่คิดก็ยกตัวอย่างได้เกินสิบแบบแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสนุกขึ้นมา จึงลากฟู่ถิงเย่มาเล่นไพ่ด้วยกัน
มีอะไรให้ทำระหว่างเดินทาง ก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป พอเล่นกันจนสนุกสนาน หวาชิงเสวี่ยก็เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมา “พอถึงเซิ่งจิงแล้ว เรามาทำไพ่ชุดใหม่ ถวายฮ่องเต้กันเถอะ!”
“ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ เรียงแต้มต่อ” ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ฮ่องเต้คือผู้ปกครองแผ่นดิน จะปล่อยให้หมกมุ่นอยู่กับการเล่นไม่ได้”
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว มองไพ่ในมือ ไม่สนใจคำพูดของเขา “ท่านเป็แม่ทัพใหญ่ ตอนนี้ก็เล่นไพ่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
“ไพ่มหาด (แจ็ค) สามใบกับไพ่คู่เลขสาม” ฟู่ถิงเย่ยังคงลงไพ่ต่อ “นั่นก็เพราะว่าข้อหนึ่งคือข้าไม่ต้องออกรบ ข้อสองคือไม่ต้องจัดการงานราชการทหาร แต่ฮ่องเต้ต้องตรวจฎีกาทุกวัน บริหารปกครองบ้านเมือง จะขาดตกบกพร่องไม่ได้”
“แต่เขาก็ยังเป็เด็กอยู่นี่นา...” หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจ รู้สึกสงสารหลี่จิ่งหนาน
ฟู่ถิงเย่หัวเราะ ทิ้งไพ่คู่เลขสองออกมา “เขาไม่ใช่เด็ก เขาคือฮ่องเต้ สถานะของเขาแต่กำเนิดกำหนดให้เขาไม่สามารถเป็แค่เด็กได้”
หวาชิงเสวี่ยจ้องไปที่ไพ่คู่เลขสองที่เขาโยนออกมา แล้วก็มองไพ่ของตัวเองอีกครั้ง รู้สึกว่าตนเองดวงไม่ดีเลย เหตุใดไพ่ดีๆ ถึงไปอยู่ในมือเขาหมดกันนะ?
นางยอมแพ้ โยนไพ่ในมือทิ้งทั้งหมด “เล่นใหม่ๆ”
หลังจากสับไพ่ ก็เริ่มเกมใหม่
หวาชิงเสวี่ยกลับมาพูดเื่เดิมอีก “เขาเพิ่งจะอายุครบเก้าขวบไม่ใช่หรือ? น่าจะพักผ่อนบ้าง ความเครียดมากเกินไป จะทำให้ไม่สูงได้นะ”
ฟู่ถิงเย่ “...”
หวาชิงเสวี่ยจัดไพ่เสร็จก็พบว่า คราวนี้นางดวงดีมาก ได้ไพ่าา (คิงส์) ตั้งสองใบแน่ะ!
นางยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ถ้าไม่ส่งไพ่ให้ ข้าส่งอย่างอื่นให้แทนก็ได้...อืม เป็เกมกระดานที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจและฝึกสมอง ท่านแม่ทัพว่าดีไหม?”
ฟู่ถิงเย่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดหวาชิงเสวี่ยถึงสนิทสนมกับหลี่จิ่งหนานขนาดนี้? นึกว่าถ้าทั้งสองคนไม่ได้เจอกันสักพัก ความสัมพันธ์ก็จะค่อยๆ ห่างกันไปเอง แต่คนทั้งสองคนกลับไม่เป็เช่นนั้น!
ไม่อย่างนั้น คราวก่อนที่หลี่จิ่งหนานออกจากเมืองหลวง ก็คงจะไม่ตรงมาหาหวาชิงเสวี่ย แถมยังพักอยู่ด้วยกัน...
และครั้งนี้ที่หวาชิงเสวี่ยไปยังเมืองหลวง ก็เตรียมของขวัญไว้ั้แ่ก่อนออกเดินทางแล้ว
พอคิดถึงเื่นี้ ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
เขายังคงยืนยันว่า การเข้าใกล้เชื้อพระวงศ์นั้นเหมือนการเดินเข้าปากเสือ ไม่ควรเข้าไปใกล้ชิดมากเกินไป
“ระวังจะโดนขุนนางฟ้องร้อง กล่าวหาว่าเ้าทำให้ฮ่องเต้หมกมุ่นกับการเล่น” ฟู่ถิงเย่เตือนนาง
หวาชิงเสวี่ยใกับคำพูดของเขา เหตุใดการให้ของขวัญถึงเสี่ยงขนาดนี้?
“พวกเขาจะฟ้องร้องข้าจริงๆ หรือ?” นางมองฟู่ถิงเย่ด้วยความงุนงง
ฟู่ถิงเย่เห็นนางทำหน้าตาเลิ่กลั่ก เหมือนลูกแมวไร้เดียงสาที่หลงทาง ก็พลันจินตนาการภาพหวาชิงเสวี่ยยืนอยู่อย่างไร้ที่พึ่งท่ามกลางเหล่าขุนนาง กำลังถูกต่อว่าอย่างน่าสงสาร!
เขารู้สึกโกรธขึ้นมาทันที “พวกมันกล้าเรอะ?!”
คนของข้า ใครกล้าฟ้องร้อง?!
หวาชิงเสวี่ยจิตใจสงบลง พลางเอามือลูบหน้าอกเบาๆ “ดีจัง...โชคดีที่มีท่านแม่ทัพอยู่”
ฟู่ถิงเย่ “...”
เอ๊ะ? ...เหตุใดรู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ?
...
ฟู่ถิงเย่เดินทางมาเกือบครึ่งเดือน ก็มาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำเซียงสุ่ย
จากตรงนี้ไป พวกเขาต้องเปลี่ยนไปเดินทางทางน้ำ ล่องตามแม่น้ำลงไป
เรือถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว หีบสัมภาระถูกทยอยขนขึ้นเรือ หวาชิงเสวี่ยเริ่มการเดินทางทางน้ำครั้งแรกในยุคโบราณ
ตลอดเส้นทางที่ล่องลงไปตามแม่น้ำ สองข้างทางก็มีทิวทัศน์เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บ้านเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งก็สวยงามและเจริญรุ่งเรืองแบบทางใต้มากขึ้น
บางครั้งพวกเขาจะเทียบท่าเพื่อซื้อของใช้จำเป็ในชีวิตประจำวัน เื่นี้หวาชิงเสวี่ยไม่ต้องออกแรง นางจึงอยู่บนเรือ คอยสังเกตวัฒนธรรมประเพณีของคนท้องถิ่นอย่างใจจดใจจ่อ
ต้องบอกว่าการเดินทางไกลครั้งนี้ เปิดหูเปิดตามากจริงๆ
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพวกเขาเหมือนจะมาเจอ่เทศกาลของที่ไหนสักแห่ง บนผิวน้ำมีเรือจอดอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แสงไฟส่องสะท้อนกันไปมา บนเรือเต็มไปด้วยแสงสีเสียง การร้องรำทำเพลงครึกครื้น
ถึงแม้หวาชิงเสวี่ยจะไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังร้องเพลงอะไร แต่ก็เกาะขอบหน้าต่างดูอยู่เกือบครึ่งคืน
แล้วก็มีอีกครั้งที่ริมฝั่งมีเรือดอกไม้นับไม่ถ้วนจอดอยู่ เรือประดับประดาด้วยแพรพรรณและโคมไฟสีแดงสด เสามีลวดลายแกะสลักและหลังคาก็มีภาพวาด วิจิตรตระการตาเหลือเกิน
แม้แต่น้ำในแม่น้ำแถบนั้น ก็ยังดูเหมือนจะกลายเป็สีชมพูอ่อนๆ จากการล้างน้ำมันเครื่องสำอางมากเกินไป
เรือที่หวาชิงเสวี่ยนั่งนั้นใหญ่โตและหรูหรา ทำให้เรือดอกไม้ทั้งหลายพุ่งเป้ามาที่เรือของนาง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาเป็ระยะๆ พร้อมกับมีหญิงสาวที่กำลังโบกผ้าแพรในมือมาทางนี้ บางคนถึงกับกล้าที่จะพยายามตามเรือของพวกเขามาด้วย!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ทั้งต่อเรือดอกไม้เอง และต่อนักร้องที่อยู่บนเรือ นางอยากเห็นให้ชัดเจนกว่านี้
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาจากข้างนอกด้วยสีหน้าถมึงทึง ปิดหน้าต่างของนางดังปัง!
“เร่งความเร็ว! ออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เขาสั่งทหารด้วยน้ำเสียงที่ข่มความโกรธเอาไว้
ไม่ไกลนักมีหญิงสาวคนหนึ่งเริ่มร้องเพลง น้ำเสียงไพเราะเสนาะหู เหมือนเสียงร้องขับขานของนกน้อย เสียงที่นุ่มนวลนั้นช่างไพเราะจับใจ
หวาชิงเสวี่ยตั้งใจฟังเนื้อเพลง ดูเหมือนว่าจะเป็เื่ของบุรุษสักคนหนึ่ง...เกี่ยวกับความยากลำบากในการต้องแยกจากกัน...
นางมองไปที่ฟู่ถิงเย่อย่างงุนงง คิดในใจว่า นี่เขาคงโดนจีบแล้วกระมัง?
...
เดินทางทางน้ำมาสิบวัน ก็ถึงเมืองหานเฉิง
ที่นี่เป็เมืองที่ใกล้กับเซิ่งจิงมากที่สุด หมายความว่า อีกไม่เกินวันเดียว พวกเขาก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว
หวาชิงเสวี่ยเดินตามฟู่ถิงเย่ลงจากเรือ เห็นรถม้าสี่ล้อหรูหราจอดอยู่สองคัน ชายชราผมสีดอกเลาในชุดยาวสีฟ้าอ่อนยืนรออยู่ข้างรถม้า
เขาค้อมกายให้ฟู่ถิงเย่ “คุณชาย ท่านกลับมาแล้ว”
——————————————————————
[1]ซิ่วไฉ(秀才)บัณฑิตที่สอบผ่านการคัดเลือกระดับท้องถิ่นรอบที่หนึ่ง (หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด) ในการสอบทั้งหมดสามรอบในระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนที่เรียกว่าเคอจวี่
[2]เล่นไพ่ใบไม้(叶子戏)ไพ่ที่ใช้เล่นจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนไพ่ในปัจจุบัน แต่จะเป็กระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะคล้ายใบไม้ วิธีการเล่นคลายไพ่โป๊กเกอร์ อีกทั้งยังเป็ต้นแบบของไพ่นกกระจอกและไพ่โป๊กเกอร์ในปัจจุบัน
[3]ผ่าวเต๋อไคว่(跑得快)วิธีการเล่นไพ่แบบหนึ่ง เล่นแบบสี่คน ใครออกไพ่ได้หมดก่อนเป็ฝ่ายชนะไป เป็การละเล่นแข็งความเร็ว
[4]เจิงซั่งโหยว(争上游)คล้ายกับเกมผ่าวเต๋อไคว่แต่อาจจะแบ่งเป็การเล่นแบบสองคน หรือสามคนก็ได้
[5]ทัวลาจี(拖拉机)เป็การเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่ง มีต้นกำเนิดบริเวณมณฑลอันฮุย ปกติจะต้องมีคนเล่นั้แ่สามคนขึ้นไป
[6]เซิ่งจี๋(升级)ชื่อเกมไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่ง เหมือนเกมทัวลาจี
[7]จ๋าจินฮัว(炸金花)ชื่อเกมไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่ง เหมือนเกมทัวลาจี
[8]ซันต่าอี(三打一)เป็การละเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่ง มีคนเล่นสี่คน โดยมีสามคนสู้กับคนที่ทำหน้าที่เป็เ้ามือ
[9]โต้วตี้จู่(斗地主)หรือเกมไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ด ตรงตัวคือเป็แข่งกันเพื่อให้เป็แลนด์ลอร์ดได้สำเร็จ โดยอย่างน้อยจะต้องมีผู้เล่นทั้งหมดสามคนในการเริ่มเกม
[10]ซัวฮา(梭哈)หรือที่เรียกว่า ไฟว์การ์ดสตั๊ด เกมไพ่สตั๊ดโป๊กเกอร์ซึ่งมีต้นกำเนิดใน่ากลางเมืองอเมริกา
[11]เรือดอกไม้(花船)เทศกาลพื้นบ้านที่จัดขึ้นใน่ตรุษจีนหรือเทศกาลโคมไฟของจีน นอกจากจะประดับเรือด้วยดอกไม้หลากสีสันและตกแต่งอย่างสวยงามทำให้ดูเหมือนมีดอกไม้ลอยอยู่บนน้ำ ยังมีการแข่งพายเรืออีกด้วย
